รู้จัก PC ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกับนักเขียน!

        แป๊บๆ ก็ผ่านปีใหม่มาสองเดือนแล้ว เมื่อตอนต้นปีมีใครได้อ่านบทความของพี่น้องเรื่องหนังสือเด็กบ้างไหมคะ เชื่อว่าเป็น Talk of the Facebook และ Twitter มาก ณ ตอนนั้น เพราะมันคือบทความที่พูดถึงการแบนหนังสือเด็ก ด้วยเหตุผลแปลกๆ ที่อาจเข้าใจยากสักนิด
 

        แล้วก็มีคอมเม้นต์หนึ่งบอกกับพี่ว่าน่าจะอธิบายให้เด็กเข้าใจหน่อยเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของการ "แบน" หรือ "เปลี่ยนแปลง" เนื้อหาในหนังสือบางเล่มเพื่อไม่ให้หนังสือเล่มนั้นถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แม้เราในฐานะคนอ่านจะรู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย

        บทความนี้ พี่น้องก็เลยจะพูดถึงเจ้า PC สักหน่อย บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่บทความสอนประกอบคอมพิวเตอร์นะ
 

PC คืออะไร มีที่มาจากไหน?

        PC ย่อมาจาก Political Correctness แปลเป็นไทยตรงตัวมันจะดูตลกๆ (ความถูกต้องทางการเมือง = =" หือ?) ดังนั้นขอให้จำเป็นภาษาอังกฤษไปดีกว่า

        ความหมายที่แท้จริงของมันคือ คำพูด ความคิด หรือพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเรากำลังดูถูก เหยียดชนชั้น เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ ฯลฯ ยกตัวอย่างง่ายๆ เราอยากจะบรรยายลักษณะคนๆ หนึ่งว่า "อ้วน" แต่เรารู้ว่าถ้าพูดแบบนั้นอาจฟังดูเหมือนเราว่าเขา เลยเลี่ยงมาใช้คำว่า "คนที่ดูอวบๆ" แทน เพราะคำว่า 'อ้วน' เรารู้สึกว่ามีนัยแฝงในแง่ลบของมันอยู่

        แล้วเจ้า PC เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? เรื่องมันเริ่มต้นที่อเมริกาในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปี 1990 นั่นเอง แต่ก่อนหน้านั้นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่ามันเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้อย่างไรกัน

        มีใครจำได้ไหมคะว่าช่วงกลางคริสตศวรรษที่ 19 เกิดอะไรขึ้นในอเมริกา Civil War หรือสงครามกลางเมือง 4 ปี ที่ชาวอเมริกาทางเหนือสู้กับชาวอเมริกาทางใต้เพื่อยุติการใช้แรงงานทาสไงคะ บางคนคงเคยเรียนมาบ้างแล้วว่าช่วงนั้นชาวแอฟริกันอเมริกันที่กลายเป็นทาสต้องอยู่กันยังไง ขนาดไม่เป็นทาสแต่เป็นเสรีชนธรรมดายังโดนแบ่งแยก หรือที่เขามีสำนวนว่า "เหยียดสีผิว" เลย
 

        หลังจากนั้นอเมริกาก็เข้าสู่สงครามโลก ครั้งแรกยังไม่ค่อยอะไรมาก แต่ครั้งที่สองนี่ขอร่วมวงรบกับญี่ปุ่นสักหน่อย ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นคะ? ผู้หญิงเริ่มออกมามีบทบาทนอกห้องครัวมากขึ้น หลายคนทำงานในโรงงานผลิตอาวุธ เพราะขาดแรงงานผู้ชาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิสตรีบ้างแล้ว

        จากนั้นจึงเป็นสงครามเย็นระหว่างประเทศที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยกับประเทศที่สนับสนุนการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ สิทธิมนุษยชนเริ่มมีบทบาทสำคัญในสังคมมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมหรือการใช้คำที่ทำให้เกิด 'ความไม่เท่าเทียมในสังคม'

        อย่าแปลกใจว่าทำไมเรื่องต้องเกิดที่อเมริกา เพราะที่นี่เป็นเหมือนโลกใหม่ เป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของคนหลากเชื้อสาย หลายเชื้อชาติ ทั้งคนผิวขาวที่มาตั้งรกรากจากฝั่งยุโรปเอง ชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง คนละตินอเมริกา คนเอเชีย และคนแอฟริกันที่ติดมากับเรือ ไม่แปลกที่จะต้องมีการ "แบ่งแยก" หรือถึงกับเกิดยุคมืด ที่คนต่างเชื้อชาติในรัฐเดียวกันมาไล่ยิงกันเอง

        ทีนี้เมื่อ 'ทัศนคติ' เปลี่ยนแล้ว เกิดอะไรขึ้น?
 

มาตรการ PC เด็ดสื่อ

        พอทัศนคติเปลี่ยน เหล่านักวิชาการ นักการเมือง เหล่าบุคคลที่เห็นด้วยกับแนวคิด PC นี่ก็เริ่มอยากเปลี่ยนโลกใหม่ให้กลายเป็นที่ๆ "ทุกคนเท่าเทียมกัน" โดยเริ่มจากภาษาก่อนแล้วกัน

CASE I NIGGERs

        ก่อนที่จะมีแนวคิด PC คนอเมริกันมีคำเรียกชาวแอฟริกันอเมริกันว่า Nigger ซึ่งแต่แรกก็ใช้กันเพราะไม่รู้จะเรียกคนที่มีผิวสีดำแบบนี้ว่าอะไรดี เลยยืมศัพท์จากสเปนซึ่งก็ได้รากจากภาษาละตินมาอีกที คำนี้ความหมายที่แท้จริงมันก็ตรงตัวคือ "ดำ"

        ไม่มีนัยแฝง ไม่มีการดูหมิ่นดูแคลนใดๆ ก็ตามสีผิวเฉยๆ

        มีการใช้คำนี้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในงานวรรณกรรมที่เขียนถึงชาวแอฟริกันอเมริกัน เช่น งานของ Mark Twain เรื่อง Huckleberry Finn พูดถึงการผจญภัยหนีพ่อขี้เมาของฮัค เพื่อมาเจอกับทาสผิวดำที่หนีนายจ้างเนื่องจากไม่อยากถูกขายมาเหมือนกัน

         แต่เมื่อฐานะระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำมันกลายเป็น เจ้านายกับทาส บางคนเริ่มดูถูกเหยียดยามคนผิวดำ คำว่า Nigger จึงเริ่มแฝงนัยแง่ลบเอาไว้ หนังสือของ Mark Twain เลยแจ็คพ็อตโดนสั่งแก้ ให้เปลี่ยนคำว่า Nigger เป็นคำว่า slave แทน เพื่อไม่ให้เป็นการ "เหยียดผิว" (สำนักพิมพ์บอกเปลี่ยนไป 219 คำ) แบบนี้ก็เรียกว่า PC เหมือนกัน

        แน่นอนว่าถ้า Twain ยังมีชีวิตอยู่ คงเป็นเรื่องแน่

        ที่ยากกว่าการเปลี่ยนคำที่ใช้คือการเปลี่ยนพล็อตเรื่องใหม่ในหนังสือสำหรับเด็ก Charlie and the Chocolate Factory ของ Roald Dahl

CASE II OOMPA-LOOMPAs

        ใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือเด็กเรื่องชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต น่าจะเคยได้ดูหนังบ้างแหละ ที่ Johnny Depp เล่นเป็นวิลลี่ วองก้า มีใครสังเกตชาวอุมป้าลุมป้าที่เป็นคนงานตัวเล็กในโรงงานของวองก้าไหมคะ?

        ในต้นฉบับของ Roald Dahl แรกสุดเขียนให้ชาวอุมป้าลุมป้าเป็นชนเผ่าปิกมี่ แต่กลายเป็นว่าพอผลงานของเขาเผยแพร่ออกไปก็มีกระแสตอบรับในแง่ลบกลับมาว่าเป็นการดูถูกชนเผ่าปิกมี่ Roald Dahl เลยต้องแก้ใหม่เป็นคนแคระผิวขาวผมสีน้ำตาลทอง และมาจากหมู่บ้านที่ชื่อว่าลุมป้าแลนด์ ทั้งๆ ที่ในงานของ Dahl ไม่มีการเหยียดหยามชาวปิกมี่เลยแม้แต่น้อย

        Roald Dahl ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้ด้วยว่าเขารู้สึก "สมเพช" คนที่คิดในแง่ลบแบบนี้จริงๆ
 

PC ในแง่หนึ่งก็ดี ในอีกแง่ก็นะ

        กรณีที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้หนังสือเหล่านี้ไม่กลายเป็น "เป้า" ของการโจมตีจากคนบางคนในสังคมเท่านั้น นี่คือข้อดีของกระบวนการ PC กันไว้ดีกว่าแก้นั่นเอง

        ในฐานะนักเขียน พี่น้องว่ามันก็ดีถ้าหากเราใส่ใจความรู้สึกของคนอ่านบางกลุ่ม โดยการเลี่ยงไม่ใช้คำที่มีนัยลบต่อคนอีกกลุ่ม หรือเลี่ยงไม่วางพล็อตที่แสดงภาพไม่ดีต่อคนอีกกลุ่ม โดยเฉพาะงานที่ให้คนต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติอ่าน

        อย่างบ้านเราก็มีใช่ไหมคะ เมื่อก่อนเราใช้คำว่า "เสี่ยว" หรือ "ลาว" เพื่อสื่อถึงพฤติกรรมที่ไม่เข้าท่า หรือไม่เข้ากับเจ้าตัว เช่น มุขเสี่ยว แต่งตัวเสี่ยว ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รณรงค์ให้หยุดใช้คำพวกนี้ในแง่ลบได้แล้ว เราจะรู้สึกอย่างไรถ้าคนบ้านเมืองอื่นเอาคำว่า "ไทย" ไปใช้ในแง่ลบบ้าง

       (เคยมีกรณีคนร้องเรียนการใช้คำว่า "ลาว" ในการ์ตูนแปลจากญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง ซึ่งสนพ. ก็ต้องออกมารับผิดชอบเก็บหนังสือคืนตามระเบียบ)

        อีกทั้ง PC ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำที่มีคำบอกเพศอยู่ในนั้น เช่น policeman เป็น police officer เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลาจะเรียกผู้หญิงที่ประกอบอาชีพนี้ ก็ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว อาชีพใดๆ ที่คิดว่าน่าจะมีผู้ชายเป็นได้อย่างเดียวก็เริ่มมีผู้หญิงเข้ามามากขึ้นเหมือนกัน

        แต่...ในขณะเดียวกันเราก็หามาตรฐานกลางให้ PC ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหนังสือหรือแม้กระทั่งแบนหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อเหตุผลของความสบายใจต่อผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ อาจทำให้เกิดความเห็นสองฝั่ง คือคนที่คิดว่าเหมาะสมแล้ว กับคนที่คิดว่าอะไรกันนักหนา

        อย่างกรณีเปลี่ยนคำว่า Nigger ในนิยายของ Mark Twain ก็มีคนแสดงความเห็นแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นไม่เห็นด้วยมากกว่า พี่น้องว่าความเห็นนี้น่าสนใจทีเดียว
 
'It's not Huckleberry Finn that's offensive,
it's American history that is offensive
and that is portrayed in the book.' - PeterFlom's Twitter


ไม่ใช่ตัวงานหรอกที่สร้างความไม่พอใจ
แต่เป็นประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอต่างหาก

        ก็จริงอย่างที่เขาว่านะ ตัวคำน่ะไม่ผิดหรอก ผิดที่สังคมเองต่างหากที่ไปทำให้คำนี้กลายเป็นคำไม่ดีเสียอย่างนั้น

        นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนศัพท์ให้ดูเป็นกลางที่สุด แต่บางทีก็ทำให้เกิดความสับสน ยังจำตัวอย่างเรื่องเลี่ยงไม่บรรยายคน 'อ้วน' ว่า 'อ้วน' ได้ไหมคะ การเปลี่ยนคำบรรยายใหม่อาจช่วยถนอมน้ำใจเจ้าตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการบิดเบือน 'ความจริง' และทำให้คนฟังรับสารผิดไปได้

        ตกลงนักเขียนอย่างเราจะยึดหลัก PC ดีไหม? เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนเลยค่ะ พี่น้องแนะนำว่า อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ทำไว้ดีกว่า เพื่อความสบายใจของเราเอง ไม่ต้องระแวงคำครหาของใคร ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีกรณี PC มากนัก เราเลยสบายใจได้หน่อย แต่สำหรับคนที่ต้องเขียนงานเป็นภาษาอังกฤษ หรือต้องพูดคุยกับคนต่างชาติให้ระวังการใช้คำนิดนึง เราในฐานะคนนอกไม่รู้หรอกว่ามันร้ายแรงแค่ไหน แต่ถ้าเขาบอกว่าอย่าใช้ ก็ไม่ใช้ดีกว่า
 
 ขอบคุณข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Political_correctness
http://www.restoringamerica.org/what_is_political_correctness.htm
http://www.dailymail.co.uk/news/article-1344192/Huckleberry-Finn-removes-N-word-Political-correctness-takes-Mark-Twains-classic.html
http://www.roalddahlfans.com/articles/char.php

ขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.geni.com/blog/american-civil-war-records-and-genealogy-334671.html
http://www.jennchantal.com
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

black.rainbow Member 21 ก.พ. 57 21:29 น. 2

คำพูดเป็นอาวุธที่คนทุกคนสามารถหยิบจับมาใช้ได้ง่าย สร้างความเสียหายได้มากมาย แพร่หลายไปได้ไกล ดังนั้นการเลือกใช้คำและรู้ความหมายก่อนใช้ ทำให้เราได้คิดพิจารณาก่อนที่จะลงมือเขียนหรือพูดคำคำนั้น เพราะเมื่อพูดไปแล้วเราไม่สามารถย้อนคืนได้ << อินกับบทความซะงั้น

0
กำลังโหลด
Charoite Member 25 ก.พ. 57 21:16 น. 6

ส่วนใหญ่คนที่รู้สึกอะไรแบบนี้ก็ฝรั่งนะ

คือ เมื่อตรุษจีนที่ผ่านมานี้ มีป้ายโฆษณาช้อปปิ้งของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เป็นรูปฝรั่งสาวใส่ชุดจีน เอานิ้วจับตาให้ตี๋ข้างหนึ่งแล้วเขียนว่า "it's good to be chinese"

คนไทยก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ฝรั่งนี้ออกมาโวยวายกันใหญ่ว่าเหยียดชนชาติ

อาจจะเป็นอย่างที่พี่น้องบอกเพราะสังคมเขาอ่อนไหวเรื่องพวกนี้ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ทั้งๆที่มันก็เป็นลักษณะความเป็นจริง

ของพวกเขาจริงๆ จีนตาตี๋ ยิวจมูกโด่ง ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร แต่ก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์ เพราะอดีตที่เกิดขึ้น ทำให้คำคำหนึ่ง ลักษณะอย่างหนึ่งเป็นปมด้อยไป

คิดเล่นๆหากทุกอย่างสลับกัน คนดำจับฝรั่งผิวขาวมาเป็นทาส ผมบลอนด์ ผิวขาว ขายาวอะไรๆที่เราปลื้มกันตอนนี้ก็คงเป็นปมด้อยที่สังคมเอามาพูดถึงไม่ได้เหมือนกัน

0
กำลังโหลด

6 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
black.rainbow Member 21 ก.พ. 57 21:29 น. 2

คำพูดเป็นอาวุธที่คนทุกคนสามารถหยิบจับมาใช้ได้ง่าย สร้างความเสียหายได้มากมาย แพร่หลายไปได้ไกล ดังนั้นการเลือกใช้คำและรู้ความหมายก่อนใช้ ทำให้เราได้คิดพิจารณาก่อนที่จะลงมือเขียนหรือพูดคำคำนั้น เพราะเมื่อพูดไปแล้วเราไม่สามารถย้อนคืนได้ << อินกับบทความซะงั้น

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Charoite Member 25 ก.พ. 57 21:16 น. 6

ส่วนใหญ่คนที่รู้สึกอะไรแบบนี้ก็ฝรั่งนะ

คือ เมื่อตรุษจีนที่ผ่านมานี้ มีป้ายโฆษณาช้อปปิ้งของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เป็นรูปฝรั่งสาวใส่ชุดจีน เอานิ้วจับตาให้ตี๋ข้างหนึ่งแล้วเขียนว่า "it's good to be chinese"

คนไทยก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ฝรั่งนี้ออกมาโวยวายกันใหญ่ว่าเหยียดชนชาติ

อาจจะเป็นอย่างที่พี่น้องบอกเพราะสังคมเขาอ่อนไหวเรื่องพวกนี้ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ทั้งๆที่มันก็เป็นลักษณะความเป็นจริง

ของพวกเขาจริงๆ จีนตาตี๋ ยิวจมูกโด่ง ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร แต่ก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์ เพราะอดีตที่เกิดขึ้น ทำให้คำคำหนึ่ง ลักษณะอย่างหนึ่งเป็นปมด้อยไป

คิดเล่นๆหากทุกอย่างสลับกัน คนดำจับฝรั่งผิวขาวมาเป็นทาส ผมบลอนด์ ผิวขาว ขายาวอะไรๆที่เราปลื้มกันตอนนี้ก็คงเป็นปมด้อยที่สังคมเอามาพูดถึงไม่ได้เหมือนกัน

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด