เปิดวาร์ปสายเรียนต่อ! จัดอันดับ Top 10 เมืองน่าเรียนที่สุดในโลก ประจำปี 2025

สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่า ไหนใครกำลังแพลนเรียนต่อต่างประเทศบ้างไหมเอ่ย~ แน่นอนว่าเรื่องหลักสูตร สาขาและมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญ แต่เดี๋ยวก่อน! เมืองที่เราจะไปอยู่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราต้องใช้ชีวิตการเรียนที่นั่นในระยะยาว ถ้าได้อยู่ในเมืองที่ไม่ถูกจริตก็อาจทำให้สุขภาพจิตเราไม่ดีก็เป็นได้ บางคนชอบเมืองที่คึกคัก เต็มไปด้วยสีสันและกิจกรรม หรือบางคนเป็นสายชิล ก็อาจจะเลือกเมืองสงบๆ เน้นธรรมชาติ ใช้ชีวิต slow life  พูดง่ายๆ คือชอบแบบไหน ก็ต้องเลือกให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเองที่สุด 

ซึ่งการเลือกเมืองที่ใช่ ไม่ใช่แค่เรื่องของโลเคชันสวยๆ เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น  วัฒนธรรม ค่าครองชีพ ความสะดวกสบาย โอกาสทำงาน และบรรยากาศการใช้ชีวิต ทั้งหมดนี้ส่งผลกับชีวิตเราแบบยาวๆ เลยล่ะค่ะ ถ้าได้อยู่ในที่ที่เป็นตัวเอง รับรองว่าการเรียนจะสนุกขึ้น ปรับตัวง่ายขึ้น แถมยังมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย! 

วันนี้พี่ลูกหมูเลยจะมาเปิดโผ “เมืองน่าเรียนสุดในปี 2025” จาก QS Best Student Cities in the World for Studying Abroad ปีนี้จะมีเมืองไหนบ้าง มาส่องไปพร้อมกันเลยค่า~

เกณฑ์ในการจัดอันดับ

  1. University Rankings: จำนวนมหาวิทยาลัยในเมืองที่ติดอันดับใน QS World University Rankings รวมถึงผลการจัดอันดับล่าสุดของมหาวิทยาลัยเหล่านั้น
  2. Student Mix: สัดส่วนของประชากรในเมืองที่เป็นนักศึกษา จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่ลงทะเบียนเรียนรวมถึงความเป็นสากล และความเปิดกว้างของเมืองนั้นๆ
  3. Desirability: ความปลอดภัยและระดับมลพิษ และความต้องการมาเรียนที่เมืองนี้จากการทำแบบสำรวจของนักศึกษา
  4. Employer Activity: แนวโน้ม/สถานการณ์การจ้างงานในเมืองนั้นๆ และความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเมืองนี้
  5. Affordability: ค่าเทอมและค่าครองชีพ
  6. Student View: การให้คะแนนของนักศึกษา รวมถึงสัดส่วนของนักศึกษาที่อาศัยอยู่ต่อเมืองนั้นๆ หลังจากจบการศึกษา
     

อันดับ 10 Montreal, Canada
(92.1 คะแนน)

มาเริ่มกันที่อันดับที่ 10 กันเลยค่ะ ปีนี้ตกเป็นของ ‘มอนทรีออล (Montreal)’ เมืองในรัฐควิเบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของแคนาดา และที่นี่ก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เช่น McGill University และ Université de Montréal ซึ่งได้รับการจัดอันดับสูงในด้านการวิจัยและคุณภาพการเรียนการสอน เมืองนี้เรียกว่าเป็นเมืองของการศึกษาก็ว่าได้ เพราะมีนักศึกษาต่างชาติมากมาย และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง // อยู่ที่นี่ไม่มีเหงาแน่นอน

สำหรับใครที่อยากไปเรียนที่แคนาดา แต่อยากมองหาเมืองที่ค่าครองชีพไม่สูงมาก เมืองนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์เลยล่ะค่ะ เพราะเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในแคนาดา เช่น โตรอนโตหรือแวนคูเวอร์ ต้องบอกว่ามอนทรีออลมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะค่าที่พักและค่าเดินทาง 

รู้หรือไม่! แคนาดามีโครงการ Post-Graduation Work Permit (PGWP) ที่อนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติทำงานหลังเรียนจบ ใครกำลังเล็งที่จะไปปักหลักถิ่นฐานที่ต่างแดน ประเทศแคนาดาก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่า
 

สรุปทางเลือกฮิต!
จบ ป.ตรี แล้วอยากไปเรียนหรือโยกย้ายไป "แคนาดา" มีวิธีไหนบ้าง?
 

รวม 8 เรื่องที่คนอยากเรียนต่อ “แคนาดา” ต้องจด 
(การศึกษา-ค่าครองชีพ-ทุนเรียนฟรี)

..................................

อันดับ 9 Berlin, Germany
(94.4 คะแนน)

มาต่อที่อันดับ 9 นั่นก็คือ ‘เบอร์ลิน (Berlin)’ เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีนั่นเอง ที่นี่เป็นศูนย์กลางของ Start-up และเทคโนโลยี เป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่น่าเรียน เพราะถ้าพูดถึงด้านการศึกษาแล้วมหาวิทยาลัยในเบอร์ลินล้วนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี ศิลปะ และสังคมศาสตร์ เช่น Humboldt University of Berlin ที่เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป และ HTW Berlin (Hochschule für Technik und Wirtschaft) ที่เป็นมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลินด้วยค่ะ

ที่สำคัญนะคะ มหาวิทยาลัยของรัฐในเยอรมนีส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาต่างชาติ (แต่จะมีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย ซึ่งเก็บไม่เยอะเลยค่ะ) อีกทั้งยังมีทุนรัฐบาลเยอรมนีอย่าง DAAD Scholarships ให้ยื่นสมัครด้วย นอกจากนี้เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในยุโรป เบอร์ลินมีค่าครองชีพที่ไม่สูงมาก โดยเฉพาะค่าเช่าห้องพักและค่าเดินทาง ใครอยากไปเรียนต่อที่ยุโรปแบบงบไม่บานปลาย ก็ขอแนะนำให้เก็บเมืองนี้ใส่ลิสต์ไว้ได้เลย

เรียนฟรี ชีวิตดีมาก! เปิด 10 เหตุผลเจ๋งๆ 
             ของการเรียนต่อ ‘เยอรมนี’ มีดียังไงบ้าง?

..................................

อันดับ 8 Zurich, Switzerland
(94.5 คะแนน)

พี่ลูกหมูเชื่อว่า ‘สวิตเซอร์แลนด์’ เป็นดินแดนในฝันของใครหลายๆ คนเลยล่ะค่ะ และปีนี้เมือง ‘ซูริค (Zurich)’ ก็ติดอันดับ 8 ในปีนี้ด้วย ที่นี่เป็นเมืองชั้นนำและศูนย์กลางทางการเงินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์เลย และยังเป็นศูนย์รวมของศูนย์วิจัยและศูนย์พัฒนาของประเทศด้วยค่ะ 

ถ้าพูดถึงด้านการศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยในซูริคได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มสถาบันที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบริหารธุรกิจ มีมหาวิทยาลัยที่โดดเด่น เช่น ETH Zurich (Swiss Federal Institute of Technology)  ที่นี่เด็กสายวิทย์หลายคนรู้จักค่อนข้างดีเลยทีเดียว เพราะเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม วิทยาการคอมพิวเตอร์ และฟิสิกส์ และ University of Zurich (UZH) มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ การแพทย์ มนุษยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

และเหตุผลที่หลายคนเลือกที่มาเรียนสวิตเซอร์แลนด์นั้น เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีติดท็อปโลก มีความปลอดภัยสูง ธรรมชาติสวยงาม รวมถึงค่าจ้างยังสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป และโอกาสในการทำงานก็มีมาก (แต่ว่าค่าครองชีพก็จะแอบแพงมากๆ เช่นกันค่า)

..................................

อันดับ 7 Paris, France
(94.6 คะแนน)

Bonjour! มาต่อกันที่ ‘ปารีส (Paris)’ มหานครแห่งศิลปะ แฟชั่น และวรรณกรรม ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของยุโรป และเป็นดินแดนแห่งโอกาสสำหรับคนอยากฝึกงานและทำงานในบริษัทระดับโลก // ความน่าสนใจอีกอย่างคือมีวีซ่า “Recherche d’Emploi” ที่ช่วยให้นักศึกษาต่างชาติสามารถอยู่หางานต่อหลังเรียนจบได้อีกด้วยนะคะ

ถ้าใครอยากมาเรียนต่อที่ปารีส ขอบอกว่าที่นี่รวมมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง เช่น Science Po (เด่นดังสายรัฐศาสตร์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสหลายคนจบที่นี่), Sorbonne Université (เก่าแก่และโด่งดังทั้งวิทย์และศิลป์), Université Paris 1 Panthéon-Sorbonne กับ Université Paris 2 Panthéon-Assas (ตัวตึงสาขากฎหมาย), HEC Paris (โรงเรียนธุรกิจ No.1 ของประเทศ) และอีกเยอะมากๆ  

อย่างไรก็ตาม ในมหาวิทยาลัยฝรั่งเศสมีหลักสูตร ป.ตรี ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษน้อยมากๆ  (ส่วนใหญ่จะเป็นระดับ ป.โทขึ้นไป) ดังนั้นถ้าหากจะมาเรียนต่อก็ควรมีสกิลภาษาฝรั่งเศสติดตัวไว้ เพราะสกิลภาษานี้จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงาน และช่วยให้การใช้ชีวิตเป็นไปได้ราบรื่นมากขึ้นอีกด้วย~ 

รู้หรือไม่! ทุกช่วงปลายปีทาง Campus France จะเปิดรับสมัครทุนรัฐบาลฝรั่งเศส ระดับป.โท/เอก ในชื่อทุน Franco-Thai Scholarship Program ซึ่งเป็นทุนเต็มจำนวนที่ให้ฟรี ไม่มีเงื่อนไข และครอบคลุมทุกสาขา ทุกมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนเลยค่ะ! 

..................................

อันดับ 6 Sydney, Australia
(95.4 คะแนน)

อีกหนึ่งเมืองที่เด็กไทยและเด็กต่างชาตินิยมไปเรียนกันมากนั่นก็คือ ‘ซิดนีย์ (Sydney)’ เมืองที่เป็นศูนย์กลางด้านการเงินและเศรษฐกิจของประเทศออสเตรเลีย มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก รายล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ เช่น Sydney Harbour, Sydney Opera House, Bondi Beach ฯลฯ ใครเป็นสายลุยไม่มีเบื่อแน่นอน เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก หรือถ้าใครกลัวคิดถึงบ้านก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ Thai community ที่นี่ฉ่ำมาก แถมร้านอาหารไทยอร่อยๆ ก็เยอะมากๆ ด้วยเช่นค่ะ ส้มตำ หมูกระทะ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หมูกรอบคั่วพริกเกลือ มีครบ! !

ถ้าพูดถึงเรื่องการศึกษา ที่นี่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกที่มีชื่อเสียงหลายมหาวิทยาลัยเลยค่ะ เช่น The University of Sydney (USYD), The University of New South Wales (UNSW Sydney), Macquarie University, University of Technology Sydney (UTS) เป็นต้น และที่สำคัญคือ นักศึกษาที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียสามารถยื่นขอวีซ่าถาวรผ่าน Skilled Migration Program ได้ด้วยนะ หรือสามารถขอ Post-Study Work Visa หลังเรียนจบได้เช่นกัน เรียกว่ามีโอกาสให้ต่อยอดกันแบบยาวๆ เลยค่ะ 

..................................

อันดับ 5 Melbourne, Australia
(97.1 คะแนน)

ตามมาติดๆ อันดับ5 ก็ยังคงอยู่กันที่ออสเตรเลียค่ะ นั่นคือ ‘เมลเบิร์น (Melbourne)’ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศออสเตรเลีย ที่นี่เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ ดนตรี แฟชั่น และไอที มีบรรยากาศที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งในด้านการศึกษาก็มีคุณภาพเข้มข้น การันตีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย เช่น The University of Melbourne มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของออสเตรเลียเลย และยังมี Monash University และ RMIT University ซึ่งเป็นยูสุดฮิตในกลุ่มนักเรียนไทยตั้งอยู่ที่เมลเบิร์นเช่นกัน

เมืองนี้นอกจากคุณภาพด้านการศึกษาแล้ว ยังมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เป็นเมืองที่ปลอดภัย มีระบบขนส่งสาธารณะดีเยี่ยม และมีสภาพอากาศที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิต แถมร้านอาหารไทยก็เยอะมากเช่นกันค่ะ ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินเลย

..................................

อันดับ 4 Munich, Germany
(97.7 คะแนน)

เรียกได้ว่าปีนี้เยอรมนีมาแรงมากๆ  เพราะนอกจากเมืองเบอร์ลินแล้ว ‘มิวนิก (Munich)’ ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าไปเรียนต่อไม่แพ้กัน เพราะที่นี่จัดว่าเป็นศูนย์กลางระดับโลกในด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และการท่องเที่ยว มีแลนด์มาร์กทางธรรมชาติมากมายที่ดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมได้อยู่เสมอ และที่นี่ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในเยอรมนีอีกด้วย

  ด้านคุณภาพการศึกษาก็คือต้องยกให้เลย เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นท็อปๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี ธุรกิจ และวิทยาศาสตร์ อย่าง Technishe Universität München และ Ludwig Maximilians Universität München (ยังมีอีกหลายแห่งเลยค่ะ) แถมยังเป็นที่ตั้งของบริษัทระดับโลก เช่น BMW, Siemens, Allianz ฯลฯ ทำให้เข้าใกล้โอกาสในการฝึกงานหรือการทำงานในบริษัทข้ามชาติดังๆ มากขึ้น หรือถ้าจะแพลนอยู่ต่อก็สามารถต่อยอดเส้นทางได้แบบยาวๆ อีกด้วย  

..................................

อันดับ 3 Seoul, South Korea
(97.8 คะแนน)

อันยองฮาเซโย! ข้ามฟากมาที่ฝั่งเอเชียกันบ้างค่ะ ใครเป็นสายเกาหลีคือมาถูกทางสุดๆ เพราะปีนี้ ‘โซล (Seoul)’ เมืองหลวงของแดนกิมจิ พุ่งสูงไปอยู่ Top3 ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งที่นี่ก็มี 3 มหาวิทยาลัยชื่อดังในกลุ่ม SKY ตั้งอยู่ ได้แก่ Seoul National University, Korea University และ Yonsei University และยังมีมหาวิทยาลัยน่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น Ewha Womans University, Sungkyunkwan University, Sogang University ฯลฯ ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยล้วนมีทุนการศึกษาให้นักเรียนต่างชาติ (aka ทุนตรง) รวมถึงทุกๆ ปีก็จะมีทุนรัฐบาลเกาหลี (GKS) ซึ่งเป็นทุนเต็มจำนวนสุดอลังการที่เปิดรับสมัครทุกระดับและมีโควตาให้คนไทยทุกปีด้วยค่ะ

  ใครเป็นสาย K-POP อินกับซีรีส์เกาหลี หรือสนใจเรื่องความสวยความงาม จะต้องอยากไปแน่ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเผลอๆ ไปเรียน แถมยังได้ไปตามดูไอดอลที่เราชอบอีกด้วย~ 

..................................

อันดับ 2 Tokyo, Japan
(99.2 คะแนน)

ตำแหน่งรองแชมป์ของปีนี้เป็นของ ‘โตเกียว (Tokyo)’ เมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยนั่นเอง~ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับโลก เช่น Sony, Toyota, SoftBank ฯลฯ และหากเป็นสายเที่ยวก็คงนึกถึงภาพของบรรยากาศของเมืองหลวงที่รายล้อมไปด้วยแสงสีและความคึกคักยามค่ำคืน แต่ก็เงียบสงบ ปลอดภัย และผู้คนมีระเบียบสูงมากๆ ยิ่งถ้าใครอินกับอนิเมะ เป็นสายเกม หรือหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก็ถือว่าได้มาเรียนพร้อมกับเข้าถึงซิกเนเจอร์ความเป็นญี่ปุ่นแบบอินไซต์ไปเลยค่ะ

นอกจากนี้กรุงโตเกียวนี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย เช่น University of Tokyo มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของญี่ปุ่น, Tokyo Institute of Technology (Tokyo Tech) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี และอีกหลายแห่ง เรื่องค่าครองชีพถือว่าสบายกระเป๋าหากเทียบกับหลายประเทศในยุโรป อีกทั้งยังสามารถสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเซฟงบค่าใช้จ่ายได้ด้วยนะคะ // รีบอัปสกิลภาษาญี่ปุ่นด่วนๆ 

..................................

อันดับ 1 London, United Kingdom
(100 คะแนน)

และอันดับ 1 ในปีนี้ที่ได้ 100 คะแนนเต็ม ตกเป็นของ ‘ลอนดอน (London)’ เมืองหลวงสุดกว้างใหญ่รายล้อมไปด้วยเสน่ห์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อังกฤษ และเปรียบเสมือนศูนย์กลางด้านการศึกษาของประเทศอังกฤษ // พี่เชื่อว่าหลายคนต้องจดไว้ในลิสต์อยากเรียนต่อหรือเที่ยวสักครั้งในชีวิตกันแน่ๆ 

ที่กรุงลอนดอนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Top U. ระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น University College London (UCL), Imperial College London, King’s College London (KCL), London School of Economics and Political Sciences (LSE), University of the Arts London (UAL) ​ฯลฯ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นนะคะ ใครอยากไปสายรัฐศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือสาขาไหนๆ ก็มีสถาบันคุณภาพแน่นที่ดึงดูดนักศึกษาหลายประเทศเข้ามาสร้างบรรยากาศสุดอินเตอร์ในเมืองนี้มากขึ้นไปอีกค่ะ

รู้หรือไม่! นอกจากทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว แต่ละปีน้องๆ ที่จะเรียนต่อระดับ ป.โท ที่อังกฤษ ยังมี Chevening Scholarships หรือทุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ยื่นสมัครด้วยนะ มอบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ไม่ต้องใช้คืน แถมสมัครได้ทุกหลักสูตร ทุกมหา’ลัยเลยค่ะ

นอกจากเรื่องการศึกษาจะปังแล้ว ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และเทคโนโลยีที่สำคัญของยุโรป ทำให้เพิ่มโอกาสฝึกงานและหางานหลังเรียนจบสูง ซึ่งนักศึกษาต่างชาติที่เรียนจบในอังกฤษสามารถขอวีซ่าทำงานได้ 2 ปีหลังจบการศึกษาได้ด้วยนะคะ 

และแน่นอนว่าระหว่างเรียนก็มีสถานที่ฮีลใจรออยู่ เพราะมีทั้งพิพิธภัณฑ์ โรงละคร แกลเลอรี่ ดนตรี ห้างสรรพสินค้า และเทศกาลระดับโลก เรียกได้ว่าครบครันทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิต จึงไม่แปลกใจเลยที่ลอนดอนจะคว้ามงอันดับ 1 ไปครองค่ะ

..................................

Good to Know!

ปีนี้ 'กรุงเทพมหานคร' ขยับขึ้นมา อันดับที่ 59 (71.8 คะแนน) ซึ่งจากปีที่แล้วที่อยู่ที่อันดับ 71 ชี้ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ก็เป็นอีกเมืองน่าเรียนสำหรับชาวต่างชาติ เพราะมีสถาบันชื่อดังมากมาย ค่าครองชีพไม่แรง (สำหรับชาวต่างชาติ) แถมไลฟ์สไตล์จัดเต็ม ไม่ว่าจะสายปาร์ตี้ สายคาเฟ่ หรือสายชอปปิงก็ยิ่งฟินสุดๆ เพราะว่ามีห้างสรรพสินค้าทั่วทุกหนแห่ง  เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีครบ!

Just wowwww! แต่ละเมืองน่าไปเรียนทั้งนั้นเลยค่ะ! อยากรู้ว่าน้องๆ แต่ละคนมีเมืองไหนในใจอยู่บ้างนะ? ถ้าปักหมุดได้แล้วก็แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าเมืองที่เลือกจะตอบโจทย์ทั้งด้านการเรียนและไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุดนะคะ // ใครมีประสบการณ์ไปอยู่เมืองไหนแล้วอยากบอกต่อ คอมเมนต์เล่าให้ฟังได้เลยค่าา~

Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ
Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ

สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D" 

แหล่งที่มา https://www.topuniversities.com/city-rankinghttps://www.topuniversities.com/best-student-cities/methodologyที่มารูปภาพhttps://unsplash.com/

 

พี่ลูกหมู
พี่ลูกหมู - Columnist Lost Girl from Neverland ชอบไปในต่างแดน​ มีชีวิตอยู่เพื่อกิน

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น