| สวัสดีจ้ะ น้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com ช่วงนี้งานเขียนเป็นยังไงกันบ้างจ๊ะ มีน้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com ส่งข้อความลับมาถามพี่นัทเกี่ยวกับขั้นตอนการตีพิมพ์หนังสือว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง และจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อที่เราจะได้หนังสือดีๆ ออกมาสักเล่ม วันนี้พี่นัทจึงมีเคล็ดลับดีๆ จาก Dr.Pop ที่เคยเขียนไว้ใน บอร์ดเด็กดี พี่นัทเชื่อว่า น้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.comหลายๆ คนอาจจะเคยอ่านมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีน้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.comอีกหลายๆ คนยังไม่เคยอ่าน วันนี้พี่นัทจึงอยากจะนำประสบการณ์ที่ Dr.Pop เคยเล่าเอาไว้ มาถ่ายทอดให้น้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com ได้อ่านกันจ้า
แฉ!! กว่าจะเป็นหนังสือ 1 เล่ม!! เคล็ดลับเด็ดจาก Dr.Pop
เห็นคำว่า แฉ หลายคนอาจตกใจ ไม่มีอะไรหรอกครับแค่อยากให้บอร์ดนักเขียนครึกครื้นนิดนึง อิอิ
โอเคเข้าเรื่องกันดีกว่า
สืบเนื่องจากกระทู้ที่แล้วมีน้องบางคนอยากรู้ว่ากระบวนการทำหนังสือซักเล่มมีขั้นตอนยังไงบ้าง ซึ่งป๊อบในฐานะที่คลุกคลีกับวงการนี้มาหลายปีก็มีประสบการณ์พอจะเล่าได้ไม่น้อย แต่สิ่งที่ป๊อบจะเล่าต่อไปนี้อยากให้ทุกคนรู้ว่ามันคือ ภาพรวม นะครับ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นสำนักพิมพ์ไหน เพราะป๊อบก็ไม่ได้อยู่แค่สยามอินเตอร์ฯ แต่ป๊อบตระเวนไปหลายที่หลายแห่ง รวมทั้งยังทำหนังสือเล่มล่าสุดเองด้วย ( เอ่อ ไม่มีสำนักพิมพ์เองนะครับผม หลายคนเข้าใจผิด ป๊อบแค่ทำงานทุกอย่างและมีทีมงานเอง แต่จ้างโรงพิมพ์ต่างหากนะครับ) ดังนั้นป๊อบจะนำประสบการณ์จากที่ต่างๆ มาสรุปให้ฟังกัน
ทุกสิ่งเริ่มขึ้นจาก...
1. ต้นฉบับ
ต้นฉบับก็คือ "ผลงาน" ของ "นักเขียน" และสำหรับบางคน คำสั้นๆ นี้อาจเป็นโครงการข้ามชาติที่ไม่รู้ว่าจะเสร็จทันวันโลกาวินาศหรือไม่? ระยะเวลาของต้นฉบับเป็นอะไรที่ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับฟิลลิ่ง ความสุนทรี ความอิสระ ความมุมานะของตัวนักเขียน ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เน้นตัวหนานั้นจะมีมากถึงจุดสุดยอดในช่วง 2 เดือนก่อนกำหนดส่งต้นฉบับ หรือหลังจากที่เหล่านักเขียนได้รับสารกระตุ้นพิเศษอันมีชื่อว่า "สายตรงจากบอกอ" นั่นแล พวกเราจะเริ่มตะบี้ตะบันแหกขี้ตาเขียนกัน
ดังนั้นสิ่งแรกที่ป๊อบจะพูดในหัวข้อนี้ก็คือทริคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับต้นฉบับครับผม
(อันนี้อ้างอิงจากประสบการณ์ตรงนะครับ)
1.1 ) โครงเรื่อง
เป็นหัวใจหลัก หรือ Core Concept ของงานทุกชนิด - สำหรับป๊อบโครงเรื่องคือการวาดแผนที่จินตนาการ เพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดหมาย เราต้องรู้ว่าเรื่องของเราจะเริ่มยังไง? จบยังไง? คิดไว้ก่อนคร่าวๆ ตรงนี้จะเป็นจุดที่ง่ายมาก เพราะนักเขียนส่วนใหญ่จะมีเนื้อเรื่องอยู่ในหัวหมดแล้ว วิธีการก็คือเขียนออกมา ไม่ต้องมีระเบียบก็ได้ครับ เขียนออกมาเลย มั่วๆ นั่นแหละ เอาให้รู้ว่า 1 ถึง 10 เป็นยังไงแค่นั้นพอ
แล้วจากนั้นค่อยมาใส่ความตื่นเต้น
การขับรถบนทางด่วนย่อมไม่ตื่นเต้นเท่าการขับรถในป่าแสนวิบาก งานเขียนก็เช่นกัน หลังจากที่เรารู้ทุกอย่าง 1-10 เราก็ควรใส่รายละเอียดเพิ่ม 1.1, 1.2, 2.5,8.3 อะไรก็ว่าไป เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องอันหมายถึง ความซับซ้อน ความพลิกผัน จุดหักมุม ปริศนา ความเร้าใจ ความลุ้นระทึก ต่างๆ นานาลงไป เพื่อไม่ให้เราหลงทางระหว่างการเขียน ซึ่งตรงจุดนี้ นักเขียนต้องอาศัยประสบการณ์เองล่ะครับ สอนกันไม่ได้จริงๆ เพราะที่ป๊อบเป็นอยู่ก็ทำได้แค่ในมาตรฐานของตัวป๊อบ ถามว่าสู้นักเขียนรุ่นพี่ในยุทธจักรได้ไหม ตอบได้เลยครับว่า "ไม่" เด็ดขาด
ในส่วนของโครงเรื่อง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ "การดำเนินเรื่อง" - "ตัวละคร" - "ฉาก", มันจะเป็นจุดที่นักเขียนคิดสร้างตัวละครต่างๆ ขึ้นมา ยกตัวอย่างไวท์โรดของป๊อบ ซึ่งมีตัวละครเยอะมาก ดังนั้นป๊อบต้องเขียนชื่อตัวละครทั้งหมด รายละเอียดของเขา ภูมิหลัง ปริศนา การแสดงออก Character รวมถึงการปรากฏตัวของเขาในลักษณะค่อนข้างละเอียด เพื่อให้เราจำเขาได้ ใช้เขาได้ถูกสถานการณ์ สำหรับรูปแบบของตัวละครป๊อบคิดว่าแต่ละคนคงมีแนวคิดต่างออกไป เงียบขรึม สนุกสนาน อะไรก็ตาม ป๊อบไม่ขอเข้าไปยุ่งตรงนั้นเพราะบางทีทำได้ดีกว่าป๊อบด้วยซ้ำ เพียงแต่ข้อสำคัญก็คือ "คุณต้องไม่ลืมตัวละคร" เท่านั้นเอง ส่วนเรื่อง "ฉาก" หลายคนติดปัญหากับจุดนี้ เพราะนึกออก แต่บรรยายไม่ถูก
ทำไมไม่วาดล่ะครับ ?
วาดสวยไม่สวย ไม่เป็นไร แค่เราอ่านแล้วรู้ก็พอ เมื่อเราวาดภาพ เราจะแต่งเติมไปเรื่อย แล้วคราวนี้เราจะสามารถบรรยายมันได้งายขึ้นเยอะ เชื่อเถอะครับผม ป๊อบลองมาแล้ว
หลังจากเราได้โครงเรื่องมั่ว + การใส่จุดเพิ่มเติม + รายละเอียด + ตัวละคร + ฉาก + การดำเนินเรื่อง ก็มาถึงจุด "การสรุปโครงเรื่อง" นั่นก็คือการจัดระบบและระเบียบแบบแผนให้โครงเรื่องของเราอย่างมีรูปแบบ ทำมันให้สวยงาม อ่านเข้าใจง่าย และมีที่ว่างสำหรับการเพิ่มเติมเยอะ
เพราะถึงวันนี้คุณจะได้โครงเรื่องที่เพอร์เฟ็กต์ แต่พรุ่งนี้ใครจะรู้คุณอาจจะมีอะไรที่ดีกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นเว้นเผื่อความคิดใหม่ๆ ด้วยนะครับ อ้อ แนะนำให้นักเขียนทุกคนมีสมุดพกติดตัวคนละเล่มครับ ป๊อบพกตลอด เผื่องอะไรดีๆ ก็จดเลย หรือจะเป็นการอัดเสียงก็ได้ครับ ป๊อบทำบ่อยเหมือนกัน ความคิดเราจะได้ไม่ตกหล่นระหว่างทางนะครับ
ซึ่งหลังจากที่เรามีโครงเรื่องแสนสมบูรณ์แล้วเราก็จะมาเขียนกัน
1.2 ) การเขียนเนื้อเรื่อง
ก็คือการเอาโครงเรื่องที่มีอยู่มาเพิ่มเติมเรียงร้อยให้กลายเป็นนิยายนั่นเอง ตรงจุดนี้ป๊อบจะไม่ขอแนะนำมาก เพราะทุกคนมีสไตล์ภาษา การคิดเป็นของตัวเอง แต่ที่ป๊อบจะแนะนำก็คือสิ่งที่ถูกถามมาทางเมลล์
"แรงบันดาลใจ"
แรงบันดาลใจในการเขียนเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งแม้เราจะมีโครงเรื่องหรูเลิศแล้ว แต่ก็เขียนไม่ได้ซักที พยายามนั่งหน้าคอมหลายต่อหลายครั้งมันก็เล็ดรอดออกมา สำหรับคนที่เขียนไม่ออก หรือที่เขาเรียกว่า "ตัน" ป๊อบมีวิธีแก้ไขครับ
โดยขั้นแรกที่เราต้องทำก็คือ
- เลิกเขียน ใช่ เลิกเขียนไปก่อน ปิดคอม หยุดไปเลย เงียบไปเลย ไม่ต้องยุ่งกับมัน มันไม่ได้ก็คือไม่ได้ครับ จะไปดันทุรังทุกรังทำไม
จากนั้น
- ไปเที่ยว ดูผู้คน ศึกษาสังคม ตากแอร์เย็นฉ่ำ ช๊อปปิ้งให้สนุก เข้าป่า กางเต็นท์ มันจะมีเรื่องให้เขียนเองแหละครับ
- อ่านหนังสือ เพื่อหาแนวทาง บางเล่ม อาจจะทำให้เราได้อะไรเด็ดๆ บางเล่มอาจทำให้เราอยากเปลี่ยนแนวก็ได้ครับ
- ดูหนัง เวลาป๊อบจะเขียนหนังสือป๊อบจะซื้อหนังเป็นสิบๆ แผ่นแล้วดูตั้งแต่ตื่นจนนอน รวมทั้งจะออกไปโรงหนังตั้งแต่ 11 โมงเช้า เพื่อดูหนังประมาณ 3 -4 เรื่อง และเสร็จเที่ยงคืน (บางครั้งตี 1 เพื่อให้เรามีแรงหึกเหิม มีความอยากจะสร้างโลกของเราครับ
- เล่นเกม เป็นหนทางที่น่าสนใจครับ เพราะเกมคือ "นิยายที่ถูกถ่ายทอดเป็นภาพ" อยู่แล้ว ได้เล่น ได้คิดด้วย เจ๋งครับ
- เมาท์แตก เชื่อเถอะครับ งานเขียนส่วนหนึ่งมาจากการนินทาทั้งนั้น ไม่งั้นพวกหนังสือเมาท์ดาราจะเต็มแผงรึ?
- พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับนักเขียน จะทำให้เราได้เห็นความแตกต่างมากขึ้น เผลอๆ เขาจะเป็นแรงหนุนให้เราอยากมีต้นฉบับเป็นของตัวเองเร็วๆ ด้วยครับ
- ฟังเพลง สำหรับบางคนการฟังเพลงก็เป็นปลุกใจอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ
นี่แค่คร่าวๆ นะครับ บางคนอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็แล้วแต่ครับผม แต่นี่วิธีของป๊อบอ่ะนะครับ ซึ่งหลังจากที่เราตะบี้ตะบันจนต้นฉบับเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ
2. ) Re Write (โดยนักเขียน)
หลังจากพิมพ์ทุกอย่างเสร็จ ให้พักสัก 2 วันครับ เพื่อ "เคลียร์ความคิด" ลบความคิดแง่บวกเกี่ยวกับนิยายของเราไปให้หมด ไปทำกิจกรรมอะไรต่างๆ ก็ได้ให้ลืมมันซะ จากนั้นค่อยกลับไปอ่าน เราจะพบว่ามี "ข้อผิดพลาด" ตูมเลยครับผม ทั้งสำนวน การสะกด วรรคตอน ย่อหน้า โอ้ว สารพัดสารเพ ให้ค่อยๆ แก้ไปครับ แก้ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย จนหมด แล้วก็แก้อีกรอบ เพราะนิยายหนึ่งเล่มไม่ได้มีแค่ 5 หน้านะครับ ดูรอบเดียวไม่ถ้วนหรอกครับ ต้องสองรอบขึ้นไป ถ้ามากกว่านั้นก็ดีครับแล้วแต่ความอึดของนักเขียน (ไม่ได้โม้นะ ไวท์โรดภาค 3 แปดร้อยหน้า ป๊อบแก้เอง 6 รอบเลยนะครับ แต่คำผิดก็ตูมอยู่ดี)
หลังจากแก้จนอิ่มหนำสำราญแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ
3.) ส่งงาน Editor
Editor หรือ "บรรณาธิการ" ก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจตรา "ต้นฉบับ" ของนักเขียนครับ อาชีพนี้จะมีหูตาที่ละเอียดถี่ถ้วนมากครับผม อย่างพี่นีแห่งนานมีบุ๊คที่เป็นบรรณาธิการให้ girl and a doll ที่ป๊อบลงในเล่มโปรด จัดว่าเป็นบรรณาธิการที่เยี่ยมากครับ คำโน้นคำไหนไม่เหมาะจะแนะนำหมด คำไหนควรใช้ ไม่ควรใช้ พี่เขาจะละเอียดจริงๆ อย่าคิดว่าการที่เราตรวจหลายๆ รอบจะเพอร์เฟ็กต์นะครับ ไม่เลยครับ มันอาจจะเหลือคำผิดเป็นร้อยเป็นพันก็ได้ บรรณาธิการจะทำหน้าที่แก้ไข แนะนำ อะไรที่สมควรต่างๆ แล้วจากนั้น "ต้นฉบับ" ที่ถูกแก้ไขแล้วของเราจะถูกปริ๊นท์ใส่กระดาษ A4 เพื่อส่งกลับมาที่นักเขียนอีกทีครับ- ระยะเวลาตรงนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ครับ
สำหรับนักเขียนที่ส่งงานครั้งแรก (คือไม่ได้เป็นนักเขียนในสังกัด) การพิจารณาต้นฉบับจะกินเวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ - 6 เดือนขึ้นไปครับ แล้วแต่ดวงแล้วแต่โอกาสจริงๆ ครับผม และถ้าเขาไม่ติดต่อมาใน 6 เดือน ก็ควรทำใจครับ แต่ก็ไม่แน่นะอาจจะมีปาฏิหาริย์ อิอิ สามารถเลือกได้ว่าจะ "ลุ้นต่อ" หรือ "ส่งที่ใหม่" แล้วแต่ครับผม
4. ) Edit (โดยนักเขียน)
ตรงกระบวนการนี้ "ต้นฉบับ" ของเราจะเหลือข้อผิดพลาดน้อยมากครับ เราจะได้ต้นฉบับมาดูอีกครั้งเพื่อตรวจว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่? ตรงนี้บรรณาธิการส่วนใหญ่จะแจ้งมาว่า "ขอแก้ตรงนี้" "ขอแนะนำตรงนี้" "มีข้อสงสัยตรงนี้" นั่นก็เป็นหน้าที่ของเราครับที่ต้องปรับไปตามความเหมาะสม เพราะอย่าลืมว่า บรรณาธิการเป็นคนแรกๆ ที่อ่าน สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ หรือสงสัย ก็อาจเป็นสิ่งที่ "คนอ่าน" ทั่วไปคิดเหมือนกัน ดังนั้นตรงไหนไม่เคลียร์เราต้องทำให้เคลียร์ สำนวนตรงไหนอยากให้คงของเราไว้ก็บอกได้ครับ แต่ส่วนใหญ่บรรณาธิการจะแก้มาให้ตามความเหมาะสมอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากการตรวจตรา เราสามารถเพิ่มเติมความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องได้ด้วย ระยะเวลาตรงนี้ส่วนมากจะ 1 สัปดาห์ครับ
5. ) ส่งกลับไปบรรณาธิการ เพื่อตรวจดูสิ่งที่เราแก้ไขอีกครั้ง
6. ) ส่งกลับนักเขียนเพื่อตรวจตราครั้งสุดท้าย
ตรงนี้การแก้ไขจะไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้วนะครับ ผลงานจะสมบูรณ์ 95% แล้ว ดังนั้นหน้าที่มีแค่ตรวจดูความละเอียดของเนื้อเรื่องเท่านั้นครับ (ยกเว้นกรณีป๊อบหน่อยแล้วกันครับ ป๊อบแก้ 5-6 ครั้งเลยแหละ)
ซึ่งเมื่อเราส่ง "ต้นฉบับ" กลับไปที่บรรณาธิการ มันก็จะกลายเป็น "ต้นฉบับ 100%" ครับ
อะๆ ยังไม่หมดจ้ะ น้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com สัปดาห์หน้า ยังมีต่อจ้า
เคล็ดลับการจัดหน้ากระดาษ การเข้ารูปเล่ม เค้าทำกันอย่างไรน้า สัปดาห์หน้าพอกันแน่นอนจ้า อย่าลืมติดตามกันนะจ๊ะ
น้องๆ นักเขียนชาว Dek-d.com เคล็ดลับนักเขียนต่อไปอยากให้พี่นัทลงเรื่องอะไรก็เข้ามากระซิบบอกกันได้หรือจะแวะเข้ามาทักทายพี่นัทได้ที่ My id พี่นัทจ้า
พี่นัท ขอบขอบคุณข้อมูลจาก Dr.Pop และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ของ Dr.Pop ได้ที่ http://my.dek-d.com/drpop ค่ะ และขอบคุณภาพประกอบจาก nipic.com
|
25 ความคิดเห็น
สุดยอดอ่ะ!
กว่าจะได้หนังสือเล่มนึง
เหมือนพี่ป๊อปจะเคยตั้งเป็นกระทู้แล้วนะ
O.O
ยากกว่าที่คิดเยอะเลยแอะ
นับถือจริงๆ
กว่าจะเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม
เฮ้อ เหนื่อยน่าดู
ลบคห.5 ได้ไหมเนี่ย -*-
มะ มะ ไม่น่าเชื่อ !
คารวะเหล่านักเขียน
เหนื่อยกันน่าดูเลยนะครับเนี่ย =_=
เพราะวางไปแล้ว สองเรื่อง เรื่องที่สาม ยังไม่มีกำหนดวาง ^^"~
เพิ่งลงได้ตอนเดียวเอง
เริ่มท้อและ
และหนังสือหนึ่งเล่ม...
สามารถบอกความหมายของความพยามยามและตั้งใจของคนเขียนได้
เหนื่อยกันมั้ยยยยยยยย?
แค่อ่านก็ยัง...
O_O โห.............
พอได้อ่านตรงที่บอกว่า
1 สัปดาห์ - 6 เดือน
ป๊าด!!! ปาดเหงือกันเลยทีเดียว
อย่างงานของข้าพเจ้าใช้เวลาเขียนร่วมแรมปี
พอมาคิดจริงๆ หมดค่าไฟไปเยอะแหะเรา
แต่ไม่เป็นไรเพื่อความฝันฉันต้องทำให้ได้ แล้วมันก็เหมือนจะได้
เมื่อใกล้ที่จะปิดต้นฉบับ
แต่พอมาได้อ่านบทความนี้ พระเจ้า OXO ตู้ม!!!
มันน่ากลัว การที่จะเป็นนักเขียนตัวจริงมันน่ากลัว
จนต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วงานของเราจะได้ตีเป็นเล่มหรือเปล่า
คำนี้อยู่ในหัวสมอง หลังจากที่อ่านทั้งหมดจบ
แล้วก็นั่งอยู่อีกอึดใจก่อนจะพิมพ์ตอบกระทู้
ก็จะทำไมในเมื่อเรารักที่จะเขียนเราก็เขียนไปสิ ไม่มีใครห้าม
ความฝันมีอยู่ทุกตัวคนแต่มันจะเป็นจริงได้หรือไม่นั่นอีกเรื่อง
อย่างน้อยเราก็ยังได้ขึ้นชื่อว่าเขียน และตอนนี้สถาปนายกย่องตัวเอง
ขึ้นในใจอย่างเงียบๆ และลับที่สุดว่าฉันนี้แหละ
"นักเขียนตัวจริง" เพราะอย่างน้อยฉันก็มีงานเขียนเป็นของตัวเอง
ไม่ได้ลอกใคร แม้ว่าหนทางข้างหน้านั้นจะมืดหรือสว่างก็ขออยู่ในเส้นทางนี้จนกว่าจะหมดกำลัง