/>

​คนไหนร้ายสุด! รวม 3 อันดับ แม่เลี้ยงใจร้ายจากเทพนิยายกริมม์! []

วิว

คนไหนร้ายสุด! รวม 3 อันดับ แม่เลี้ยงใจร้ายจากเทพนิยายกริมม์!
 
สวัสดีชาวนักอ่านนักเขียนทุกคนค่ะ ถ้าหากใครยังจำกันได้ ในวันแม่ปีที่แล้ว แอดมินได้ทำบทความชื่อ ดราม่าไปอีก!! เคยสังเกตไหม... นางเอกในเทพนิยาย ส่วนใหญ่ไม่มีแม่!  โดยเนื้อหาในบทความ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเทพนิยายกริมม์ (และเทพนิยายอื่นๆ) ว่า มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งคือ ตัวละครที่เป็นเด็กสาว (หรืออาจจะเด็กหนุ่ม) เหล่านั้น มักจะไม่มีแม่ หรือถ้ามี ก็มักจะเข้าข่าย “แม่เลี้ยงใจร้าย” ที่คอยทำเรื่องร้ายๆ จนท้ายที่สุด ตัวละครเอกของเราก็ทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นสู้ หรือไม่ก็ต้องออกไปเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตัวเอง บางทีก็ต้องเร่ร่อน ออกจากวัง ต้องเจออุปสรรคนานาประการ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยแบบฉบับของเทพนิยาย ก็ทำให้ตอนจบตัวละครเอกต้องเอาชนะทุกอย่างได้ และกลับคืนสู่พระราชวัง หรือไม่ก็เจอเรื่องที่สามารถทำให้มีชีวิตอยู่อย่างแฮปปี้เอนดิ้ง 
 
พูดเกริ่นมาอย่างยาว แอดมินขอวกกลับไปที่หัวข้อของเราค่ะ สำหรับปีนี้ หลังจากคิดอยู่นาน แอดมินก็ตัดสินใจว่า จะลองจัดอันดับแม่เลี้ยงใจร้ายจากเทพนิยายในดวงใจดู และหลังจากคิดถึง ฮันเซลเกรเทล ที่แม่เลี้ยงใจร้ายหลอกเอาลูกไปปล่อยในป่า ซินเดอเรลล่า ที่แม่เลี้ยงใจร้ายกดขี่ลูกเลี้ยงสารพัด สโนไวท์ ที่แม่เลี้ยงใจร้ายอิจฉาความงามของเธอ สุดท้าย แอดมินก็คิดถึงเทพนิยายอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าไหร่ เรื่องนั้นก็คือ จูนิเปอร์ทรี นั่นเองค่ะ ไปอ่านกันดีกว่าว่าโหดแค่ไหน และคู่ควรกับอันดับหนึ่งหรือไม่ อย่างไร  
 

อันดับที่ 1 แม่เลี้ยงใจร้ายจากเรื่อง จูนิเปอร์ทรี : ร้ายเพราะความโลภ  
จากบทความเรื่อง ดราม่าไปอีก!! เคยสังเกตไหม... นางเอกในเทพนิยาย ส่วนใหญ่ไม่มีแม่! แอดมินได้สรุปไว้ว่า... ในอดีต อำนาจของผู้หญิงอยู่ที่ลูก เมื่อแม่เลี้ยงเข้ามาดูแลลูกเลี้ยง นางย่อมเป็นห่วงและหวาดกลัวว่าจะถูกแย่งชิงอำนาจ จึงไม่แปลกอะไรที่ท้ายที่สุด จะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันขึ้น และเรื่องทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอดีต เทพนิยายจึงเหมือนการบันทึกประวัติศาสตร์ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้มาอ่านกัน โดยกริมม์นั้น ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่เขียนถึง “แม่เลี้ยงใจร้าย” ไว้มากที่สุด และเรื่องที่แอดมินคิดว่าโหดเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือ จูนิเปอร์ทรี!! 
 
เรื่องย่อของเทพนิยายเรื่องนี้มีอยู่ว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งรักกันมาก วันหนึ่งภรรยาตั้งครรภ์ แต่เสียชีวิตหลังคลอดบุตร ก่อนตาย นางขอร้องให้สามีฝังศพของนางไว้ที่ต้นจูนิเปอร์นั้น หลังจากนางตายไม่นาน สามีแต่งงานใหม่ กับภรรยาซึ่งมีลูกติดมาด้วยคนหนึ่ง แน่นอนว่าภรรยาใหม่ไม่ชอบลูกเลี้ยงของนาง และเฝ้าคิดหาทางที่จะกำจัดเขาไปให้พ้น เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างตกเป็นของลูกสาวของนาง  
 
ต่อมาวันหนึ่ง นางคิดแผนสุดโหดได้ เมื่อลูกสาวของนางร้องขอแอปเปิ้ลที่อยู่ในหีบ นางสัญญากับลูกสาวว่าจะยกแอปเปิ้ลให้ลูกเลี้ยงด้วย โดยให้เขายื่นหน้าเข้าไปในหีบ และเมื่อเขาทำเช่นนั้น นางก็กระแทกฝาหีบปิดใส่จนเด็กชายถึงแก่ความตาย ด้วยความกลัวว่าสามีจะไม่พอใจ นางนำผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาผูกรอบคอของเด็กชาย และจับร่างของเขาวางไว้บนเก้าอี้ พร้อมยัดแอปเปิ้ลไว้ในมือ เมื่อเด็กหญิงเห็นพี่ชาย ก็พยายามพูดคุยด้วย แต่แน่นอนว่าศพไม่อาจตอบคำถามได้ เด็กหญิงทนไม่ไหว ก็เผลอยกมือขึ้นตบหน้าพี่ชาย ทันทีที่เธอทำเช่นนั้น ศีรษะของเขาก็ร่วงหล่นลงมา เด็กหญิงวิ่งร้องไห้ไปหามารดา ผู้ซึ่งได้โอกาส รีบโยนความผิดให้ลูกน้อยว่าเป็นคนทำให้พี่ชายตาย แม่เลี้ยงใจร้าย อำพรางศพของเด็กชายด้วยการนำมาทำสตูว์ให้ผู้เป็นสามีกิน อันเป็นที่มาของบทกลอนแสนเศร้า
 
"My mother she killed me,
My father he ate me,
My sister, little Marlinchen,
Gathered together all my bones,
Tied them in a silken handkerchief,
Laid them beneath the juniper-tree,
Kywitt, kywitt, what a beautiful bird am I!"
 
ซึ่งหมายถึง แม่ (เลี้ยง) ฆ่าฉัน พ่อกินฉัน... และเนื้อหาต่อมา ก็เป็นไปตามบทกลอนที่เราเคยได้ยินกัน สาวน้อยได้นำกระดูกที่เหลือจากมื้ออาหารห่อผ้าเช็ดหน้า แล้วไปฝังไว้ใต้ต้นจูนิเปอร์ทรี ทันใดนั้นเอง นกตัวหนึ่งบินไปทั่ว และร้องเพลงตามบทกลอนดังกล่าวให้ได้ยินไปทั้งเมือง ช่างทอง ช่างทำรองเท้า และเจ้าของโรงโม่ได้ยินเสียงร้องของนกน้อย ก็ได้มอบสร้อยทอง, รองเท้าแดง และโม่หินให้เป็นการตอบแทน นกน้อยบินกลับบ้าน และมอบสร้อยทองกับรองเท้าแดงให้ผู้เป็นพ่อกับน้องสาว แต่เมื่อแม่เลี้ยงก้าวออกจากบ้าน มันก็ทิ้งโม่หินลงบนศีรษะของนาง จนถึงแก่ความตาย ทันใดนั้นเอง เปลวไฟก็ลุกขึ้น และควันไฟก็กระจายไปทั่ว เมื่อทุกอย่างสงบลง เด็กชายก็ยืนอยู่ตรงนั้น และพวกเขาก็กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 
 
แค่อ่านเรื่องย่อก็หวาดเสียวมากๆ แล้ว แม่เลี้ยงในเรื่องนี้ช่างโหดร้ายจริงๆ วิธีการฆ่าของนางเหนือชั้นยิ่งกว่าแม่เลี้ยงคนไหนๆ และมีอย่างหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเรื่องสโนไวท์ นั่นก็คือ แอปเปิ้ล ค่ะ ท่าทางพี่น้องกริมม์ จะต้องติดใจอะไรบางอย่างกับแอปเปิ้ลแน่ๆ 
 

อันดับ 2 แม่เลี้ยงใจร้ายจากเรื่อง ฮันเซล เกรเทล : ร้ายเพราะความอดอยาก
เมื่อเร็วๆ นี้ แอดมินได้ทำบทความเรื่อง ฮันเซลกับเกรเทล นิทานที่สอนให้เรารู้ว่า... อาหารสำคัญแค่ไหน! มานำเสนอไป ถ้าใครเคยอ่านบทความนั้นมาแล้ว ก็จะพอเข้าใจว่า คำที่แอดมินพูดว่า “ร้ายเพราะอดอยาก” หมายถึงอะไร 
 
เรื่องย่อของฮันเซลกับเกรเทล ที่เราน่าจะคุ้นเคยดี เมื่อแม่ของเด็กทั้งคู่ป่วยตาย ผู้เป็นพ่อก็แต่งงานใหม่ ภรรยาใหม่กังวลกับฐานะครอบครัว ซึ่งไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย อาหารก็ลดน้อยถอยลงไปทุกวัน ยิ่งสำหรับเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโต ยิ่งกินจุ นางเกิดความหวาดกลัวว่าจะต้องอดตาย เลยชักนำสามีให้นำลูกน้อยไปปล่อยในป่า และเรื่องก็เป็นไปตามที่เราเคยอ่านกันมา ในครั้งแรก ฮันเซลได้เก็บก้อนกรวดไว้ในกระเป๋า และได้หย่อนไว้ตามทาง ทำให้หาทางกลับบ้านได้สำเร็จ แต่ในครั้งที่สอง เขาไม่มีเวลาเก็บก้อนกรวด จึงเลือกโรยขนมปังไว้ตามทางแทน น่าเสียดายที่นกมาจิกกินจนหมด ทำให้เด็กทั้งคู่หาทางกลับบ้านไม่พบ 
 
ทั้งคู่รอนแรมมาจนกระทั่งพบกระท่อมในป่า บางตำราก็ว่าเป็นกระท่อมขนมปังขิง แต่บางตำราก็ว่าเป็นกระท่อมธรรมดาๆ หญิงชราหน้าตาน่าเกลียด ออกมาจากบ้าน และหลอกล่อว่าจะนำอาหารดีๆ มาให้เด็กทั้งคู่กิน ด้วยความหิวโหยและความเหนื่อยล้า เด็กทั้งคู่ถูกหลอกเข้าบ้านอย่างง่ายดาย ฮันเซลถูกจับขังไว้เพื่อขุนให้อ้วน ส่วนเกรเทลกลายเป็นทาสรับใช้ของนาง ทว่าด้วยความฉลาดและไหวพริบปัญญา ฮันเซลหยิบกระดูกให้นางแม่มดนัยน์ตาฟางจับทุกวันๆ นางแม่มดเชื่อว่าฮันเซลยังไม่อ้วน ก็เลยประวิงเวลามาเรื่อย จนกระทั่งวันหนึ่ง นางอดรนทนไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจว่าจะกินฮันเซลให้ได้ และสั่งให้เกรเทลจุดเตา ซึ่งเกรเทลก็ใช้ไหวพริบปัญญาที่มีมากไม่แพ้พี่ชาย หลอกนางให้จุดไฟให้ดู และผลักนางเข้าเตาเผาตายไป ตอนจบของเรื่อง แม่เลี้ยงใจร้ายเกิดตายลง (ไม่รู้เพราะอดอยากหรือเปล่า) ผู้เป็นพ่อสำนึกได้และออกตามหาลูกเพื่อกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก 
 
จริงๆ แล้ว สำหรับเรื่องนี้ แอดมินคิดว่า คงไม่ใช่แต่แม่เลี้ยงแล้วล่ะที่ใจร้าย เพราะพ่อแท้ๆ ดูจะใจดำมากกว่าเสียอีก นี่ถ้าเมียตัวเองไม่ตาย ก็คงไม่ออกตามมาหาลูกหรอก (มั้ง) แต่ด้วยความฉลาดของเด็กทั้งสอง แอดมินเชื่อว่าฮันเซลกับเกรเทลน่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ดีมากๆ นิทานเรื่องนี้ สอนให้เรารู้ว่า เกิดเป็นคนต้องพึ่งพาตัวเอง และต้องต่อสู้ในทุกสถานการณ์ แม้จะเจอเรื่องเลวร้าย หรือแม้แต่โดนพ่อแม่ตัวเองหักหลัง ก็ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด ไม่ว่ายังไงก็ต้องสู้!
 

อันดับ 3 แม่เลี้ยงใจร้าย จากเรื่องสโนไวท์ : ร้ายเพราะความอิจฉา 
กระจกวิเศษ จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี เป็นคำยอดฮิตที่เชื่อว่าได้ยินปุ๊บ ทุกคนก็นึกถึงเรื่องสโนไวท์ขึ้นมาเลยทันที สำหรับเรื่องนี้ แอดมินเคยทำบทความเรื่อง สโนไวท์ ตัวแทนของผู้หญิงที่สวยที่สุดในปฐพี : ต้องสวยถึงจะประสบความสำเร็จ...? มาก่อน ถ้าใครได้อ่านบทความนี้ จะรู้ว่าประเด็นหลักของมันต้องการจะสื่อว่า ผู้หญิงสวยมักจะได้ทุกๆ อย่าง แต่ขณะเดียวกัน ความสวยก็นำมาซึ่งอันตรายด้วยเช่นกัน ดังที่สโนไวท์ของเราต้องพบเจอนั่นเอง  
 
แม่เลี้ยงของสโนไวท์คือ องค์ราชินีผู้หลงใหลในความสวยความงามและกลัวความแก่เป็นที่สุด เมื่อรู้ว่าลูกเลี้ยงสาวน้อย กำลังจะเติบโตมาสวยทัดเทียมกับตัวเอง นางก็ตัดสินใจว่าจะตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการฆ่านางเสีย ความจริงแล้ว ต้นฉบับของเรื่องนี้ ไม่ใช่แม่เลี้ยง แต่เป็น “แม่จริงๆ” ของสโนไวท์ ที่อิจฉาลูกสาว กลัวว่าจะสวยกว่าตัวเอง แต่ท้ายที่สุด ในปี ค.ศ. 1819 พี่น้องกริมม์ ได้เปลี่ยนแปลงข้อมูลนี้ โดยแก้เป็น “แม่เลี้ยง” แทน เห็นได้ชัดว่าแม้แต่กริมม์เองก็ไม่สบายใจที่จะให้ “แม่แท้ๆ” ฆ่าลูกของตัวเอง  
 
ความโหดร้ายของราชินีคือ การขอให้พรานป่านำตัวบุตรเลี้ยงไปฆ่าในป่า และยังให้นำปอดกับหัวใจกลับมาให้กินอีก! แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าพรานป่าเกิดสงสาร ก็เลยนำปอดกับหัวใจหมู (บางตำนานว่าปอดกับหัวใจของกวาง) ไปให้องค์ราชินีแทน และปล่อยให้สโนไวท์หนีไปได้ จนไปอยู่กับคนแคระนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม กลอุบายนี้ใช้หลอกกระจกไม่ได้ ท้ายที่สุด องค์ราชินีก็รู้ความจริง และนางยังก็ยังแค้นไม่หยุด ความที่กลัวว่าจะมีคนสวยกว่าหรือสวยทัดเทียมกัน ทำให้นางตัดสินใจปลอมตัวไปไกลถึงกระท่อมของคนแคระ เพื่อฆ่าสโนไวท์ให้ตายกับมือ นางใช้วิธีถึงสามวิธี แต่สำเร็จในวิธีที่สาม คือใช้แอปเปิ้ลอาบยาพิษ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสโนไวท์ไม่ได้กลืนแอปเปิ้ลลงไป มันแค่อยู่บริเวณลำคอ เมื่อโลงแก้วกระแทกแรงๆ แอปเปิ้ลนั้นก็หลุดออกมาเอง และนางก็ฟื้นขึ้นต่อหน้าเจ้าชายรูปงาม และในงานแต่งงานของสโนไวท์ องค์ราชินีก็ต้องตาย พระนางถูกบังคับให้สวมรองเท้าเหล็กร้อนๆ และต้องเต้นรำไปจนตาย 
 
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเทพนิยายเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ความอิจฉาที่แม่เลี้ยงมีต่อลูกเลี้ยง จนถึงกับต้องฆ่าให้ตาย เพราะกลัวว่าจะมีคู่แข่งก้าวขึ้นมาทัดเทียมกัน แต่มันอยู่ที่ตอนจบของเรื่อง ที่แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว สโนไวท์เองก็ไม่แตกต่างจากแม่เลี้ยงของนางเอง เมื่อมีโอกาส นางก็พร้อมจะห้ำหั่นคู่แข่งได้อย่างเลือดเย็นเช่นกัน 
 
งานนี้ก็ไม่รู้สินะว่าใครร้ายกว่าใคร
แม่เลี้ยงว่าร้ายแล้ว ลูกเลี้ยงก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน คุณว่าจริงไหม...? 

 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
    
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #สโนไวท์ #จูนิเปอร์ทรี #ฮันเซลเกรเทล #เทพนิยายกริมม์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป