'นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ' เรื่องเล่าของคนรักชาติและทำเพื่อผู้อื่น!



'A man called Intrepid' : นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
พระราชนิพนธ์ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 
 


สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กดีไรเตอร์ทุกคน  พี่หวานคนเดิมกลับมาพร้อมคอลัมน์ "สาระวรรณกรรม" อีกแล้วค่ะ ช่วงนี้พี่หวานก็ยังอยากนำเสนอบทความที่จะบอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณศิลป์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช(รัชกาลที่ 9) ให้น้องๆ ได้อ่านกันเยอะๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าผลงานของท่านนั้นมีมากมายเลยใช่มั้ยล่ะคะ^^

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559 คนไทยมากมายได้เดินทางไปร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อระลึกถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ณ สนามหลวง น้องๆ หลายคนก็อาจจะได้ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เเต่พี่หวานพลาดโอกาสสำคัญนั้นไป ก็เลยตั้งใจว่าจะเขียนบทความนี้ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการบอกเล่าผลงานดีๆ ที่พ่อทำไว้ให้ลูกๆ ทั้งหลายของท่านได้อ่าน เพราะสาเหตุสำคัญในการทำงานของท่านก็เพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ลูกๆ ทุกคนนั่นเองค่ะ

 

"งานทุกอย่างที่มีด้านหน้าเเละด้านหลังเหมือนเหรียญบาท
งานด้านหน้านั้นมีคนทำกันอย่างเยอะเเยะ
เเละมีคนเเย่งกันทำเพราะมีผลเห็นได้ชัด เเละก็ปูนบำเหน็จกันได้อย่างเต็มที่
เเต่งานด้านหลังที่ไม่ปรากฏต่อสายตาคน
ต้องเป็นคนที่เข้าใจงานเเละหน้าที่ของตัวเองจริงๆ ถึงจะทำได้
เเละต้องเสียสละด้วย เพราะงานด้านหลังเป็นงาน 'ปิดทองหลังพระ'
ถ้าทำดีแล้วต้องไม่ให้เห็นปรากฏ เเละต้องยอมรับว่าไม่ได้อะไรตอบเเทนเลย
นอกจากความภาคภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของตน" 

- พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช -


ในบทความที่แล้วพี่หวานตัดสินใจเลือกเรื่อง พระมหาชนก มาเขียนเพราะคิดว่าในช่วงเวลาแบบนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ทุกคนจะต้องพยายามช่วยกันนำพาประเทศก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ให้ได้ ถ้าเราผ่านอุปสรรคไปได้ก็จะถึงเวลาพบแสงสว่าง ดังเช่นในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พยายามจะบอกให้ประชาชนของพระองค์ตระหนักในความเพียรนั่นเองค่ะ สำหรับวันนี้พี่หวานได้หยิบพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” มาเล่าให้น้องๆ ได้รับรู้และเห็นถึงความสามารถด้านการแปลและการใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์ท่านทรงปลูกฝังและให้ความสำคัญในเรื่องของการทำความดีมาโดยตลอด ดังพระราชดำรัสข้างต้นที่พี่หวานได้ยกตัวอย่างไว้
 


(รูปภาพจาก : http://www.sac.or.th/exhibition/books-of-the-kingdom/)


เรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ นี้ เป็นพระราชนิพนธ์แปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษชื่อเรื่อง ‘A Man Called Intrepid’ ของวิลเลียม สตีเวนสัน โดยพระองค์ท่านทรงสละเวลาในแต่ละวันทุ่มเทการแปลพระราชนิพนธ์เรื่องนี้นานถึงสามปี ด้วยความมุ่งมั่นที่เล็งเห็นว่าหนังสือเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้อ่านอย่างมาก จึงได้พยายามถ่ายทอดเรื่องราวออกมาจากฉบับภาษาอังกฤษโดยตรง และปรับใช้ภาษาในการเล่าเรื่องให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย เรื่อง ‘A Man Called Intrepid’ นั้นออกจะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ เพราะมีลักษณะค่อนไปทางการเปิดเผยเกี่ยวกับสงครามลับช่วงปี ค.ศ. 1939 – ค.ศ. 1945 ของกลุ่มสายลับต่อต้านฮิตเลอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเรียกเป็นโค้ดเนมว่า Intrepid จากตรงนี้พี่หวานได้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพที่เล่นคำจากคำว่า Intrepid มาเป็นชื่อ อินทร์ หรือ นายอินทร์ ในภาษาไทย
 

 
เนื้อหาโดยรวมเล่าถึงการทำงานของ นายอินทร์ ที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าระดับสูงในตอนนั้น การทำงานอย่างลับๆ นี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเพื่อจะต่อต้านอำนาจของกลุ่มนาซี  ชื่อจริงของนายอินทร์ในพระราชนิพนธ์คือ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน เป็นชาวเเคนาดาที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าฝ่ายจารกรรม เจ้าของโค้ดเนม Interpid

ภูมิหลังในหนังสือได้บอกไว้ว่าเขาเป็นคนที่สนใจเรื่องไฟฟ้า รหัสมอส และเครื่องบิน ตลอดจนการอ่านหนังสือนั้นถือเป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกที่เขาชอบ ในตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นายอินทร์ได้เข้าร่วมเป็นทหารอาสา เเต่ก็ได้รับอันตรายจากสงครามจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยความกล้าหาญและจิตใจเข้มเเข็งไม่ยอมแพ้ เมื่อรอดกลับมาได้เขาจึงพยายามอีกครั้งที่จะเป็นทหารสังกัดนักบิน คราวนี้กลับถูกจับตัวไปยังฐานทัพของเยอรมันอยู่นาน เเต่เขาก็ยังคงช่างสังเกต เมื่อหลบหนีมาได้จึงเขียนรายงานถึงรายละเอียดต่างๆ ภายในค่ายกักกันของเยอรมัน

พี่หวานอ่านไปก็รู้สึกทึ่งในความกล้าของนายอินทร์คนนี้เหลือเกินค่ะ ด้วยภาษาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  9 ใช้มีทั้งภาษาปากที่ทำให้คนอ่านเข้าใจง่าย มีการแปลตรงตัวเเต่ได้ความหมาย บางตอนก็มีการใช้คำที่สื่อความหมายเบาลงเพื่อลดความรุนเเรงของความหมาย เเละบางครั้งก็ใช้คำที่เน้นย้ำความหมายเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนอ่านได้อย่างถูกจังหวะ กลวิธีการแปลอย่างนี้ไม่ใช่นักแปลทุกคนนะคะที่จะเลือกใช้คำมาแปลได้เหมาะสมกับตัวบท เเละยังทำให้การอ่านงานหนักๆ อย่างเรื่องสงครามโลกเป็นเรื่องที่น่าติดตามได้อย่างนี้

 


(รูปภาพจาก : http://www.jewishvirtuallibrary.org/jsource/Holocaust/hitler.html)

 
เรื่องราวของนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระยังมีต่อนะคะ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง เขาก็ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าไปกับการศึกษาเรื่องวิทยุสื่อสาร วิทยุกระจายเสียง ในตอนนั้นอังกฤษและอเมริกาไม่ได้คิดว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นอีกครั้งค่ะ เเต่นายพลฮอลล์แห่งอังกฤษและนายพลบิลโดโนเเวนเเห่งอเมริกายังคงเดินหน้าต่อในเรื่องการติดตามกลุ่มนาซีเยอรมันอย่างลับๆ  โดยงานราชการลับนี้เองที่นายอินทร์ถือเป็นกำลังสำคัญในการติดตามฮิตเลอร์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนาซีในตอนนั้น

เวลาต่อมารัฐบาลพยายามเจรจาพันธมิตรกับกลุ่มฮิตเลอร์ กลุ่มนายอินทร์จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่กำลังสืบสวนออกไปได้ เพราะถึงเล่าไปก็ไม่มีใครเชื่อ ก็ตอนนั้นต่อหน้ารัฐบาลกลุ่มฮิตเลอร์ก็พยายามจะประนีประนอมด้วยทั้งที่จริงแอบผลิตกำลังอาวุธสงครามมากมาย ทั้งหมดนี้จึงที่มาถึงสาเหตุที่นายอินทร์ยอมให้วิลเลียม สตีเฟนสัน(ผู้เขียน)นำเรื่องราวในจดหมายและการทำงานของกลุ่มราชการลับออกมาเปิดเผยให้ผู้คนได้รับรู้ เพื่อเป็นการสดุดีต่อผู้ร่วมกลุ่มราชการลับที่ได้ล่วงลับไปแล้วโดยที่ยังไม่มีใครได้รู้ถึงความดีงามทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำมา เหมือนอย่างคำว่า 'ปิดทองหลังพระ' ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เลือกใช้ในการตั้งชื่อเรื่องฉบับแปลไทยนั่นเอง

 
สารภาพว่าจริงๆ เเล้วพี่หวานเองก็ยังอ่านไม่จบค่ะ(แหะๆ T^T)  เเต่ตลอดเวลาที่เริ่มอ่าน สิ่งที่พี่หวานสัมผัสได้จากหนังสือนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระนี้ก็คือ ความรักชาติ ที่กลุ่มนายอินทร์มีต่อประเทศชาติเเละส่วนรวม ซึ่งพวกเขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องสละชีวิตไปโดยไม่มีใครทราบชื่อ หรือผู้ที่รอดชีวิตกลับมาจากสงครามได้ก็กลับไปใช้ชีวิตปกติโดยปราศจากการยกย่องหรือได้รับรางวัลใดๆ เเต่พวกเขาก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบเเทน หวังเพียงให้คนในชาติอยู่อย่างสงบสุข เเละไม่มีการสูญเสียเพราะสงครามอีกแล้ว การกระทำของตัวละครเหล่านั้น เมื่อถูกถ่ายทอดด้วยภาษาในการแปลของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้สะท้อนลักษณะของบุคคลที่ 'ปิดทองหลังพระ' ได้อย่างชัดเจนจริงๆ ค่ะ
 


 
สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือชื่อ ร้านนายอินทร์ ที่เป็นร้านหนังสือที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้ เป็นพระนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้เเรงบันดาลใจมาจากพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ด้วยทรงมุ่งหวังให้ร้านนายอินทร์เป็นศูนย์กลางกระจายความรู้เเละความคิด ตลอดจนช่วยส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้แก่คนไทย อันเป็นรากฐานอันสำคัญในการพัฒนาตนเอง สังคม เเละประเทศชาติสืบต่อไป 


เป็นยังไงกันบ้างคะ อ่านมาถึงตรงนี้เเล้วถ้าน้องๆ คนไหนมีเวลาว่างพี่หวานก็อยากจะเเนะนำหนังสือเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ให้ลองอ่านกันดูนะคะ นอกจากจะได้เห็นพระอัจฉริยภาพด้านการใช้ภาษาไทยเเละภาษาอังกฤษของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้ว พี่หวานว่าตัวเรื่องก็ให้ข้อคิดอะไรได้มากมายเลยล่ะค่ะ  เเล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ ^___^


พี่หวาน

ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ 
เอกสารงานวิจัย 'การอภิปรายความบทพระราชนิพนธ์ : นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ'
(สุรพงษ์ โสธนะเสถียร, 2554)

ข้อมูลร้านนายอินทร์ : https://www.naiin.com/about-us/read/1/
 


 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

Greatest moon Member 27 ต.ค. 59 18:18 น. 1

เพิ่งรู้เรื่องชื่อร้านนายอินทร์  พอพระองค์ท่านสวรรคต  หลายๆสิ่งหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน บางอย่างเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ บางอย่างเป็นเรื่องใหญ่โตจำเป็นต่อชีวิต  เกือบทุกอย่างที่พระองค์ท่านทำมักจะอยู่รอบกายเราไม่ว่าทางใดทางหนึ่งทั้งสิ้น  เพิ่งจะรู้ว่าพระองค์ท่านสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ขนาดนั้น  ทุกทีเรารู้แต่เรื่องเขื่อน เศรษฐกิจพอเพียง  ฝนหลวง  แถมรู้แบบงูๆปลาๆด้วย  ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกๆด้านจริงๆ

1
PASS21 Member 27 ต.ค. 59 21:32 น. 1-1
จริงด้วยค่ะ อันที่จริงเเล้วพี่หวานคิดว่าพระองค์ท่านนี่แหละ ที่เป็นตัวอย่างของผู้ปิดทองหลังพระได้อย่างชัดเจน เยี่ยม
0
กำลังโหลด
Moooo 29 ต.ค. 59 17:37 น. 2
ไม่รู้มาก่อนเลยยย ถึงว่า ในร้านนายอินทร์จะมีมุมที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงร.๙ แล้วก็หนังสือเกี่ยวกับท่านอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามีทุกสาขามั้ย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด