แล้วก็มีคอมเม้นต์หนึ่งบอกกับพี่ว่าน่าจะอธิบายให้เด็กเข้าใจหน่อยเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของการ "แบน" หรือ "เปลี่ยนแปลง" เนื้อหาในหนังสือบางเล่มเพื่อไม่ให้หนังสือเล่มนั้นถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แม้เราในฐานะคนอ่านจะรู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย
บทความนี้ พี่น้องก็เลยจะพูดถึงเจ้า PC สักหน่อย บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่บทความสอนประกอบคอมพิวเตอร์นะ
PC คืออะไร มีที่มาจากไหน?
ความหมายที่แท้จริงของมันคือ คำพูด ความคิด หรือพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเรากำลังดูถูก เหยียดชนชั้น เหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ ฯลฯ ยกตัวอย่างง่ายๆ เราอยากจะบรรยายลักษณะคนๆ หนึ่งว่า "อ้วน" แต่เรารู้ว่าถ้าพูดแบบนั้นอาจฟังดูเหมือนเราว่าเขา เลยเลี่ยงมาใช้คำว่า "คนที่ดูอวบๆ" แทน เพราะคำว่า 'อ้วน' เรารู้สึกว่ามีนัยแฝงในแง่ลบของมันอยู่
แล้วเจ้า PC เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? เรื่องมันเริ่มต้นที่อเมริกาในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปี 1990 นั่นเอง แต่ก่อนหน้านั้นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่ามันเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้อย่างไรกัน
มีใครจำได้ไหมคะว่าช่วงกลางคริสตศวรรษที่ 19 เกิดอะไรขึ้นในอเมริกา Civil War หรือสงครามกลางเมือง 4 ปี ที่ชาวอเมริกาทางเหนือสู้กับชาวอเมริกาทางใต้เพื่อยุติการใช้แรงงานทาสไงคะ บางคนคงเคยเรียนมาบ้างแล้วว่าช่วงนั้นชาวแอฟริกันอเมริกันที่กลายเป็นทาสต้องอยู่กันยังไง ขนาดไม่เป็นทาสแต่เป็นเสรีชนธรรมดายังโดนแบ่งแยก หรือที่เขามีสำนวนว่า "เหยียดสีผิว" เลย
หลังจากนั้นอเมริกาก็เข้าสู่สงครามโลก ครั้งแรกยังไม่ค่อยอะไรมาก แต่ครั้งที่สองนี่ขอร่วมวงรบกับญี่ปุ่นสักหน่อย ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นคะ? ผู้หญิงเริ่มออกมามีบทบาทนอกห้องครัวมากขึ้น หลายคนทำงานในโรงงานผลิตอาวุธ เพราะขาดแรงงานผู้ชาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องสิทธิสตรีบ้างแล้ว
จากนั้นจึงเป็นสงครามเย็นระหว่างประเทศที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยกับประเทศที่สนับสนุนการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ สิทธิมนุษยชนเริ่มมีบทบาทสำคัญในสังคมมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเริ่มตระหนักถึงพฤติกรรมหรือการใช้คำที่ทำให้เกิด 'ความไม่เท่าเทียมในสังคม'
อย่าแปลกใจว่าทำไมเรื่องต้องเกิดที่อเมริกา เพราะที่นี่เป็นเหมือนโลกใหม่ เป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของคนหลากเชื้อสาย หลายเชื้อชาติ ทั้งคนผิวขาวที่มาตั้งรกรากจากฝั่งยุโรปเอง ชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง คนละตินอเมริกา คนเอเชีย และคนแอฟริกันที่ติดมากับเรือ ไม่แปลกที่จะต้องมีการ "แบ่งแยก" หรือถึงกับเกิดยุคมืด ที่คนต่างเชื้อชาติในรัฐเดียวกันมาไล่ยิงกันเอง
ทีนี้เมื่อ 'ทัศนคติ' เปลี่ยนแล้ว เกิดอะไรขึ้น?
มาตรการ PC เด็ดสื่อ
CASE I NIGGERs
ก่อนที่จะมีแนวคิด PC คนอเมริกันมีคำเรียกชาวแอฟริกันอเมริกันว่า Nigger ซึ่งแต่แรกก็ใช้กันเพราะไม่รู้จะเรียกคนที่มีผิวสีดำแบบนี้ว่าอะไรดี เลยยืมศัพท์จากสเปนซึ่งก็ได้รากจากภาษาละตินมาอีกที คำนี้ความหมายที่แท้จริงมันก็ตรงตัวคือ "ดำ"ไม่มีนัยแฝง ไม่มีการดูหมิ่นดูแคลนใดๆ ก็ตามสีผิวเฉยๆ
มีการใช้คำนี้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในงานวรรณกรรมที่เขียนถึงชาวแอฟริกันอเมริกัน เช่น งานของ Mark Twain เรื่อง Huckleberry Finn พูดถึงการผจญภัยหนีพ่อขี้เมาของฮัค เพื่อมาเจอกับทาสผิวดำที่หนีนายจ้างเนื่องจากไม่อยากถูกขายมาเหมือนกัน
แต่เมื่อฐานะระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำมันกลายเป็น เจ้านายกับทาส บางคนเริ่มดูถูกเหยียดยามคนผิวดำ คำว่า Nigger จึงเริ่มแฝงนัยแง่ลบเอาไว้ หนังสือของ Mark Twain เลยแจ็คพ็อตโดนสั่งแก้ ให้เปลี่ยนคำว่า Nigger เป็นคำว่า slave แทน เพื่อไม่ให้เป็นการ "เหยียดผิว" (สำนักพิมพ์บอกเปลี่ยนไป 219 คำ) แบบนี้ก็เรียกว่า PC เหมือนกัน
แน่นอนว่าถ้า Twain ยังมีชีวิตอยู่ คงเป็นเรื่องแน่
ที่ยากกว่าการเปลี่ยนคำที่ใช้คือการเปลี่ยนพล็อตเรื่องใหม่ในหนังสือสำหรับเด็ก Charlie and the Chocolate Factory ของ Roald Dahl
CASE II OOMPA-LOOMPAs
ใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือเด็กเรื่องชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต น่าจะเคยได้ดูหนังบ้างแหละ ที่ Johnny Depp เล่นเป็นวิลลี่ วองก้า มีใครสังเกตชาวอุมป้าลุมป้าที่เป็นคนงานตัวเล็กในโรงงานของวองก้าไหมคะ?ในต้นฉบับของ Roald Dahl แรกสุดเขียนให้ชาวอุมป้าลุมป้าเป็นชนเผ่าปิกมี่ แต่กลายเป็นว่าพอผลงานของเขาเผยแพร่ออกไปก็มีกระแสตอบรับในแง่ลบกลับมาว่าเป็นการดูถูกชนเผ่าปิกมี่ Roald Dahl เลยต้องแก้ใหม่เป็นคนแคระผิวขาวผมสีน้ำตาลทอง และมาจากหมู่บ้านที่ชื่อว่าลุมป้าแลนด์ ทั้งๆ ที่ในงานของ Dahl ไม่มีการเหยียดหยามชาวปิกมี่เลยแม้แต่น้อย
Roald Dahl ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้ด้วยว่าเขารู้สึก "สมเพช" คนที่คิดในแง่ลบแบบนี้จริงๆ
PC ในแง่หนึ่งก็ดี ในอีกแง่ก็นะ
ในฐานะนักเขียน พี่น้องว่ามันก็ดีถ้าหากเราใส่ใจความรู้สึกของคนอ่านบางกลุ่ม โดยการเลี่ยงไม่ใช้คำที่มีนัยลบต่อคนอีกกลุ่ม หรือเลี่ยงไม่วางพล็อตที่แสดงภาพไม่ดีต่อคนอีกกลุ่ม โดยเฉพาะงานที่ให้คนต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติอ่าน
อย่างบ้านเราก็มีใช่ไหมคะ เมื่อก่อนเราใช้คำว่า "เสี่ยว" หรือ "ลาว" เพื่อสื่อถึงพฤติกรรมที่ไม่เข้าท่า หรือไม่เข้ากับเจ้าตัว เช่น มุขเสี่ยว แต่งตัวเสี่ยว ฯลฯ แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รณรงค์ให้หยุดใช้คำพวกนี้ในแง่ลบได้แล้ว เราจะรู้สึกอย่างไรถ้าคนบ้านเมืองอื่นเอาคำว่า "ไทย" ไปใช้ในแง่ลบบ้าง
(เคยมีกรณีคนร้องเรียนการใช้คำว่า "ลาว" ในการ์ตูนแปลจากญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง ซึ่งสนพ. ก็ต้องออกมารับผิดชอบเก็บหนังสือคืนตามระเบียบ)
อีกทั้ง PC ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำที่มีคำบอกเพศอยู่ในนั้น เช่น policeman เป็น police officer เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเวลาจะเรียกผู้หญิงที่ประกอบอาชีพนี้ ก็ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว อาชีพใดๆ ที่คิดว่าน่าจะมีผู้ชายเป็นได้อย่างเดียวก็เริ่มมีผู้หญิงเข้ามามากขึ้นเหมือนกัน
แต่...ในขณะเดียวกันเราก็หามาตรฐานกลางให้ PC ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหนังสือหรือแม้กระทั่งแบนหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อเหตุผลของความสบายใจต่อผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ อาจทำให้เกิดความเห็นสองฝั่ง คือคนที่คิดว่าเหมาะสมแล้ว กับคนที่คิดว่าอะไรกันนักหนา
อย่างกรณีเปลี่ยนคำว่า Nigger ในนิยายของ Mark Twain ก็มีคนแสดงความเห็นแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นไม่เห็นด้วยมากกว่า พี่น้องว่าความเห็นนี้น่าสนใจทีเดียว
it's American history that is offensive
and that is portrayed in the book.' - PeterFlom's Twitter
ไม่ใช่ตัวงานหรอกที่สร้างความไม่พอใจ
แต่เป็นประวัติศาสตร์ของอเมริกาที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอต่างหาก
ก็จริงอย่างที่เขาว่านะ ตัวคำน่ะไม่ผิดหรอก ผิดที่สังคมเองต่างหากที่ไปทำให้คำนี้กลายเป็นคำไม่ดีเสียอย่างนั้น
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนศัพท์ให้ดูเป็นกลางที่สุด แต่บางทีก็ทำให้เกิดความสับสน ยังจำตัวอย่างเรื่องเลี่ยงไม่บรรยายคน 'อ้วน' ว่า 'อ้วน' ได้ไหมคะ การเปลี่ยนคำบรรยายใหม่อาจช่วยถนอมน้ำใจเจ้าตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการบิดเบือน 'ความจริง' และทำให้คนฟังรับสารผิดไปได้
ตกลงนักเขียนอย่างเราจะยึดหลัก PC ดีไหม? เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนเลยค่ะ พี่น้องแนะนำว่า อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ทำไว้ดีกว่า เพื่อความสบายใจของเราเอง ไม่ต้องระแวงคำครหาของใคร ในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีกรณี PC มากนัก เราเลยสบายใจได้หน่อย แต่สำหรับคนที่ต้องเขียนงานเป็นภาษาอังกฤษ หรือต้องพูดคุยกับคนต่างชาติให้ระวังการใช้คำนิดนึง เราในฐานะคนนอกไม่รู้หรอกว่ามันร้ายแรงแค่ไหน แต่ถ้าเขาบอกว่าอย่าใช้ ก็ไม่ใช้ดีกว่า
http://en.wikipedia.org/wiki/Political_correctness
http://www.restoringamerica.org/what_is_political_correctness.htm
http://www.dailymail.co.uk/news/article-1344192/Huckleberry-Finn-removes-N-word-Political-correctness-takes-Mark-Twains-classic.html
http://www.roalddahlfans.com/articles/char.php
ขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.geni.com/blog/american-civil-war-records-and-genealogy-334671.html
http://www.jennchantal.com


6 ความคิดเห็น
คำพูดเป็นอาวุธที่คนทุกคนสามารถหยิบจับมาใช้ได้ง่าย สร้างความเสียหายได้มากมาย แพร่หลายไปได้ไกล ดังนั้นการเลือกใช้คำและรู้ความหมายก่อนใช้ ทำให้เราได้คิดพิจารณาก่อนที่จะลงมือเขียนหรือพูดคำคำนั้น เพราะเมื่อพูดไปแล้วเราไม่สามารถย้อนคืนได้ << อินกับบทความซะงั้น
มีความรู้มากๆเลยครับ ขอบคุณครับ
ได้ความรู้เพิ่ม มาก ๆ เลย ขอบคุณคร้าบบ >3
เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังจริงๆ ครับ
ส่วนใหญ่คนที่รู้สึกอะไรแบบนี้ก็ฝรั่งนะ
คือ เมื่อตรุษจีนที่ผ่านมานี้ มีป้ายโฆษณาช้อปปิ้งของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
เป็นรูปฝรั่งสาวใส่ชุดจีน เอานิ้วจับตาให้ตี๋ข้างหนึ่งแล้วเขียนว่า "it's good to be chinese"
คนไทยก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ฝรั่งนี้ออกมาโวยวายกันใหญ่ว่าเหยียดชนชาติ
อาจจะเป็นอย่างที่พี่น้องบอกเพราะสังคมเขาอ่อนไหวเรื่องพวกนี้ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ทั้งๆที่มันก็เป็นลักษณะความเป็นจริง
ของพวกเขาจริงๆ จีนตาตี๋ ยิวจมูกโด่ง ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร แต่ก็เป็นเพราะประวัติศาสตร์ เพราะอดีตที่เกิดขึ้น ทำให้คำคำหนึ่ง ลักษณะอย่างหนึ่งเป็นปมด้อยไป
คิดเล่นๆหากทุกอย่างสลับกัน คนดำจับฝรั่งผิวขาวมาเป็นทาส ผมบลอนด์ ผิวขาว ขายาวอะไรๆที่เราปลื้มกันตอนนี้ก็คงเป็นปมด้อยที่สังคมเอามาพูดถึงไม่ได้เหมือนกัน