|
ช่วงนี้มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนมาบ่นให้ฟังว่าไม่อยากเดินผ่านเครื่องชั่งน้ำหนักเพราะแอบหลอนกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว ... ต่างคนก็ต่างบอกว่าพฤติกรรมการกินก็เหมือนเดิมไม่ได้กินอะไรมากขึ้น แต่ทำไมน้ำหนักยังขึ้นอีกก็ไม่รู้ -*- อยากรู้หรือเปล่าคะว่าทำไม ... ถ้าอยากรู้ต้องลองกลับมาดูเมนูที่เรากินเข้าไปแต่ละวันค่ะว่า เรากินอะไรเข้าไปบ้าง น้องๆ Dek-D คงจะทราบดีว่าอาหารถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อน้ำหนักของเรา ถ้าหากใครรับประทานแป้งหรือน้ำตาล ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้น้ำหนักขึ้นได้เช่นกันค่ะ สำหรับคนที่รักการทานขนมและอาหารที่มีรสชาติหวาน อาจจะเป็นเรื่องยากในการที่อยู่ดีๆ จะให้ลดอาหารรสชาตินั้นไปเลย ... เพื่อให้การควบคุมน้ำหนักของคนรักการรับประทานของหวานเป็นไปได้ง่ายขึ้น วันนี้พี่เหมี่ยวก็มีเทคนิคดีๆ ในการ รับประทานของหวานไม่ให้อ้วน มาฝากน้องๆ Dek-D กันค่ะ เริ่มต้นจากวิธีง่ายๆ คือ ... ถ้าเราหยุดรับประทานของหวานไม่ได้ เราก็ทำของหวานรับประทานเองเสียเลย!! เช่น การทำช็อกโกแลตสตอเบอร์รี่สุดอร่อย โดยทำง่ายๆ ด้วยการนำช็อกโกแลตไปทำให้ละลายแล้วเอามาจุ่มสตรอเบอร์รี่ จากนั้นก็แช่เย็นไว้ให้ช็อกโกแลตแข็งตัว เวลาอยากของหวานก็หยิบมากินครั้งละ 2 ลูก วิธีนี้จะทำให้ได้กินของชอบสมใจแต่ปริมาณน้อยลง เพราะช็อกโกแลตที่เคลือบผิวสตรอเบอร์รี่อยู่น่ะมีนิดเดียวเท่านั้นเอง ได้กินของหวานสมใจในปริมาณน้ำตาลที่ไม่มากเกินไปด้วยล่ะค่ะ (ผลไม้อาจเปลี่ยนเป็นกล้วย, แิอปเปิ้ล ก็ได้นะคะ) ถ้าใครที่ติดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ก็ลองเปลี่ยนมาจิบน้ำชาอุ่นๆ ใส่น้ำตาลเทียมครึ่งซองในระหว่างวัน จะช่วยให้รู้สึกสบายท้องและผ่อนคลายขึ้นค่ะ ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานและยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยนะคะ ส่วนใครที่ติดการรับประทานขนมตลอดเวลา แนะนำให้ลองหาลูกอม หรือหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลน้อยติดตัวไว้ตลอดเวลานะคะ ถ้าอยากของหวานก็คว้าใส่ปากเลยค่ะ แก้ขัดกันได้ เดี๋ยวเราก็ลืมไปเองว่าเราอยากรับประทานขนม (55+) จำไว้นะคะว่าก่อนจะเอาอะไรใส่ปากก็ตามให้นึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งที่กินเข้าไปนั้นสามารถทำให้เราอ้วนได้ทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อให้มีผลต่อน้ำหนักน้อยที่สุด เราควรเลือกรับประทานแต่อาหารที่เป็นของแคลรอรีต่ำ เช่น ช็อกโกแลตไขมันต่ำ เค้กแบบไขมันต่ำ และถ้าทำได้เราก็ควรจะลดปริมาณของหวานที่เรารับประทานเป็นปกติให้เหลือแค่ครึ่งหนึ่งของปกติเท่านั้น หรืออีกหนึ่งวิธีที่ดีต่อสุขภาพคือ ให้ใช้ความหวานของผลไม้ทดแทน ถ้ารับประทานผลไม้แล้วความอยากของหวานก็จะลดลงไปเองค่ะ ... และสิ่งสุดท้ายที่นักไอเดททั้งหลายต้องท่องจำให้ขึ้นใจเลยก็คือ ใน 1 วัน ไม่ควรจะรับประทานมากกว่า 1,200 แคลอรี ถ้าเรารู้ตัวว่าจะต้องกินของหวานที่มีแคลอรีสูงแน่ๆ เราก็จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานในบางมื้อค่ะ เช่น เปลี่ยนมารับประทานสลัดผักน้ำใสที่มีแคลอรีต่ำแทน แบบนี้จะทำให้ปริมาณแคลอรีจากอาหารที่เรารับประทานจะมีปริมาณพอดีๆ ค่ะ อ่อ! และเพื่อการเผาผลาญพลังงานที่ได้จากของหวานนะคะ หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกาย ควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผาผลาญควบคู่ไปด้วยค่ะ อาจจะต้องฝืนใจกันบ้างในช่วงแรก แต่เชื่อเถอะค่ะว่าดีต่อสุขภาพและรูปร่างของเราแน่ๆ ... พี่เหมี่ยวขอเป็นกำลังใจให้นักไดเอททุกคนนะคะ ไฟท์ติ้งค่ะ (^^)Y ข้อมูลอ้างอิงบางส่วน : http://www.toptenthailand.com/
ภาพประกอบ : http://familyfun.go.com/recipes/a-campfire-you-can-eat-684387/ |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?






34 ความคิดเห็น
แต่วิธีแรกไม่กล้าทำกลัวสิวขึ้น
แต่พอมาตอนนี้ มันขึ้นแบบไม่มีสาเหตุ (แถมลดไม่ได้) TT^TT
ลึกซึ้ง ~!!
1200 cal? a piece of cheesecake itself is 600cal laaw la = =
song sai say goodbye to cheesecake forever loey d ma?
:D
พออยากกินอะไรก็หยิบกินไปก่อนซะแล้ว
เผลอเมื่อไหร่คว้านู่นนี่เข้าปาก 555
เดี๋ยวนี้เลยหาหมากฝรั่งมาเคี้ยว
อันเดียวเคี้ยวไป2ชั่วโมง
อ~า...เรื่องของหวานหรือขนมหวานมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆค่ะ แต่จะพยายามให้ถึงที่สุดเลยล่ะค่ะ ^ ^~
แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้รึป่าว จะพยายามเต็มที่ค่ะ
ปกติก็ไม่ชอบกินหวานนะคะ ทำไมยังไม่ลดน้า
แต่ยังดีที่เราออกกำลังกายทุกวัน น้ำหนักเลยทรงตัว