เคยได้ยินชื่อมั้ย 10 ฆาตกรชนชั้นสูงในประวัติศาสตร์
ที่ก่อคดีร้ายกาจจนถูกประหารชีวิต
สวัสดีชาวนักอ่านนักเขียนทุกคนค่ะ แอดมินยังคงเวียนวนอยู่กับเรื่องราวของฆาตกรและคดีความ (ชอบมากเป็นพิเศษ) สำหรับบทความนี้ เกิดจากการที่ตัวเองฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า... หลายครั้งหลายคดี ฆาตกรก็ไม่ได้มาจากสังคมระดับล่าง ตรงกันข้าม เป็นพวกชนชั้นสูงด้วยซ้ำไป (ขอไม่ออกชื่อ แต่คิดว่าหลายคนนึกออกว่าแอดมินพูดถึงใครบ้าง) แอดมินเกิดความสนใจ ก็เลยอยากทำบทความเกี่ยวกับฆาตกรพวกนี้ดูค่ะ อยากรู้ว่า พวกฆาตกรชนชั้นสูงระดับโลกนั้น ก่อคดีด้วยเหตุผลอะไรบ้าง ตั้งใจไว้ว่า ถ้าเจอพวกคดีเด็ดๆ น่าสนใจ อาจจะเอาไปเขียนนิยายสักเรื่อง เพราะจริงๆ ก็อยากเขียนนิยายแนวสืบสวนฆาตกรรมหนักๆ มานานแล้ว
ถ้าใครสนใจอยากเขียนเหมือนกันหรืออยากรู้ประวัติฆาตกร ก็ตามมาอ่านกันดูค่ะ
เอลิซาเบ็ธ บรานช์ (Elizabeth Branch)
แม่ม่ายผู้นี้เป็นชาวอังกฤษ ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง Bristol ในช่วงศตวรรษที่ 18 นางได้รับมรดกมหาศาลจากพ่อ ผู้เป็นผู้บังคับการเรือ และยังได้ทรัพย์สินจาก เบนจามิน บรานช์ สามี และดูเหมือนว่าเรื่องร้ายๆ จะเริ่มต้นขึ้นหลังจากสามีเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1730 พฤติกรรมของเอลิซาเบ็ธเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โหดร้าย ก้าวร้าว ที่น่ากลัวคือ เบ็ตตี้ ลูกสาว ก็ร่วมมือกับผู้เป็นแม่ด้วย พฤติกรรมคร่าวๆ ของทั้งคู่คือ ชอบทำร้ายคนใช้ แรกๆ ก็ด่าทอ ต่อมาก็รุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกาย จนกระทั่งวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1740 คู่แม่ลูกนี้ได้ทำร้าย เจน บัตเตอร์เวิร์ธ สาวใช้วัย 13 ปี สาเหตุเป็นเพราะเจนทำงานชักช้าไม่ได้ดังใจ ก็เลยทำให้คู่แม่ลูกใจโหดโกรธจัด และเมื่อผู้เป็นแม่เริ่มต้นตบตีเด็กสาว เบ็ตตี้ลูกสาวก็เข้าร่วมวงด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นต่อหน้าสาวใช้คนหนึ่ง ผู้ซึ่งต่อมา เป็นพยานให้การนำคู่แม่ลูกเข้าคุก
เหตุการณ์ทุบตีหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุด คู่แม่ลูกใจโหดก็ไล่สาวใช้คนดังกล่าวไปให้พ้นหูพ้นตา และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ร่างของเจนก็ถูกพบเป็นศพ เอลิซาเบ็ธอ้างว่า จู่ๆ เจนก็ตายเอง และรีบฝังศพอย่างรวดเร็ว แต่ตำรวจไม่เชื่อ และตัดสินใจชันสูตรศพ ซึ่งความจริงก็เปิดเผยว่า เด็กสาวถูกทำร้ายอย่างหนัก และตายด้วยบาดแผลร้ายแรง คู่แม่ลูกได้ขึ้นให้การต่อศาลและถูกตัดสินว่าผิดจริง ซึ่งในเวลาต่อมา ทั้งคู่ถูกแขวนคอในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1740
เม็ตต้า ฟ็อค (Metta Fock)
หญิงชั้นสูงชาวสวีเดนผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1810 ข้อหาฆาตกรรมสามี ลูกชายและลูกสาว ทั้งเม็ตต้าและสามี เซอร์เจนท์ เฮนริค โจฮัน ฟ็อค (Sergeant Henrik Johan Fock) ล้วนมาจากตระกูลชนชั้นสูง แต่ทั้งคู่กลับมีปัญหาทางการเงิน ผู้เป็นสามีมีปัญหาทางจิต ทำให้ต้องเสียค่ารักษาจำนวนมาก และอาการก็ไม่กระเตื้องขึ้น จนกระทั่งต่อมา มีข่าวลือว่าเม็ตต้าเป็นชู้กับคนดูแลสัตว์ป่า โจฮัน ฟาเกอร์ครานท์ซ (Johan Fagercrantz) จากนั้นในปี ค.ศ. 1802 เฮนริคผู้เป็นสามีและลูกๆ ก็ตายลงพร้อมๆ กัน เม็ตต้าใช้สารหนูวางยาพวกเขา สันนิษฐานว่าเธอคงได้มาจากชู้รักนั่นเอง
ฟาเกอร์ครานท์ซ รับสารภาพเรื่องเป็นชู้กับเม็ตต้า และถูกขังคุกเป็นเวลา 28 วัน ต้องยังชีพด้วยขนมปังและน้ำเปล่า เม็ตต้าถูกจับได้ในปี ค.ศ. 1805 แม้เธอจะไม่ยอมรับสารภาพ แต่ก็ถูกตัดสินว่าเป็นตัวอันตรายของสังคม จากนั้นก็ถูกนำตัวไปขังไว้ที่ Carlsten Fortress (เธอเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ถูกขังที่นี่) ท้ายที่สุด เม็ตต้ายอมรับสารภาพในปี ค.ศ. 1809 และถูกประหารด้วยการตัดหัวและเผาไฟ
ปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ได้พิจารณาคดีนี้ใหม่ และมองว่า เม็ตต้าอาจเป็นผู้บริสุทธิ์ และครอบครัวของเธออาจเสียชีวิตด้วยโรคหัด ซึ่งกำลังแพร่ระบาดในช่วงเวลานั้น แต่เหตุผลที่เธอถูกประหารและถูกใครต่อใครหมายหัวว่าเป็นฆาตกรอาจเป็นเพราะคำให้การของ บารอน อดัม ฟ็อค พระสังฆราช บุคคลสำคัญของครอบครัว ที่เชื่อมั่นว่าเธอคือฆาตกร
กรีต ไบเออร์ (Grete Beier)
มารี มาร์กาเร็ธ (กรีต) ไบเออร์ บุตรสาวของนายกเทศมนตรีแห่งแบรนด์ ที่ แซ็กโซนี่ เยอรมนี กรีตเกิดในปี ค.ศ. 1885 ชีวิตวัยเด็กได้รับการศึกษาอย่างดี ถูกเลี้ยงดูมาอย่างหรูหรา มีฐานะทางสังคมที่ดี และมีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ เมื่ออายุได้ 22 ปี พ่อแม่ก็จัดการให้แต่งงานกับวิศวกรผู้ประสบความสำเร็จ ไฮน์ริช เพรสเลอร์ (Heinrich Pressler) ทว่ากรีตมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว เขาคือ โจฮันเนส เมิร์กเกอร์ (Johannes Merker) กรีตไม่อยากเลิกรากับคนรัก แต่ก็ไม่อยากขัดใจพ่อแม่ ที่สำคัญคนรักของเธอมีฐานะทางสังคมสูงและร่ำรวย ท้ายที่สุด เธอก็เลยตัดสินใจว่าจะฆาตกรรมคู่หมั้น แล้วโกยเงินทองของเขามาเข้ากระเป๋าตัวเอง
วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1907 กรีตได้พบว่าที่สามี และใส่ไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มของเขา จากนั้นก็จ่อปืนเข้าปาก และระเบิดสมองของอีกฝ่าย เพื่อจัดฉากให้ดูเหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย กรีตยังได้เขียนจดหมายลาตาย แนบไว้กับจดหมายรักที่เธอแต่งขึ้น เป็นจดหมายจากนักเขียนนิยายรักชาวอิตาเลียนที่ต้องการเปิดเผยความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ และจงใจจะข่มขู่เพรสเลอร์ว่าจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด โดยกรีตหวังว่าสังคมจะเห็นใจว่า เพรสเลอร์ฆ่าตัวตาย และเธอผู้เป็นคู่หมั้นจะได้สมบัติทั้งหมดของเขา น่าเสียดายที่ตำรวจมองเห็นความผิดปกติ และตรวจพบความจริง ท้ายที่สุด กรีตก็ถูกเปิดโปง และถูกประหารด้วยกิโยติน ที่คุก Freiburg
ฟิลิป เฮนรี่ ครอสส์ (Philip Henry Cross)
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ดร. ฟิลิป เฮนรี่ ครอสส์ และครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเก่าแก่ที่ Shandy Hall ใกล้กับ Coachford ใน County Cork ประเทศไอร์แลนด์ ก่อนหน้านี้ ครอสส์ทำหน้าที่เป็นศัลยแพทย์ให้กับกองทัพของอังกฤษและเคยเข้าประจำการที่แคนาดา ที่นั่น เขาแต่งงานกับแมรี่ ลอร่า แมริออท (ปี ค.ศ. 1869) และเมื่อปลดประจำการ ทั้งครอบครัวก็ย้ายกลับไอร์แลนด์ บ้านเกิดของฝ่ายครอสส์
ฟิลิป ครอสส์มีสิทธิเต็มที่ในทรัพย์สมบัติของแมรี่ ผู้ภรรยา ทั้งคู่มีบุตรชายหญิงร่วมกับหกคน ซึ่งต่อมา ทั้งคู่ได้ว่าจ้างเอฟฟี่ สกินเนอร์ หญิงตระกูลดี มาดูแลบุตรสาวคนเล็ก สถานการณ์เหมือนจะดูดีในตอนแรก แต่แล้วแมรี่ก็เริ่มระแคะระคายว่าสามีกำลังนอกใจเธอไปหาพี่เลี้ยงสาวสวย เอฟฟี่ถูกไล่ออกในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 1887 แต่ 6 เดือนต่อมา เธอก็กลับมาที่บ้านในฐานะคุณนายครอสส์คนใหม่ แทนที่คนเก่าที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน
หลังจากเอฟฟี่ถูกไล่ออก ฟิลิปประกาศกับคนในครอบครัวว่าแมรี่เป็นไทฟอยด์ และเริ่มกระบวนการรักษาอย่างเคร่งครัด ดูเหมือนอาการจะหนักหนาเกินไป เพราะแมรี่เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่ 15 วันต่อมา เขาก็แต่งงานใหม่กับเอฟฟี่ แน่นนอนว่าพฤติกรรมการแต่งงานสายฟ้าแล่บแบบนี้ ผิดปกติอย่างหนัก ท้ายที่สุด ตำรวจก็ชันสูตรศพแมรี่เสียใหม่ และพบร่องรอยของสารหนู แต่ไม่พบอาการของไทฟอยด์แต่อย่างใด ฟิลิปถูกจับข้อหาฆาตกรรมและถูกลงโทษแขวนคอในปี ค.ศ. 1888
จีน คินเคด (Jean Kincaid)
จีน คินเคด เกิดที่สก็อตแลนด์ในปี ค.ศ. 1579 พ่อของเธอคือ จอห์น ลิฟวิงสตันแห่ง Dunipace ต่อมา จีนแต่งงานกับแคลน คินเคด แห่ง Stirlingshire และกลายเป็นเลดี้ แวริสตัน อย่างไรก็ตาม คงเพราะการเลี้ยงดูอย่างตามใจ รวมถึงความมั่งคั่งของตระกูล ทำให้ทั้งจีนและสามีเป็นคนเอาแต่ใจ ชีวิตสมรสจึงเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง
จากคำให้การของจีนและสาวใช้ จอห์นเป็นพวกอารมณ์ร้อนและชอบตบตีภรรยาเป็นประจำ ในไม่ช้า จีนก็เกลียดชังสามีขาดใจ และเริ่มวางแผนฆาตกรรมเขา เธอขอความช่วยเหลือจาก โรเบิร์ต เวียร์ (Robert Weir) หนึ่งในคนสนิทของผู้เป็นพ่อ (ข่าวลือบอกว่า เขาเคยเป็นคนรักของเธอด้วย)
เวียร์มาตามคำขอของอดีตคนรัก และแอบซ่อนตัวในบ้าน เมื่อจอห์นนอนหลับ จีนก็พาเขามายังห้องนอน เวียร์ทุบศีรษะของจอห์นและรัดคอเขาจนถึงแก่ความตาย เวียร์ยอมรับความผิดไว้คนเดียว เมื่อถูกจับได้ในอีก 4 ปีต่อมา เขาถูกตัดสินว่าผิดจริงและถูกประหารด้วยเครื่องมือสุดโหดเหี้ยมอย่างวงล้อหักกระดูก (breaking wheel) ซึ่งมีวิธีคือจับนักโทษมานอนบนวงล้อและจับมันแขนมัดขาในสภาพขึงพืด จากนั้นเพชฌฆาตจะนำค้อนขนาดใหญ่มากระหน่ำฟาดลงไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ตามแต่โทษที่ได้รับ โทษกำหนดให้ทุบตั้งแต่หัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ กระดูกเชิงกราน หัวเข่าและข้อเท้า หลังทุบครบแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะนำวงล้อพร้อมร่างของนักโทษไปเสียบไว้บนเสาไม้เพื่อเป็นการประจาน ทั้งที่นักโทษคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าโทษนี้โหดสุดๆ เพราะนักโทษไม่ได้ถึงแก่ความตายในทันที แต่จะเจ็บปวดจากอาการกระดูกหัก และตายจากการอดน้ำอดอาหาร ว่ากันว่านักโทษบางคนมีชีวิตอยู่ต่อมาถึงอีก 5 วันเลยทีเดียว
แต่แม้เวียร์จะยอมรับความผิดไปคนเดียว ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจีน คินเคดเป็นผู้บริสุทธิ์ เธอถูกจับในเวลาต่อมาพร้อมด้วยสาวรับใช้สองคน หลังจอห์นเสียชีวิตได้สองวัน จีนขึ้นศาลเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม ค.ศ. 1600 และถูกประหารด้วยวิธีฆ่าตัดคอ ส่วนสาวใช้ทั้งคู่ถูกเผา
เอลิซาเบ็ธ เจฟฟรีย์ส (Elizabeth Jeffries)
เอลิซาเบ็ธ เจฟฟรีย์สเกิดในปี ค.ศ. 1727 และต้องกลายเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ 5 ขวบ โจเซฟ ลุงผู้มั่งคั่งได้รับเธอไปเลี้ยงดูที่ Walthamstow, Essex โจเซฟไม่มีลูกของตัวเอง จึงตั้งใจว่า... จะมอบมรดกให้เอลิซาเบ็ธ ถ้าหากเธอประพฤติตัวเหมาะสมถูกตาถูกใจ และมีกิริยามารยาทที่งามพร้อม น่าเสียดาย เอลิซาเบ็ธเป็นผู้หญิงที่รักสนุกและกล้าหาญ จึงขัดคำสั่งผู้เป็นลุงบ่อยๆ และนั่นทำให้โจเซฟตัดสินใจขู่จะตัดชื่อเธอออกจากกองมรดก ด้วยความหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำจริงๆ เอลิซาเบ็ธก็เลยเริ่มคิดแผนฆ่าลุง เธอขอความช่วยเหลือจากจอห์น สวอน คนสวนผู้เป็นคนรักของเธอ ทั้งคู่ว่าจ้างคนใช้ชื่อ แมทธิวส์ และตั้งใจว่า... ถ้าหากถูกจับได้จะซัดทอดความผิดทั้งหมดให้เขาคนนี้นี่แหละ
คืนวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1751 แมทธิวส์ถูกว่าจ้างให้มายิงโจเซฟ เจ้านายของเขาเอง เขาแอบซ่อนอยู่ในครัวรอจนมืด แต่ว่าหนาวจนทนไม่ไหว เลยหนีออกไปเสียก่อน เอลิซาเบ็ธกับสวอนเห็นดังนั้นก็เลยเปลี่ยนแผนเป็นจัดการด้วยตัวเอง และจัดฉากให้ดูเหมือนเป็นการปล้น และป้ายความผิดให้แมทธิวส์ ทว่าเมื่อถูกจับ แมทธิวส์กลับสารภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เลยทำให้เจ้าหน้าที่หันมาสงสัยเอลิซาเบ็ธแทน และค้นหาหลักฐานจนพบว่าเธอต่างหากคือผู้วางแผนทั้งหมด และในที่สุด ผู้ร่วมมือใจโฉดทั้งคู่ก็ถูกตัดสินให้แขวนคอในปี ค.ศ. 1752
ฟรองซัวร์ เดอ โดรซ์ (Francoise De Dreux)
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ชาวฝรั่งเศสต่างต้องช็อกกับคดีใหญ่โตที่ถูกเรียกว่า Affair of the Poisons ซึ่งเป็นคดีที่ชนชั้นสูงมากมายมีส่วนร่วมในการใช้ยาพิษหรือแม้แต่มนต์ดำ เมื่อสิ้นสุดคดี มีผู้ถูกประหารชีวิตมากถึง 36 คน ฟรองซัวร์ เดอ โดรซ์ ก็เป็นหนึ่งในผู้กระทำความผิด เธอเป็นภรรยาของสมาชิกสภาแห่งปารีสผู้มีชื่อเสียง และต่อมาถูกตั้งข้อสงสัยว่าวางยาพิษทำร้ายเหยื่ออย่างน้อย 3 ราย เธอยังพยายามฆ่าสามีของตัวเอง รวมไปถึงภรรยาของชู้รักอย่าง ดยุคแห่ง Richelieu อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องขึ้นศาล ด้วยความที่อยู่ในตระกูลสูงและมีญาติพี่น้องนั่งในตำแหน่งศาลถึงสองคน ก็ทำให้เดอโดรซ์รอดจากความผิดมาได้
แต่ด้วยความเหิมเกริม เดอโดรซ์วางแผนจะก่อคดีฆาตกรรมอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเนื่องจาก มาร์เกอเร็ต โจลี่ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกจับได้และถูกตัดสินประหารชีวิต ฟรองซัวร์ถูกจับตัวอีกครั้งในปี ค.ศ. 1681 แต่อาศัยบารมีของสามีช่วยบรรเทาโทษ ให้หลงเหลือแค่ถูกขับออกจากเมือง ต้องกินเวลาหลายสิบปี เธอถึงได้กลับสู่บ้านเกิด แต่ก็ต้องอยู่ในสายตาของสามีตลอดเวลา
มารี ลาฟาจ (Marie Lafarge)
ในปี ค.ศ. 1840 มารี ลาฟาจ ถูกตัดสินข้อหาวางยาสามี และยาพิษที่ถูกนำมาใช้ก็คือสารหนู ข่าวของเธอถูกตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ดังๆ หลายต่อหลายฉบับ เหตุผลสำคัญก็เพราะลาฟาจเป็นคนสำคัญของสังคมและยังหลักฐานการวางยาที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อศาล
แรงจูงใจในการฆ่าหลักๆ ของมารีมาจากความโกรธแค้น มารีเป็นบุตรสาวของเจ้าหน้าที่ปืนใหญ่และยังสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 เธอแต่งงานกับชาร์ลส์ ลาฟาจในปี ค.ศ. 1839 ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ เขามีทรัพย์สมบัติมหาศาล และกำลังรุ่งเรืองจากธุรกิจเหล็ก ทว่าในความเป็นจริง ฐานะของลาฟาจง่อนแง่นอย่างหนัก เขากู้ยืมเงินจำนวนมาก และการแต่งงานก็เพื่อหวังจะกอบกู้สถานการณ์ทางการเงิน และยกระดับฐานะของตน
ระหว่างการสอบสวน ได้มีข้อโต้แย้งมากมายว่า... ตกลงแล้ว มียาพิษในศพของลาฟาจจริงหรือไม่ นักพยาธิวิทยาสองคนขัดแย้งกันเอง แมตติเออ ออร์ฟิล่า (Mathieu Orfila) ระบุว่าแมรีวางยาพิษสามีจริง และแสดงหลักฐานชัดเจน แต่ ฟรองซัวร์ ราสเพล (Francois Raspail) นักเคมีอีกคนคัดค้านไม่เห็นด้วย น่าเสียดายที่ราสเพลไม่สามารถพิสูจน์ได้ทันเวลา ทำให้มารี ลาฟาจถูกตัดสินว่าทำผิดจริง ด้วยตำแหน่งอันสูงส่งในสังคม ทำให้เธอได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตแทนการประหาร จนกระทั่งต่อมา ได้มีนักประวัติศาสตร์หลายคนคัดค้านและเชื่อว่า แมรีถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม
บีอาทริซ เซนซิ (Beatrice Cenci)
แม้จะเสียชีวิตไปมากกว่า 400 ปีแล้ว ตำนานของบีอาทริซก็ยังหลอกหลอนโรมจนวันนี้ เชื่อกันว่า วิญญาณของเธอจะกลับมาเยือนสถานที่ที่เสียชีวิตทุกๆ วันครบรอบการตาย สะพานที่เธอถูกประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ผู้พบเห็นบอกว่าเธอจะถือหัวไว้ในมือและเดินไปมา
เรื่องราวของบีอาทริซนั้นแสนเศร้า และกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอเล็กซานเดอร์ ดูมาส์ (Alexandre Dumas), เพอร์ซี่ บิช เชลลี่ (Percy Bysshe Shelley) และสเตนด์ฮาล (Stendhal) บีอาทริซเกิดในตระกูลผู้ดีของโรมเมื่อปี ค.ศ. 1577 เป็นบุตรสาวของฟรานเชสโก้ เซนซิ (Francesco Cenci) ชนชั้นสูงผู้ก้าวร้าว บูชาลัทธิซาดิสม์ และใช้อิทธิพลที่ตัวเองมีหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมมาตลอด
พี่ๆ ของบีอาทริซต่างก็หนีจากบ้านไปจนหมด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1599 ก็เหลือแค่บีอาทริซและลูครีเชีย ภรรยาคนที่สอง กับเบอร์นาร์โด บุตรชาย ที่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่นั่นไม่ใช่เพราะความสมัครใจ คนทั้งสามถูกฟรานเชสโก้กักขังไว้ในปราสาทและถูกทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ นานา จนกระทั่งในที่สุด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าทนไม่ไหวและตัดสินใจร่วมกันว่าจะต้องฆ่าฟรานเชสโก้ เพื่อจบความโหดร้ายนี้อย่างถาวร บีอาทริซขอความช่วยเหลือจาก จีอาโคโม่พี่ชาย พวกเขาเลือกวางยาพิษฟรานเชสโก้ และทุบตีเขาด้วยค้อน จากนั้นก็ทิ้งร่างลงจากบัลโคนี่ จัดฉากว่าเป็นอุบัติเหตุ
หลังชันสูตรศพ ความจริงปรากฏ และผู้ร่วมมือทั้งสี่คนถูกตัดสินว่าผิดจริง บีอาทริซและลูครีเชียถูกตัดคอที่สะพาน Sant’Angelo Bridge จีอาโคโม่ถูกถ่วงน้ำและหั่นร่างออกเป็นชิ้นๆ ส่วนเบอร์นาโดถูกขายเป็นทาส
ลูอิส ฮัทชินสัน (Lewis Hutchinson)
ในช่วงค.ศ. 1760 ลูอิส ฮัทชินสัน ได้อพยพจากสก็อตแลนด์ไปที่จาไมก้า และใช้ชีวิตอยู่อย่างหรูหราในปราสาทที่ถูกเรียกว่า Edinburgh Castle และไม่กี่ปีต่อมา ชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โหดร้ายที่สุดของจาไมก้า
ฮัทชินสัน หรือเจ้าของฉายา “หมอบ้า” หรือ “คนบ้าแห่งปราสาทเอเด็นเบิร์ก” คือผู้ต้องหาคนสำคัญที่ทำร้ายทาสและคนรับใช้จำนวนมาก บางคนก็ถูกเขาฆ่าเอาเสียด้วย แม้แต่นักเดินทางที่ผ่านมาและเข้าพักที่ปราสาทดังกล่าว ก็ยังถูกเขาจับตัวไปทรมานทรกรรม ถ้าโชคดี ก็จะถูกยิงตายโดยเร็ว แต่ถ้าโชคร้าย พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้าย บางครั้ง ก็ถูกแล่เนื้อทั้งเป็น ถูกถลกหนัง ถูกทุบตี กิจกรรมโปรดที่ฮัทชินสันชอบมากที่สุดคือ ปล่อยให้เหยื่อของเขาวิ่งหนี และเขาจะใช้ปืนไล่ยิงไปเรื่อยๆ จนกว่าเหยื่อจะถึงแก่ความตาย ส่วนศพจะถูกนำไปทิ้งให้สัตว์ป่าเก็บกวาดจัดการ
จุดจบของหมอบ้ามาถึงในที่สุด เมื่อเขาเคราะห์ร้ายเลือกเหยื่อผิดคน ไปเจอกับทหารชาวอังกฤษชื่อ จอห์น คาเลนเดอร์ เข้า หมอบ้าไล่ยิงคาเลนเดอร์เหมือนเหยื่อรายอื่นๆ แต่เหยื่อรายนี้หนีรอดไปได้ และตัดสินใจย้อนกลับมาจัดการฆาตกรใจโหด ฮัทชินสันถูกจับในที่สุดและบทลงโทษของเขาคือการแขวนคอ อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่า... หมอบ้าไม่ได้วางแผนทำแบบนี้คนเดียว แต่เขาร่วมมือกับชนชั้นสูงอีกหลายคน และคนเหล่านั้นก็ถูกจับและแขวนคอตายอยู่ข้างๆ เขานั่นเอง
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://listverse.com/2017/06/12/top-10-horrific-murders-from-high-society/
http://listverse.com/2011/02/14/top-10-celebrities-who-have-killed-someone/
http://listverse.com/2013/09/10/10-millionaires-who-committed-murder/
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)


0 ความคิดเห็น