/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

Enneagram ผังมนุษย์ 9 บุคลิก []

วิว

        Enneagram คืออะไร?
     
   Enneagram (อ่านว่า เอเนอาแกรม หรือจะ เอเนแกรม ไปเลยก็ได้) เป็นแผนภาพอธิบายความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้ง 9 บุคลิก (ซึ่งในบทความนี้พี่น้องจะพูดถึงแค่ลักษณะของแต่ละบุคลิก ไม่ลงลึกถึงความสัมพันธ์ของแต่ละบุคลิกนะคะ)
         ประโยชน์ของมันมีหลายอย่าง เช่น เอาไว้สังเกตพฤติกรรมคนรอบตัวเรา เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ถูก หรือเอาไว้ทำความเข้าใจพฤติกรรมไม่ดีของคนบางคน เมื่อเราเข้าใจ ก็จะได้ไม่ต้องไปถือโทษโกรธเขา จะเอาไว้สังเกตพฤติกรรมตัวเองก็ได้ เพื่อดูว่าเรามีข้อดีข้อด้อยตรงไหน และเราควรปรับปรุงหรือระวังอะไรบ้าง
        ทำไมจู่ๆ พี่น้องถึงยกทฤษฎีนี้ขึ้นมาในคอลัมน์นักเขียน ก็เพราะมันเอาไว้ใช้สร้างตัวละครในนิยายของเราให้สมจริงได้เหมือนกันไงล่ะ

9 บุคลิกใน ENNEAGRAM

 

1. The Reformer นักเป๊ะเวอร์
        นักเป๊ะเวอร์ หรือ คนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ก็คือคนที่ทำอะไรก็ต้องให้มันถูกต้องตรงเผง เป๊ะ เนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว ทุกอย่างต้องเลิศ คนแบบนี้มีมาตรฐานของตัวเอง (ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไป) และมักจะคอยวัดความเป๊ะของตัวเองกับความเป๊ะของคนอื่นบ่อยๆ
        คนกลุ่มนี้เป็นคนรักความงดงาม ความสะอาด เป็นระเบียบ ความยุติธรรม ความสัตย์จริง ยึดมั่นในกฎระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่งบางทีก็มากเกินไปจนทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด
        เวลามีปัญหาอะไร พวกเป๊ะเวอร์จะเผชิญหน้ากับปัญหาตรงๆ คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหานั้น
        คนที่เป๊ะเวอร์แบบสุดโต่ง มักมีอารมณ์รุนแรงและเคร่งครัดมาก

2. The Helper ผู้ช่วยเหลือ
        ตามชื่อเลย คนกลุ่มนี้รักการช่วยเหลือคนอื่น ชอบเป็นที่รัก ชอบแสดงความรักเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เป็นคนที่แสดงออกทางอารมณ์มาก มีความสุขก็หัวเราะ เศร้าก็ร้องไห้ แต่ไม่ใช่คนอ่อนไหว แค่รู้สึกอย่างไรก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น
        ผู้ช่วยเหลือ แคร์เรื่องความรู้สึกของผู้อื่น สนใจเรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันดี ถ้าเราเครียด คนกลุ่มนี้จะนั่งข้างเราแล้วปลอบเราว่าไม่เป็นไร (แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้จะให้ความช่วยเหลืออะไรที่เป็นประโยชน์ได้ตลอด)
        แต่ด้านลบของผู้ช่วยเหลือก็มีเหมือนกัน ถ้าหากคนกลุ่มนี้อยู่ในภาวะเครียด ไม่สบอารมณ์ จะเผยด้านมืด คือจะช่วยเพื่อหวังผล เช่น ช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ อยากให้คนอื่นยอมรับ

3. The Motivator นักแข่ง
        คนกลุ่มนี้แสวงหาการยอมรับเหมือน ผู้ช่วยเหลือ แต่ด้วยวิธีการคนละแบบ พวกเขาจะเน้นไปที่การทำอะไรให้สำเร็จสักอย่างเพื่อให้คนชื่นชม คนพวกนี้มีความเคารพในตัวเองสูง มั่นใจในตัวเอง รู้สึกดีถ้ามีคนติดตามด้วยความชื่นชม คือทำดีเพื่อให้คนประทับใจเฉยๆ ไม่ได้สนผลของการทำดีนั้นๆ
        ผู้เป็นแรงจูงใจมีทักษะในการเป็นผู้นำ ช่างพูด ช่างสังเกต รู้จักจับจุดแล้วเอามาพูดเพื่อเกลี้ยกล่อมได้ง่ายๆ (เอาง่ายๆ นึกถึงหัวหน้าม๊อบนั่นแล) บางทีก็พูดมากเกินไปจนดูเหมือนโม้ โอ้อวด สนใจแต่เรื่องของตัวเอง ชอบโชว์พาว แต่บางทีก็ไม่ได้เก่งจริงอย่างที่พูดเท่าไร
        คนพวกนี้แม้จะเป็นผู้นำ แต่ไม่ได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แค่เห็นว่าอะไรที่คนอื่นทำมาแล้วดี ก็ทำตาม

4. The Individualist อาร์ตตัวแม่
        คนกลุ่มนี้คือศิลปินที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อารมณ์อ่อนไหว ละเอียดอ่อน ชอบอยู่กับตัวเอง โอนอ่อนผ่อนปรน ด้วยความที่สนใจเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกมากกว่าสิ่งอื่นใด ทำให้เวลาคนพวกนี้ทุกข์ใจ หรือมีคำถามเกี่ยวกับอารมณ์ของตัวเอง ก็มักจะใช้เวลาไปกับการ "คิด" แต่ไม่ได้คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ คือคิดแบบศิลปินว่าถ้าฉันเศร้า ฉันจะแสดงออกมายังไงให้คนเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด
        พอคิดได้ดังนั้น คนกลุ่มนี้ก็เลยเลือกแสดงออกมาในงานศิลปะ เศร้ามากๆ ก็เขียนบันทึกระบายความเศร้าเลย เครียดมากๆ ก็นั่งวาดรูป ใส่สีแรงๆ เพื่อแสดงอารมณ์อันรุนแรงของตน ตกหลุมรักใครก็แต่งเพลงให้คนๆ นั้น บอกเล่าความรู้สึกผ่านเสียงดนตรี
        ในเรื่องความสัมพันธ์ คนกลุ่มนี้ถ้ามีความรัก ก็จะหวานกับคนรักจนเอียน แล้วพอความรักมันไม่น่าสนใจก็จะเปลี่ยนไปหาความรักใหม่ๆ ทันที (เอิ่ม...)

5. The Thinker นักคิด
        คนกลุ่มนี้ไม่เหมือนอาร์ตตัวแม่ เพราะเป็นนัก "คิด" แบบมีเหตุผล คิดวิเคราะห์ด้วยหลักการต่างๆ คนกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ฉลาดที่สุด รักสันโดษ รักความเป็นส่วนตัว แต่ก็อยากรู้อยากเห็น นิสัยแบบนักวิทยาศาสตร์แท้ๆ ชอบหยิบเอาปัญหามาคิดวิเคราะห์ สังเกตการณ์ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง
        คนกลุ่มนี้พึ่งตัวเองเป็นหลัก (เพราะรักสันโดษ เลยไม่อยากให้ใครมายุ่งด้วย) บางทีก็เก็บตัวมากไปจนอาจดูแปลกแยก ปลีกวิเวกมากไป คิดสวนกระแสมากไปจนใครๆ เขามองว่าบ้า
        ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังทั้งหลายแหล่ที่คิดทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อแย้งความเชื่อผิดๆ คนกลุ่มนี้มักจะถูกสังคมมองว่าแปลก สติไม่ดี มักเข้าสังคมไม่ค่อยได้

6. The Loyalist ผู้ภักดี
        คนกลุ่มนี้มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ไว้ใจได้ และก็ไว้ใจคนอื่นง่ายเช่นกัน พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยถ้าต้องอยู่กับคนที่มีความคิดเหมือนกัน (ก็ไว้ใจได้นี่) และชอบวิเคราะห์คน ประเมินว่าคนๆ หนึ่งน่าไว้ใจมากแค่ไหน
        ถ้าหากคนกลุ่มนี้ถูกหักหลัง อาจกลายเป็นคนขี้ระแวงไปเลยก็ได้
        ผู้ภักดีมักไม่กล้าทำอะไรคนเดียว จะรู้สึกปลอดภัยกว่าถ้าทำกันเป็นหมู่คณะ (ต้องเป็นหมู่คณะที่เขาไว้ใจด้วยนะ) แต่ถ้าอยู่ในภาวะคับขัน เขาก็พร้อมจะขึ้นมาเป็นผู้นำ (เพราะไว้ใจคนอื่น และคนอื่นๆ ให้ความไว้ใจ เลยเป็นผู้นำที่ดีได้) แต่ในขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็ปรับตัวง่ายเกินไป (เช่น ปิดตัวเองทันทีเมื่อเจอคนที่ไม่น่าไว้ใจ และเปิดตัวเอง กลายเป็นคนเข้าถึงง่าย เมื่อเจอคนที่ไว้ใจ) ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มที่เดานิสัยที่แท้จริงได้ยากสุด
        ผู้ภักดีบางคนอาจจะเป็นพวกขี้ระแวง และย้อนแย้งในตัวเอง เช่น ไว้ใจเพื่อน แต่ในใจก็แอบคิดว่าเพื่อนคนนี้ไว้ใจได้มากแค่ไหน ยอมให้คนนี้เป็นผู้นำ แต่ก็ตั้งข้อสงสัยว่าจะดีเหรอ

7. The Enthusiast ไฮเปอร์
        พลังงานล้นเหลือ ชอบทำกิจกรรมต่างๆ ชอบหาประสบการณ์ ทำตามเป้าหมายหรือตามแผนที่วางไว้ มีความร่าเริง อยากรู้อยากเห็น มีความสามารถรอบด้าน (เพราะชอบรับรู้สิ่งใหม่ๆ) เป็น entertainer หรือตลกคาเฟ่ได้เลย
        ให้นึกภาพว่ามนุษย์ไฮเปอร์เหล่านี้เหมือนเด็กที่ตื่นเต้นไปเสียทุกอย่าง แต่ก็เบื่อง่ายเช่นเดียวกัน คนกลุ่มนี้ถ้าเบื่อแล้วจะหมดแรงทำอะไรไปเสียเฉยๆ หรือบางทีก็งอแงเอาแต่ใจตัวเอง
        ข้อดีของคนกลุ่มนี้นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรกคือเป็นคนแก้ปัญหา เก่ง เพราะช่างสังเกต เลยรู้จักเอาสิ่งที่สังเกตมาประยุกต์ใช้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เรื่อยๆ   

8. The Boss เจ้านาย
        คนกลุ่มนี้เป็นประเภท 'ดับเครื่องชน' คือตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว หยิบฉวยโอกาสทุกอย่างที่มีมาใช้ได้ตลอด ไม่ชอบการปิดบัง
        เหล่าเจ้านายทั้งหลายจะมีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว (ตามชื่อ) แต่จะออกแนว "ปกป้อง" มากกว่า "ปกครอง" แก้ปัญหาเก่ง ใช้คนเก่ง คุมคนเก่ง ชี้นิ้วสั่งให้ใครไปทำอะไรก็ได้ ถ้าเทียบกับคนกลุ่ม 1 (พวกเป๊ะเวอร์) จะมีความเป็นผู้นำต่างกัน
        คนกลุ่มเจ้านายจะไม่เน้นกฎเกณฑ์หรือหลักการ ปกครองกันแบบหลวมๆ ให้อิสระเต็มที่ ไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย แต่ถ้าให้ผู้เป๊ะเวอร์มาปกครอง ทุกคนจะต้องอยู่ในกฎ ในกรอบ ไม่มีการผ่อนปรน ผู้นำที่เป๊ะเวอร์เหล่านี้จะมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองมากกว่า
        ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าคนกลุ่ม 8 อาจเป็นผู้นำที่ค่อนข้างหัวรุนแรง เพราะเวลาที่คนพวกนี้ฟิวส์ขาด จากผู้นำที่ให้อิสระ อาจกลายเป็นผู้นำบ้าอำนาจได้ และไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบการกระทำใดๆ ของตนเอง

9. The Peacemaker ผู้รักสงบ
        คนกลุ่มนี้เป็นนักฟัง ปรับตัวเก่ง อยู่กับใครก็ได้เพราะเออออตามเขาไปหมด กระแสวิ่งไปทางไหน ตัวเองวิ่งไปทางนั้น เหมือนจะเป็นผู้ตามที่ดี เชื่อฟังคนนั้นคนนี้ แต่ข้อเสียก็คือไม่กล้าเสนอความคิดของตัวเอง กลายเป็นว่าไม่มีตัวตนที่ชัดเจน ไม่มีจุดยืนในสังคม ค้นพบตัวเองยาก ไม่รู้ว่าชอบอะไร เพราะปรับตัวตามคนอื่นมากเกินไป
        นอกจากนี้ยังเกลียดการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความขัดแย้งต่างๆ เรียกง่ายๆ ว่าเหมือนคนติ๋มๆ ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง มีความเฉื่อยชา ไม่ค่อยกระตือรือร้น ถ้าให้งานที่ไม่มีเดดไลน์กับคนๆ นี้จะดีกว่ามาก เพราะคนกลุ่มนี้เหมือน "เต่า" จากเรื่องกระต่ายกับเต่า ที่วิ่งแข่งไปช้าๆ แต่ถึงเส้นชัยชัวร์

        คน 1 คนจะมีลักษณะนิสัยแบบใดแบบหนึ่งใน 9 แบบนี้ แต่นี่เป็นแค่นิสัย 'หลัก' ของเราเท่านั้น เชื่อว่าคนเรายังมีนิสัย 'รอง' ซึ่งมักจะเป็นแบบที่อยู่ข้างๆ กับแบบหลักของเรา เช่น เด็กหญิง A มีนิสัยหลักๆ เป็นนักคิด (แบบที่ 5) ก็อาจจะมีนิสัยของผู้ภักดี (แบบที่ 6) หรือนิสัยของอาร์ตตัวแม่ (แบบที่ 4) อยู่ด้วยนิดหน่อย
        และในระยะเวลาหนึ่งนิสัยของเราก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ ขึ้นอยู่ปัจจัยรอบๆ เช่น การเลี้ยงดูปลูกฝังในครอบครัว การใช้ชีวิต คนรู้จัก ฯลฯ
 

เอา ENNEAGRAM มาสร้างตัวละครอย่างไร?


        จะสร้างตัวละครให้สมจริงได้นั้น เราต้องมีภาพตัวละครของเราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อน พี่น้องแนะนำให้ยึดคติ "ปั้นน้ำเป็นตัว" ไว้เลย เพราะว่าถ้าเราไม่มีภาพตัวละครที่สมบูรณ์ที่สุด เวลาเราเอาตัวละครไปใช้ในเรื่องมันจะมีช่องโหว่ได้ เช่น ตอนต้นมีนิสัยแบบนี้ ทำไมท้ายๆ นิสัยเป็นอีกแบบ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรมาเปลี่ยนนิสัยตัวละครเลย
        วิธีการที่ง่ายที่สุดในการปั้นตัวละครให้เป็นรูปเป็นร่าง (และเร็วที่สุด) คือเอาคนจริงๆ ที่เรารู้จักนั่นแหละมารับบทตัวละครตัวนั้น เอาให้ชัวร์ก็ตัวเราเอง เพราะเรารู้ว่าเราจะตัดสินใจอย่างไรหากเจอสถานการณ์นี้ ถ้าให้เลือกระหว่างสีเหลืองกับสีแดง เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราจะเลือกอะไร
        ชัวร์น้อยลงมาหน่อยก็เลือกคนใกล้ชิดเราที่เราพอจะรู้จักเขาดี
        ตัวละครจากคนใกล้ตัวพวกนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเราก็จริง แต่สุดท้ายนิยายของเราก็จะซ้ำซาก จำเจ จะกี่เรื่องก็มีแต่ตัวละครนิสัยเดิมๆ เราต้องหัดสร้างตัวละครออริจินัลขึ้นมา และเจ้า Enneagram นี่แหละที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราได้

 

ขั้นตอนการใช้ ENNEAGRAM สร้างตัวละคร

 
  1. วางพล็อตเรื่องไว้คร่าวๆ ก่อนว่าเรากำลังจะเขียนเรื่องแนวไหน อารมณ์ของเรื่องเป็นอย่างไร
     
นิยายแนวรักวัยรุ่น นางเอกเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ
พระเอกมี 3 คน 3 สไตล์ เป็นคนที่เข้ามาซื้อของในร้านสะดวกซื้อประจำจนคุ้นหน้านางเอก

 
  1. พอ ได้พล็อตคร่าวๆ แล้ว เลือกบุคลิกที่เราคิดว่า "น่าจะเข้าที" มาใส่ให้ตัวละครของเรา แล้วลองจินตนาการว่ามันจะทำให้เรื่องดำเนินไปแบบไหน
     
นางเอกน่าจะมีบุคลิกแบบที่ 2 (The Helper ผู้ช่วยเหลือ)
เพราะอาชีพนางเอกเป็นอาชีพบริการ ให้นางเอกมีนิสัยชอบช่วยเหลือเยอะๆ
นิสัยแบบนี้น่าจะเตะตาพระเอกทั้ง 3 คน

ส่วนพระเอกคนแรกมีบุคลิกแบบที่ 1
(The Reformer นักเป๊ะเวอร์)
เป็นผู้ชอบความสมบูรณ์แบบ อาจจะเป็นนักธุรกิจหนุ่ม
พระเอกคนที่สองมีบุคลิกแบบที่ 4
(The Individualist อาร์ตตัวแม่)
เป็นหนุ่มอินดี้ที่ชอบแต่งตัวแปลกๆ อาจจะเป็นนักเขียนหรือนักดนตรี
พระเอกคนที่สามมีบุคลิกแบบที่ 7
(The Enthusiast ไฮเปอร์)
เป็นหนุ่มร่าเริง ทำตัวเหมือนเด็ก อาจจะเป็นหนุ่มมหา'ลัย
หนุ่มสามสไตล์ที่ต่างกันหน่อย น่าจะทำให้เรื่องมีความหลากหลาย
และเดาทางไม่ได้ว่านางเอกจะลงเอยกับใคร

 
  1. ทีนี้เริ่มใส่รายละเอียดให้พล็อตกับเรา ว่าในเรื่องจะมีสถานการณ์ใดบ้างที่เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง เหตุการณ์นี้ตัวละครจะตัดสินใจอย่างไร จำลองสถานการณ์ดูว่าบุคลิกแบบนี้ จะทำให้เรื่องเปลี่ยนไปทางไหน
     
สมมติว่าในเรื่องมีฉากหนึ่งที่นางเอกต้องเจอกับจิ๊กโก๋
มาซื้อเหล้าในเวลาที่กฎหมายห้ามจำหน่าย แล้วพยายามหาเรื่องนางเอก

พระเอกแต่ละคนจะมีวิธีช่วยนางเอกแบบไหนบ้าง?
คิดว่าพระเอกคนไหนจะเข้ามาช่วยนางเอกดี?
วิธีแบบไหนที่จะทำให้เรื่องดูน่าสนใจมากที่สุด?

        การใช้ Enneagram ช่วยก็จะประหยัดเวลาเราไปได้หน่อย ไม่ต้องมานั่งคิดว่าตัวละครจะต้องมีนิสัยแบบไหนบ้าง เพราะเราได้นิสัยสำเร็จรูปที่เข้ากัน เป็นเหตุเป็นผลมาแล้ว แค่เอาไปใส่ในสถานการณ์จำลองดูว่าคนแบบไหนน่าจะเหมาะกับเรื่องเรามากที่สุด

        แต่ก่อนที่เราจะเอาทฤษฎีนี้ไปใช้ อย่าลืมศึกษาลักษณะของแต่ละแบบให้ละเอียดรอบคอบก่อนนะคะ อย่าเผลอเพิ่มลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป เช่น เราตั้งให้พระเอกเป็นคนที่นิยมความสมบูรณ์แบบ (The Reformer) แต่ดันไปเพิ่มนิสัยขี้เกียจลงไป ซึ่งไม่เข้ากับนิสัยหลักของเขาเลย แบบนี้ก็ไม่รู้จะใช้ Enneagram ช่วยไปทำไม

        อย่าลืมว่าบุคลิกของตัวละครมีผลต่อพล็อตเรื่อง จะเขียนนิยายผจญภัยสนุกๆ แต่เอาคนที่ขี้ขลาดน่าเบื่อไม่ทำอะไรสักอย่างมาเป็นพระเอก มันก็ไม่สนุกน่ะสิ
 

 
        ไหนๆ ก็เรียนเรื่อง Enneagram กันแล้ว เรามาช่วยกันพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า "บุคลิกตัวละครที่แตกต่าง ย่อมทำให้พล็อตเรื่องเปลี่ยนไป" กันดีกว่า

        กติกาคือ พี่น้องจะให้พล็อตเรื่องระดับไมโคร (สั้นมากกกก) มีเพียงฉากเดียว และให้น้องๆ Dek-D เขียนฉากนี้ขึ้นมาโดยเลือก "พระเอก/นางเอก" ที่มีบุคลิก 1 ใน 9 แบบของ Enneagram มาใส่เองตามใจชอบ จะเขียนเป็นแนวใดก็ได้ที่ตัวเองถนัด แต่ต้องแสดงนิสัยตัวเอกออกมาให้ชัดเจนที่สุด

        ฉากที่ว่านั้นก็คือ...
 

        ขอให้คงสถานการณ์ตามที่เขียนในรูปนี้เอาไว้ มีแค่ตัวเอกกับผี ลิฟต์จะค้างเพราะอะไร จะเกิดอะไรก่อน - ระหว่าง - หลังลิฟต์ค้างก็แล้วแต่ตัวละครของเรา เช่น ถ้าตัวเอกเป็น Type 4 อาร์ตตัวแม่ผู้มีอารมณ์อ่อนไหว อาจจะกลัวผีมากกว่าใคร และพยายามหนีออกจากลิฟต์ หรือแกล้งเนียนเป็นผี Type 5 นักคิด อาจจะไม่เชื่อว่าเป็นผีแล้วพยายามพิสูจน์ ฯลฯ

        อย่าลืมระบุด้วยว่าตัวเอกในเรื่องเป็น Type ไหน

        3 คนที่เขียนฉากนี้โดยแสดงบุคลิกของตัวเอกได้ตรงตาม Type ที่ตัวเองเลือกมากที่สุด และนำเสนอเรื่องได้น่าสนใจที่สุด เอาไปเลย อภินันทนาการจากสำนักพิมพ์ Classact นิยายแนว YA ที่กำลังเป็นหนังสือขายดีในต่างประเทศขณะนี้!
        ระวัง! อย่ามัวแต่สนใจพล็อตเรื่องจนลืมตัวละคร หน้าที่ของเราคือต้องแสดงบุคลิกของตัวเอกออกมาให้มากที่สุด ลองคิดดูว่า ถ้าลิฟต์ค้าง แล้วต้องติดอยู่ในลิฟต์กับผี คนแบบ Type 4 อาร์ตตัวแม่ จะมีปฏิกิริยายังไง จะหาทางออกยังไง จะตีเนียนเป็นผี หรือจะแกล้งตายไปเลย
 

ใครแต่งเสร็จแล้วโพสท์ไว้ในกล่องคอมเม้นต์ด้านล่างเลย

ประกาศรายชื่อผู้ได้หนังสือ


        ได้ผลแล้ว เลยประกาศเร็วหน่อย มีคนเข้ารอบหลายคนเลย แต่รางวัลมี 3 เล่ม T____T (เล่นเกมคราวก่อนรางวัลมี 8 เล่ม คนเล่นน้อยมาก)
        ก็ตามที่บอก คัดเลือกจากการนำเสนอบุคลิกตัวละครได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งหลายคนก็บ่นกันว่ายาก เพราะข้อจำกัดหลายอย่าง แต่แค่ให้เราเข้าใจ concept ของการเลือกบุคลิกตัวละครให้เข้ากับเรื่องที่เรามีอยู่ก็พอ และมีโบนัสพิเศษสำหรับเรื่องที่นำเสนอพล็อตได้น่าสนใจ อ่านจบแล้วต้องร้อง เจ๋ง อะไรแบบนี้
        มาดูโฉมหน้าของคนที่จะได้ "ดาวบันดาล" จาก Classact ไปอ่านกัน
 




3 คนนี้ส่ง ชื่อ-ที่อยู่ ที่จะให้ส่งหนังสือมาที่นี่เลย ภายในวันที่ 18 เท่านั้นนะ

        แต่เผื่อว่า ภายในวันที่ 18 ใครคนใดคนหนึ่ง (หรือทั้งหมด) ใน 3 คนนี้ ไม่แจ้งชื่อ-ที่อยู่มา พี่น้องจะยกสิทธิ์ให้ตัวสำรองตามรายการเหล่านี้ คนที่มีรายชื่อข้างล่าง แจ้งชื่อ-ที่อยู่มาไว้ก่อนล่วงหน้าได้เลย ถ้าคนข้างบนไม่มาเอาหนังสือ สิทธิ์จะตกเป็นของคนที่แจ้งชื่อ-ที่อยู่เข้ามาก่อน
 


ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมสนุกกันมากๆ เลย
พี่อาจจะ comment ให้ได้ไม่ครบทุกคน ขอโทษด้วยนะ
เราอาจจะรู้สึกว่ากิจกรรมนี้เหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว
ใครที่ยังติดใจสงสัยเกี่ยวกับการแสดงบุคลิกตัวละคร
รอบทความหน้าแล้วจะช่วยชี้แจงแถลงไขให้นะ
 

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.9types.com/writeup/enneagram.html
http://www.enneagraminstitute.com/intro.asp
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nong

พี่น้อง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #Enneagram #บุคลิก 9 แบบ #สร้างตัวละคร

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #25
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    - นิสัยหลัก 7. The Enthusiast ไฮเปอร์
    - นิสัยรอง 2. The Helper ผู้ช่วยเหลือ

    .

    .

    ติ๊ง

    เสียงลิฟต์ดังขึ้นพร้อมประตูที่เปิดอ้าออก ผมอ้าปากหาวพลางเดินเข้าไปในนั้น กดหมายเลข 8 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้แล้วยืนทิ้งน้ำหนักลงขาข้างเดียว มองประตูลิฟต์ปิดลง

    ทำงานจนดึก กลับบ้านมาตีสอง อยากกลับไปนอนจะแย่ ผมยืนนิ่ง ปรือตาด้วยความง่วง มองเลขจากชั้นที่ค่อยๆเปลี่ยนอย่างเชื่องช้า 2 .... 3 ........

    ...4

    กึง!!

    "เฮ้ย" ผมอุทาน เมื่อรู้สึกราวกับกล่องลิฟต์สี่เหลี่ยมที่ตัวเองยืนอยู่ข้างในกระแทกเข้ากับบางอย่างด้วยความแรง! มันไม่ปกติ และยิ่งไม่ปกติมากกว่าเดิมเมื่อตัวเลขที่บอกแสดงถึงชั้นความสูงของลิฟต์ได้หยุดค้างอยู่ที่เลข 4 อย่างไม่ขยับไปไหน!

    "เฮ้ยยยย" ผมร้องออกมาอีกครั้ง อย่าบอกนะว่านี่ลิฟต์ค้าง ผมกดปุ่มฉุกเฉินสีแดงทันทีที่ตั้งสติได้ แต่ก็กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าปุ่มเสีย.. นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย! ผมขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสียก่อนที่จะเดินถอยหลังมาสองสามก้าวเพื่อมองภาพรวมด้านกว้าง สมองพยายามหาหนทางว่าตัวเองจะทำยังไงต่อไปดี และ..

    ปึก

    หา?

    สัมผัสที่ผมคิดว่าจะได้รับแปลกออกไป ไม่ใช่ผนังเหล็กแข็งๆที่หลังของผมไปโดน แต่มันกลับเป็นอะไรที่นุ่มๆ.. เย็นๆ.. ผมหันไปมองด้านหลังตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะต้องตกใจจนสะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่เห็น

    ผมสีดำยาวปรกใบหน้า ส่วนหัว ส่วนไหล่ ส่วนอก ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งตรงหน้าคือมนุษย์ แต่เฮ้ย...ผมนึกว่าผมอยู่คนเดียวในลิฟต์! ผมกะพริบตาตัวเองรัวด้วยความตกใจ ก่อนจะให้เหตุผลกับตัวเองว่าเมื่อกี้ผมคงง่วงมากจนลืมดูว่ามีใครเข้ามาในลิฟต์อีกคนด้วย..

    "ขอ.. ขอโทษครับ" ผมกล่าวขอโทษที่เดินไปชนตัวเจ้าหล่อนเข้า ใบหน้าขาวซีดแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาที่มองผ่านม่านผมสีดำจ้องมาที่ผมเขม็ง.. เธอคงโกรธ คงโกรธสินะที่ผมเดินไปชนเข้า แต่-ชุดเดรสสีขาวนั่นมันอะไรน่ะ มันดูแปลกๆนะ ผมลูบอกตัวเองไปมาเหมือนพยายามปลอบขวัญก่อนที่จะไล่มองชุดที่เธอสวมใส่อยู่ลงไปเรื่อยๆ และชะงักไปเมื่อเห็นจุดสิ้นสุดของชายกระโปรง

    น้ำลายฝืดๆติดอยู่ในคอ รู้สึกถึงความชาวาบที่พุ่งตั้งแต่ปลายนิ้วจรดใบหน้า ชีพจรที่อยู่ในคอเต้นแรงจนรู้สึกได้

    ...ไหนล่ะขา

    ผมพยายามครองสติตัวเองไม่ให้เตลิดไปกับความคิดและบรรยากาศ ขมวดคิ้วแล้วแอบเอียงคอลงดูด้านล่างนิดๆ ทำไมผมมองไม่เห็นขาหล่อนกันล่ะ เธอไขว้ขาไว้ด้านหลังเหรอไง .. เดี๋ยวนะ ผมว่านี่มันเริ่มที่จะไม่ปรกติแล้วล่ะ ขา.. ขาไปที่ไหน..

    ทันใดนั้นเองที่ผมหาเหตุผลอื่นให้ตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ก็เป็นขาของผมเองนี่ละที่ไร้เรี่ยวแรง ตัวผมทรุดลงกระแทกกับพื้นทันที จ้องมองความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่เงาในช่วงล่างของผู้หญิงตรงหน้า .. โกหกน่า หลอกกันแน่ เหตุผลสุดท้ายที่เข้ามาฉุดรั้งในสมองเอาไว้คือ นี่เป็นการจัดฉากแกล้งคน ต้องมีกล้องซ่อนอยู่ตรงไหนแน่ๆ...

    แต่ยังไม่ทันที่ผมจะปักใจเชื่อเหตุผลข้อนั้น เสียงบางอย่างก็ดังออกมา

    แหบแห้ง แผ่วเบา แต่ชัดเจนในสมองราวกับถูกกระซิบด้วยความเย็นเยียบข้างใบหู

    "ฮ่ะ.. ขา..."

    อะไร.. อะไร ขาอะไร

    "ขา.. อยากได้.... ฮึก... อะ .. อยากได้....ขา"

    ถ้านี่จะเป็นการจัดฉาก คงเป็นการจัดฉากที่ลงทุนมากเกินไป ร่างของหญิงสาวตรงหน้าหล่นฮวบลงมากับกองพื้นราวกับสิ่งที่ฉุดค้ำร่างของเธอให้ลอยไว้หายไป ผมถดตัวถอยหลังกรูดด้วยสัญชาตญาณทันที พยายามไถร่างตัวเองไปที่มุมลิฟต์และเอื้อมมือกดปุ่มฉุกเฉินสีแดงนั่นรัวๆอีกครั้งราวกับมันเป็นความหวังสุดท้าย มือขาวซีดที่ค่อยๆลากตนเองเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ของเหลวสีแดงที่ผมเห็นกับตาว่ามันค่อยๆเจิ่งนองออกมาจากร่างของหล่อนทำผมเหมือนสติจะแตก .. เธออยากได้ขาของผม จะบ้าเหรอ ใครจะให้ ผมถดขาตัวเองเข้าชิดอก ทุบ-ปุ่มสีแดงบ้าๆนั่นจนมือเจ็บแต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงแหบแห้งที่เหมือนจะดังกังวานมากขึ้น ความเย็นขออากาศพุ่งสูง แต่มือผมกลับชุ่มเหงื่อ รวมถึงแผ่นหลังด้วย

    "ขา......."

    "ไม่ให้!!!"

    ผมตะโกนลั่นแล้วยกมือขึ้นกอดขาตัวเองหมับ จ้องใบหน้าขาวซีดที่ถูกปรกด้วยเส้นผมยาวจนเหลือแค่นัยน์ตาขาวขุ่นเหมือนดวงตาของปลาที่ตายแล้วตามตลาด เหมือนผมจะทำให้เธอชะงักไปนะ หัวกลมๆตรงหน้าหยุดนิ่งไปก่อนที่มันจะเอียงข้างคล้ายสงสัย แต่ผมกลับรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง ก็-หัวที่เอียงไปน่ะ มันเอียงมากเกินความสามารถมนุษย์ธรรมดาจะทำได้แล้ว!

    "ไม่..... ให้... เหรอ..!!!!!"

    เสียงแหบแห้งที่เหมือนจะเริ่มทวีคูณความดัง ก้องกังวานไปหมดจนผมสะดุ้งเฮือกกับการทิ้งท้ายเสียงหนักๆ ทำเอาทั้งหัวรู้สึกอื้ออึง ผมรีบยกมือโบกเป็นพัลวันด้วยความกลัวขึ้นสมอง

    "อย่า! อย่าเพิ่งโกรธ!! ไม่ให้ หมายถึง ไม่ให้ขานี้อะ ขาของผมนี้" ผมว่าเสียงดังพลางใช้มือตบขาตัวเองเป็นการประกอบคำพูด "แต่อยากได้ขาใช่มั้ย.. เดี๋ยว.. เดี๋ยวไปซื้อขาเทียมมาให้!! จะเอาขาเทียมมาทำบุญให้! สัญญา! สัญญาเลย จะทำบุญให้เยอะๆ แต่ต้องให้ผมออกจากลิฟต์นี่ไปก่อนนะ.. ผมจะเอาขาเทียมมาให้ จริงๆ สัญญาเลย!!"

    "......สัญญา.."

    เธอจะเข้าใจที่ผมพูดรึเปล่าวะ แต่ผีก็ต้องเคยเป็นคนมาก่อนไม่ใช่เหรอ ต้องเข้าใจสิ ผมพยายามปลอบขวัญตัวเองแบบนั้น แต่ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วเมื่อมือขาวๆที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนนั่นเริ่มลากตัวเองให้เข้าใกล้ผมมากขึ้นอีกครั้ง

    "เฮ้ย! ไม่!! เข้ามาทำไม๊!! ผมบอกจะทำบุญไปให้ไง อย่าทำอะไรผมเลยโอ้ยยย!!"

    "สัญญา... สัญญา.....สัญญา......."

    "ใช่สัญญาไงครับ ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำหรอก ผมจะทำบุญบริจากขาเทียมให้ทุกที่ที่ผมเจอ เท่าที่กำลังเงินผมจะทำได้เลย โอ้ย อ้าก เฮ้ยๆๆๆ อย่าสิ.. อย่า...อย่าเข้าม้าาาาาาา!!!!"

    ผมหลับตาปี๋เมื่อร่างตรงหน้าเร่งความเร็วและพุ่งเข้ามาที่ตัวผม ตายแน่ คำๆนี้ดังก้องอยู่ในหัวผม ตายแน่ๆ ผมตายแน่ๆ ตายแน่ๆ....

    ...

    ผมตายไปรึยัง

    ผมค่อยๆลืมตาขึ้น อย่าเรียกว่าลืมตาเลย เรียกว่าแง้มเปลือกตาดูจะดีกว่า.. รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นถี่รัวอยู่ในอกและลมหายใจที่หอบรุนแรงอยู่ในอก ...

    ยังไม่ตาย

    ภาพตรงหน้าคือความว่างเปล่าของลิฟต์ ลิฟต์ที่ไร้คนเหมือนอย่างที่ผมเคยเข้าใจในตอนแรก .. มันเกิดอะไรขึ้น.. ผมฝันไปเหรอ แต่..

    ติ๊ง

    เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นก่อนที่ประตูจะเปิดอ้าออก ผมใช้มือหยัดพื้นเพื่อดันตัวเองให้ลุกขึ้น รู้สึกเลยว่าทั้งแขนและขาของตัวเองสั่นมากขนาดไหน ผมกระโจนตัวออกมาจากลิฟต์นั่นแล้วหอบตัวโยนอยู่ตรงโถงพื้นด้านนอก ..

    เธอปล่อยผมออกมา.. เธอยอมปล่อยผมออกมา..

    ผมตั้งสติ กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วฉุดตัวเองให้ลุกขึ้น เธอปล่อยผมออกมาเพราะคำว่า 'สัญญา' ที่ผมให้ไป.. เรื่องเมื่อซักครู่เหมือนความฝัน แต่มันไม่ใช่ ผมรู้ดี มันน่ากลัวและติดตามากเกินกว่าจะเป็นแค่ความฝัน นอกเสียจากว่าผมจะเป็นบ้าจริงๆ..

    ผมนึกถึงคำว่าสัญญาที่เธอพร่ำพูดถึงในนั้นแล้วรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ แน่นอน ผมสัญญากับตัวเองเลย ว่าผมจะใช้เวลาทั้งชีวิตของผมเลยเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ

    รวมถึงสัญญาใหม่อีกข้อ.. ที่ผมเพิ่งจะทำกับตัวผมเองด้วย

    สัญญาที่ว่า

    ... 'ผมจะไม่ขึ้นลิฟต์อีกแล้ว ...ตลอดชีวิต'

    _______________________________

    ขอบคุณที่อ่านค่ะ
    หวังว่านี่จะทำให้เกิดความบันเทิงแก่ผู้อ่านได้บ้างนะคะ ไม่มากก็น้อย 555

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ไม่ได้มาส่งเรื่องเข้าประกวด แต่อยากมาเป็นนางเอกที่มีผู้ชาย 3 คน 3 แบบมาแย่งชิง ฟินอ่ะ

    รักเลย

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #15
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ++The Boss เจ้านาย++

    ร่างสูงเพรียวที่มีฐานะสูงที่สุดในโรงแรมนี้ เดินก้าวเข้ามาในลิฟต์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเป็นเอกลักษณ์ นิ้วเรียวกดไปยังชั้นล่างสุดที่เป็นเป้าหมาย 

    ลิฟต์เคลื่อนตัวลงมาตามปกติ จนกระทั่งมีเสียงติดขัดของอุปกรณ์ ก่อนที่จะหยุดลงดังตึง

    ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรมาก แต่ดูจากรังสีที่แผ่ออกมาจากเจ้าตัวแล้ว ก็สามารถรู้ได้ว่าตอนนี้ร่างสูงกำลังอารมณ์ไม่ดีสุดขีด

    'ลิฟต์เสียงั้นหรือ พึ่งเจอปัญหาเรื่องหนอนบ่อนไส้ไปหยกๆ นี่ลิฟต์ยังจะมาเสียอีก โรงแรมกำลังจะเปิดตัวแท้ๆ ดูท่าเขาคงจะไม่ได้เข้มงวดกับลูกน้องมานานเกินไปแล้ว...'

    ใบหน้าเรียวดำทะมึนอย่างที่ถ้ามีใครเห็นคงอยากจะถอยกรูดไปสิบเมตรทีเดียว นิ้วเรียวเตรียมจะกดปุ่มฉุกเฉิน แต่ต้องชะงักไปเพราะสัมผัสได้ถึงไอเย็นข้างตัว

    "คิกๆๆ" เสียงหัวเราะแสบแก้วหูของ 'หญิงสาว' ผมยาว ที่ยืนก้มหน้าก้มตาหัวเราะ เนื้อตัวมอมแมมเปื้อนไปด้วยสีแดง และส่วนที่ตํ่ากว่าเข่าลงไปนั้น...ไม่มี

    ติ๊ด!

    ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดปุ่มฉุกเฉินต่ออย่างไม่สนใจ ก็แค่...ผี

    'แต่เจ้าพวกนั้นถึงกับละเลยให้มีผี'มาอยู่ในโรงแรมได้เนี่ย มันน่านัก!' 

    ชายหนุ่มได้แต่คับแค้นอยู่ในใจ สาบานกับตัวเองว่า ออกไปเขาต้องโทรไปเฉ่งเจ้าพวกนั้นชุดใหญ่ ไม่งั้นเขานอนไม่หลับแน่

    "คิกๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ กร๊ากๆๆๆๆ" เสียงหัวเราะดังต่อเนื่อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจตัวเอง ทันใดนั้นสายตาคมปราบก็เหลือบมามองอย่างรำคาณเต็มทน หงุดหงิดเรื่องลูกน้องไม่พอ ยังต้องมาฟังเสียงน่ารำคาญของยัยนี่อีก สงสัยพรุ่งนี้ต้องเอานํ้ามนต์มาไล่ให้หายไปซะแล้ว...

    "!!!"

    เหมือนว่าผีตนนั้นจะรับรู้ได้ถึงความคิดที่ชายหนุ่มคิดอยู่ในใจ หญิงสาวจึงเงียบเสียงลงอย่างว่าง่าย เสมือนถูกแม่ดุ แต่สักพักเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ 'เราเป็นผีนี่ ทำไมเราต้องไปกลัวคนด้วยละ?' เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็เริ่มจะส่งเสียงรบกวนต่อ

    "ฮี่ๆๆ มาอยู่กับฉันเถอะ มาอยู่กับฉ้านนนนนน ฉัน ฉัน ฉัน~" คราวนี้เพิ่มความน่ากลัวด้วยเสียงเอคโคดังก้องตัวลิฟต์

    ชายหนุ่มตวัดสายตาไปจ้องผีสาวเขม็ง 'ยัยผีตัวนี้นี่น่ารำคาญซะจริง น่าจับถ่วงทะเลซะให้รู้แล้วรู้รอด!' แต่แล้วดวงตาคมก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

    "จริงสิ เธอตายมานานหรือยัง" ผึสาวอึ้งไปเมื่อได้ยินคำถามจากอีกฝ่ายแทนที่จะเป็นเสียงกรีดร้องหรือท่าทางหวาดกลัว

    "เอ่อ เมื่อสามเดือนที่แล้ว" แต่ปากเจ้ากรรมก็ยังตอบไปอยู่ดีเมื่อไปสบกับนัยน์ตาเรืองอำนาจของชายหนุ่ม 

    "งั้นเหรอ ทำไมถึงตายละ" 

    "...โดนลิฟท์ทับตาย" ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เมื่อสามเดือนที่แล้ว เขาไปดูงานที่ฮ่องกง.... นี่เจ้าพวกนั้นถึงกับกล้าปิดบังเขาเชียวหรือ เรื่องสำคัญขนาดนี้... 

    "งั้นหรือ งั้นฉันจะให้ข้อเสนอเธออย่างหนึ่ง แลกกับการที่ฉันจะไม่เอาเธอไปถ่วงทะเลหรือถ่วงเหวที่ไหน" ผีสาวอึ้งไปอีกครั้ง สมองที่ถูกทับจนเละของเธอดูเหมือนจะทำงานช้าลงหรือไม่ก็ทำงานผิดปกติ เธอถึงได้ยินอะไรแปลกๆ

    "ไหนๆ เธอก็สิงอยู่ที่นี่แล้ว เพราะฉะนั้นเธอก็กลายเป็น 'ลูกน้อง' ของฉันแล้ว ดังนั้นมาทำงานให้ฉันซะดีๆ" ผีสาวอ้าปากค้าง ดวงตาที่ถูกทับเละข้างหนึ่งเบิกถลนออกมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูอีกฝ่ายจะไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลย กลับยกยิ้มเย็นๆ ขึ้นมาแทน

    'หึ แล้วคอยดูก็แล้วกัน ว่าผลจากการที่พวกนั้นยั่วโมโหเขานะจะเป็นยังไง!'  

    ผีสาวที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดี ได้แต่มองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ดูท่าคราวนี้เธอจะหลอกผิดคนเสียแล้ว ก็มีคนดีๆ ที่ไหนละ จ้างผีทำงาน! 

    ++++++++++++++

    เฮ้ย ปาดเหงื่อ กว่าจะแต่งเสร็จ =3= 

    ไม่รู้ว่าจะตรงตามบุคลิกหรือเปล่า แต่เราเอาบุคลิกนี่ไปเชื่อมกับตัวละครหนึ่งที่เราช๊อบชอบ คนหนึ่ง เลยออกมาได้อย่างนี้ 

    เอาเป็นว่าอ่านเอาเพลินๆ ก็แล้วกันเนอะ!

    เยี่ยม  แน่นอน 

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #21
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอแก้ไขตัวอักษรที่พิมพ์ผิดนะคะ ♥  

    ไม่เหมาะกับคนจิตอ่อน หรือกลัวผีค่ะ
    ใครจิตอ่อน กลัวผี อย่าอ่านนะคะ เราเป็นห่วง ^_^

    ตัวเอกเรื่องนี้เป็นประเภท

    1. The Loyalist ผู้ภักดี  / 2. The Helper ผู้ช่วยเหลือ
    อย่างไรขอฝากฝังเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจกรรมการและเพื่อนๆทุกคนด้วยนะคะ 
    ถ้าพร้อมหลอนแล้วก็มาเริ่มกันเลยยย 

    --------------------------------------------------------------

    เวลาประมาณตี 3 ในโรงพยาบาลชื่อดังใจกลางกรุงเทพ

    ตามปกติแล้วเวลายามดึก โรงพยาบาลจะปิดไฟตรงทางเดินเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถพักผ่อนได้โดยไม่มีแสงไฟรบกวน   ภายในตัวอาคารจึงมืดสลัวและคละเคล้าไปด้วยกลิ่นยากลิ่นแอลกอฮอล และกลิ่นน้ำยาถูพื้น  เสียงพูดคุยเบาบางหัวเราะคิกคักดังขึ้นบริเวณเคาท์เตอร์ให้บริการฝ่ายประชาสัมพันธ์บนชั้น 3 ไอยรินทน์สาวสวยวัยใสอายุ 24 ปีนั่งคุยกับเพื่อนสาวเพียงดาวพยาบาลฝึกหัดด้วยเรื่องละครหลังข่าวเมื่อวานอย่างออกรส  อีกไม่กี่นาทีก็จะตี 3 ครึ่ง นางพยาบาลฝึกหัดขอตัวละจากหัวข้อสนทนาเพื่อไปเข้าห้องน้ำ  สาวน้อยเดินออกจากเคาท์เตอร์ตรงไปตามทางเดินฝั่งซ้ายมือ  เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องเสียงดังฟังชัด

    ก๊อก...แก๊ก...

    เพียงดาวชะลอฝีเท้าลง  ประสาทรับรู้ทางเสียงทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปทั้งตัว

    ก๊อก...แก๊ก...

    เสียงนั่นอีกแล้ว...  เสียงเหมือนมีอะไรกระทบกันใกล้ๆนี่เอง

    เพียงดาวคิดพลางหันซ้ายแลขวา  เธอหันหลังกลับไปมองหน้าเคาท์เตอร์ ไอยรินทร์ก็ยังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่เดิมไม่มีใครเดินตามมา  หรือจะมีคนคอยแกล้งเธอ ? สาวน้อยสะบัดหัวไล่ความคิดความรู้สึกพิลึกพิลั่นออกจากสมองแล้วเดินตรงไปยังสุดทางเดินของชั้น  ป้ายหน้าประตูเขียนแปะไว้ว่า

    'ห้องน้ำเสีย'

    เพียงดาวอ่านป้ายแล้วทำคอตกด้วยความห่อเ-่ยวใจ  จะไม่เข้าก็ไม่ได้คุยมากดื่มน้ำเยอะจะให้ปัสสาวะราดซะตรงนี้ก็คงจะดูไม่ดี  เพียงดาวเดินกลับไปยังเคาท์เตอร์อีกครั้งพร้อมบ่นให้เพื่อนสาวฟัง ไอยรินทร์หัวเราะท่าทางอัดอั้นของเพียงดาวแล้วชี้มือตรงไปยังลิฟท์เก่าที่อยู่ติดกับห้องผู้ป่วย 301 

    "ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 5 สิที่นั่นห้องน้ำสะอาด  ฝากเอาตารางเวรให้พี่ออยที่ชั้นนู้นด้วยนะ" ไอยรินทร์กล่าวพลางควานหากระดาษบันทึกตารางเวรแล้วส่งให้เพียงดาว  พยาบาลฝึกหัดพยักหน้ารับคำคว้ากระดาษตารางเวรมาแนบอกพร้อมเดินตรงไปที่ลิฟต์เก่า  เพียงดาวกดเรียกลิฟต์ขึ้นมาเพื่อไปยังชั้น 5  เสียงสลิงลิฟต์ตีกันดังสนั่นจนเพียงเดือนแอบรู้สึกผิดที่เรียกลิฟต์ขึ้นมาตอนกลางดึกแบบนี้  

    เมื่อลิฟต์มาถึงชั้น 3 พยาบาลสาวก้าวเข้าไปด้านในลิฟต์ทันทีอย่างไม่รีรอจนลืมสังเกตบางสิ่งบางอย่างไป  ลิฟต์ปิดสนิทและเคลื่อนตัวโคลงเคลงเพื่อไปยังชั้น 5 แสงไฟภายในลิฟต์ติดๆดับๆ  เพียงดาวเริ่มจิตตกนิดหน่อยเพราะเธอเองก็เคยได้ยินเรื่องสยองขวัญของที่นี่มาไม่น้อยเหมือนกัน  

    จู่ๆไฟในลิฟต์เจ้ากรรมก็ดับวูบ  ทำให้ลิฟต์ค้างอยู่ที่ระหว่างชั้น 4 และชั้น 5 พยาบาลสาวยืนนิ่งด้วยความรู้สึกหวาดผวา   เพียงดาวเงยหน้ามองไฟบนเพดานลิฟต์และเริ่มสวดภาวนาในใจ  เธอเงยหน้ามองเพดานได้ไม่นานก็รับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันภายในลิฟต์  เพียงดาวขยับมายืนตรงกลางลิฟต์พร้อมก้มหน้า  นิ้วมือทั้งสิบจิกเนื้อกระดาษตารางเวรแน่น  เพียงดาวหลับตาลงเพื่อพยายามประคองสติตนเองให้คิดหาทางออกจากลิฟต์   ลมเย็นยะเยือกพัดวูบวาบทำให้เพียงดาวเริ่มมือไม้สั่น  

    'นี่มันผิดปกติแล้วนะ'

     เพียงดาวคิด  สาวน้อยลืมตาขึ้นและหันมองไปรอบๆ  ในความมืดมองอะไรไม่ค่อยชัดนัก  เธอพยายามก้าวขาเพื่อจะเดินไปยังฝั่งปุ่มควบคุมลิฟต์ติดกับประตูด้านหน้าลิฟต์  

    แปะ...

    เสียงรองเท้าเหยียบเข้ากับน้ำอะไรบางอย่างบนพื้น  กลิ่นคาวคละคลุ้งโชยขึ้นมาจนเพียงดาวต้องเอามือปิดจมูก  ก่อนมาเป็นพยาบาลสาวน้อยเคยประสบกับอุบัติเหตชนิดไม่คาดคิดว่าจะรอดกลับมาได้  และกลิ่นคาวครั้งนี้ทำให้เธอรับรู้ว่าที่มาของกลิ่นคืออะไร  ไฟในลิฟต์เริ่มกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง  แต่ยังติดๆดับๆและลิฟต์ก็เคลื่อนตัวไปไหนไม่ได้  แสงไฟริบหรี่ทำให้เธอมองเห็นคราบสกปรกบนพื้นใต้เท้า   รองเท้าของเธอเปรอะไปด้วยของเหลวสีแดงฉาน 

    นี่มันเลือดนี่ !

    เพียงดาวถอยกรูดไปจนติดมุมขวาด้านในลิฟต์  เลือดมันไหลออกมาจากแผงควบคุมและไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ  จากตอนแรกไหลเป็นหยดก็เพิ่มเป็นสายและดันแผงควบคุมลิฟต์ด้านในออกมา  เพียงดาวเอามือปิดปากตนเองไว้เพื่อไม่ให้สงเสียงกริ๊ดออกไป  แสงไฟอันริบหรี่กลับทำให้เธอสามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างดี  พยาบาลฝึกหัดนัยน์ตาเบิกกว้างมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ศพผู้หญิงคนหนึ่งถูกหั่นยัดไว้ในแผงควบคุมลิฟต์! ลูกนัยน์ตาของศพจ้องเขม็งมายังเธอ  ส่วนหัวของศพหลุดออกมาและกระเด็นมาหยุดที่กลางลิฟต์  น้ำใสไหลปริ่มขอบตาเพียงดาว  พยาบาลสาวถึงกับน้ำตาไหลพรากร่างของศพที่อยู่ในแผงควบคุมคลานออกมา ข้อเท้าทั้ง 2 ข้างหายไป  สภาพศพถูกกรีดแทงจนหน้าเละมองไม่ออกว่าเป็นใคร  เพียงดาวห่อตัวจนเหลือตัวนิดเดียวเธอหลับตาและสวดมนต์ทุกบทเท่าที่เธอจะนึกออก   มือเย็นเฉียบของศพคว้าข้อเท้าเธอและจับแน่นจนเธอเจ็บ  เพียงดาวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและหวาดผวา  หญิงสาวปริศนาลากตัวเพียงดาวออกมาจากมุมลิฟต์และกอดขาของเธอไว้  

    กึก...กึ่ก !

    ดั่งสวรรค์มาโปรด  เสียงประตูลิฟต์ถูกเปิดออกพร้อมร่างชาย 2 คนเข้ามาคว้าตัวเพียงดาวไว้  กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งบรรยากาศไปหมด  ควันจากการเผาไหม้ลอยขึ้นหนาทึบ  เพียงดาวสลบไปในอ้อมแขนชายที่ช่วยเหลือเธอสิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้คือรอยยิ้มของศพสาวปริศนาในลิฟต์

    เพียงดาวได้สติอีกครั้งบนเตียงผู้ป่วยของมูลนิธิกู้ภัย  เสียงระเบิดดังสนั่นของอะไรบางอย่างปลุกให้เธอตื่นขึ้นพยาบาลฝึกหัดลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ  สายตาเธอจดจ้องไปยังภาพเบื้องหน้า กระจกในรถฉายภายนอกอย่างชัดเจน  ทำให้เธอเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในทันทีไฟไหม้ส่องแสงสว่างฉาบให้พื้นที่ใกล้เคียงกลายเป็นสีส้ม  ชั้น 5 ของตัวอาคารเป็นจุดระเบิด อาศากู้ภัยและมูลนิธิต่างๆวิ่งกันให้วุ่น พอๆกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เพียงเดือนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพี่ออยลูกพี่ลูกน้องที่ทำงานเป็นพยาบาลหัวหน้าเวรที่ชั้น 5 ในคืนนี้  เพียงดาวหวังว่าพี่ออยคงถูกช่วยเหลือออกมาได้ทัน

    ...กริ๊ก...

    "ฮัลโหลพี่ออยคะ .... พี่ออยปลอดภัยหรือเปล่าคะ"เพียงเดือนกรอกเสียงสูงเข้าสายไปด้วยความห่วงใยพี่สาวคนรู้จักกันมานาน

    [นี่ใครน่ะ] เสียงป้าแก่ๆตอบกลับแทนที่จะเป็นเสียงพยาบาลสาวที่เธอคุ้นเคย

    "ดาวค่ะ...พยาบาลฝึกหัดลูกป้าม้อยไงคะ"เพียงดาวยังคงคุยกับป้าในโทรศัพท์  เสียงคนตอบเงียบไป  

    "ฮัลโหล...ฮัลโหล ยังอยู่ไหมคะ"

    [อีดาว แกไม่รู้หรือว่านังออยมันตายไปแล้ว....  มันตายไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว มันถูกฆ่ายัดซอกลิฟต์ในโรงพยาบาล]

    ...แกร๊ก....

    สิ้นประโยคสายก็ถูกตัดไปเพียงดาวนั่งนิ่งอยู่กับที่  สติสัมปชัญญะไม่ตอบสนองใดๆ  เธอหวนนึกไปถึงศพผู้หญิงที่ถูกฆ่าหั่นศพในลิฟต์นั่นถ้าผู้หญิงคนนั้นคือพี่ออย   พี่ออยก็พยายามปกป้องไม่ให้เธอออกจากลิฟต์เพราะชั้น 5 เกิดไฟไหม้อยู่  พยาบาลสาวปล่อยโฮใหญ่ออกมา ไอยรินณ์ที่ช่วยเหลือขนย้ายผู้ป่วยหันไปเจอเธอกำลังนั่งร้องไห้จึงรีบรุดเข้ามาปลอบ  

    "ไม่เป็นไรแล้วนะเพียงดาว ใจเย็นๆ"ไอยรินณ์พยายามปลอบให้เพียงดาวรู้สึกดีขึ้น  แต่หัวใจของเธอกลับปวดร้าว  สาวน้อยร้องไห้ออกมาอย่างทำใจไม่ได้  

    คืนวันโกลาหลผ่านพ้นไป  เพียงดาวรับรู้ความจริงเรื่องพี่ออยจากแผนกบุคคลากร  ออยธนา หรือพี่ออย เสียชีวิตจากการฆ่าหั่นศพโดยฝีมือคนไข้หนุ่มที่หลงใหลในความสวยของเธอ ออยขัดขืนจึงทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นในห้องของคนไข้  คนไข้หนุ่มเอาเข็มน้ำเกลือแทงเข้าที่นัยน์ตาขวาของออยและเอามีดปอกผลไม้จ้วงแทงเธอจนเสียชีวิต ศพถูกหั่นและสับโดยผู้สมรู้ร่วมคิด  ลิฟต์เก่าเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครใช้มานานหลายปีจึงกลายเป็นสถานฝังวิญญาณของออยไปอย่างเจตนา  และในคืนวันที่เพียงดาวเข้าเวรไม่มีบันทึกการเข้าเวรของพยาบาลชั้น 3 
    อยู่ในกระดาษตารางเวรแต่อย่างใด  

    และที่สำคัญคือไม่มีพยาบาลชื่อ ไอยริณ์ ในโรงพยาบาลนี้  

    นับตั้งแต่วันนั้นจนผ่านไป 1 ปี เพียงดาวก็เข้าเป็นพยาบาลเต็มตัวที่โรงพยาบาลเดิม
    พร้อมดำเนินชีวิตตามคำสอนของรุ่นพี่ออยที่เคยอบรมเธอไว้
    เมื่อครั้งที่เธอเป็นพยาบาลฝึกหัดอย่างขมักเขม้น

    นับจากนี้และตลอดไป 

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #8
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    http://www.9types.com/rheti/index.php ลองเล่นดูนะ มันจะบอกคะแนนเป็นข้อๆ ว่าเป็นประเภทไหน มีอยู่ 38 ข้อ เราได้คะแนน type 5 เยอะที่สุด

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป