ชวนวิเคราะห์ 5 ลักษณะการเขียนเรื่องสั้นเกาหลี
เหมือนหรือต่างกับไทย?
สวัสดีค่ะน้องๆ นักอ่านนักเขียนทุกคน^^ พี่หวานกลับมารายงานตัวอีกครั้งด้วยบทความแนะนำกลเม็ดเคล็ดลับที่จะช่วยเพิ่มสีสันให้งานเขียนของน้องๆ น่าสนใจมากขึ้น หลายคนคงจะอ่านเทคนิคการเขียนในแบบของนักเขียนฝั่งตะวันตกและของไทยมามากแล้ว วันนี้พี่หวานขอแหวกแนว วิเคราะห์ลักษณะของเรื่องสั้นเกาหลีที่มักปรากฏว่าส่วนมากแล้วเรื่องสั้นของเกาหลีมีแนวโน้มเป็นไปอย่างไรมาฝากค่ะ เผื่อว่าน้องๆ คนไหนคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นเขียนเรื่องสั้นไปในทิศทางไหน อาจจะได้แนวคิดใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้ได้ค่ะ ซึ่งพี่หวานได้สรุปมาเเล้ว 5 ข้อหลักๆ ที่มักพบในงานเขียนประเภทเรื่องสั้นของเกาหลีค่ะ^^
1. ลักษณะสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ
ประเทศเกาหลีถือว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน กว่าที่จะมีการปกครองในระบอบประธานาธิบดีอย่างในปัจจุบันนี้ต้องผ่านแผ่นดินมาหลายอาณาจักรเลยล่ะค่ะ ซึ่งน้องๆ ก็ได้เห็นว่าเกาหลีมักมีซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์ออกมาอยู่เรื่อยๆ เป็นเพราะว่าความใกล้ชิดระหว่างผู้คนทั่วไปกับการรับรู้เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศมีอยู่เป็นปกติ(ใครที่ไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ หรือว่าตอบผิดไปนี่อาจจะโดนมองแรงเลยค่ะ) การถ่ายทอดผลงานโดยมีประวัติศาสตร์เป็นพื้นเรื่องจึงปรากฏให้พบเห็นอยู่เสมอ
งานเขียนประเภทเรื่องสั้นส่วนมากที่ปรากฏจึงเป็นงานเขียนที่ถ่ายทอดเชิงอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ช่วงเวลา บรรยากาศ หรือสภาพบ้านเมืองมาเขียนก็ตาม เพื่อบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น ว่ามีความเชื่อ ความคิด และการปฏิบัติตนตามข้อจำกัดของสังคมอย่างไรบ้าง ข้อดีของการเขียนงานเขียนลักษณะนี้ จะช่วยให้เราได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมก่อนจะพัฒนามาเป็นสังคมเกาหลีอย่างที่คุ้นเคยในทุกวันนี้เพราะการจะเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลักอย่างในปัจจุบันไม่ง่ายเลย และที่สำคัญเราจะยังได้เห็นพัฒนาการด้านความเชื่อที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุคด้วยค่ะ
2. อิทธิพลจากศาสนา
เพราะผลจากการผ่านแผ่นดินมาหลายอาณาจักรทำให้ประเทศเกาหลีได้รับศาสนามาจากหลายที่ที่เข้ามามีบทบาทต่อบ้านเมือง และส่งผลต่อสภาพชีวิตของคน จนในบางครั้งการที่เกาหลีรับศาสนามามากมาย ทำให้เกิดข้อสงสัยเหมือนกันนะคะว่าแท้จริงแล้วศาสนาของเกาหลีคือศาสนาอะไรกันแน่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละศาสนาก็ผสมผสานกลมกลืนจนยากที่จะแยกออกจากกันได้แล้วค่ะ ถ้าใครเคยอ่านบทความเรื่อง สุวรรณสาม Vs ชิมช็อง ต้นแบบความกตัญญูที่เหมือนกันในวรรณกรรมไทยและเกาหลี จะเห็นชัดเจนเลยว่าในเรื่องสั้นเรื่องชิมช็องแค่เรื่องเดียวแต่กลับปรากฏแนวคิดอิทธิพลจากศาสนาต่างๆ มากมาย แสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนของศาสนาที่อยู่ในสังคมเกาหลี และหลายๆ อย่างก็ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน
นอกจากจะมีการนับถือศาสนาที่หลากหลายเเล้ว คนเกาหลีหลายคนยังจัดอยู่ในประเภท 무교 (ไม่นับถือศาสนา) ก็จะมีเรื่องสั้นมากมายที่สะท้อนความเเตกต่างทางความคิดของคนที่นับถือศาสนาเเละคนที่ไม่นับถือศานาให้เห็นบ้างเเต่ไม่มากค่ะ เพราะท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาจะไม่เอ่ยถามกันทั่วไป
3. การเมือง
ในบรรดาเรื่องสั้นของเกาหลีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นที่เล่าเกี่ยวกับสังคมในสมัยโบราณหรือสังคมปัจจุบัน มักจะมีการเล่าถึงเรื่องการเมืองอยู่ด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อาจเพราะนักเขียนเล็งเห็นว่าสภาพการเมืองก็สามารถอธิบายสภาพบ้านเมืองได้เช่นกัน ทำให้ผลงานเรื่องสั้นเกี่ยวกับเรื่องการเมืองมักจะแฝงมาในแนวที่ชวนให้ขบคิดต่อ คล้ายๆ จะเป็นลักษณะจบแบบปลายเปิด เพราะในประเทศเกาหลีการพูดถึงเรื่องการเมืองก็ยังถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนโดยเฉพาะการเขียนเพื่อตีแผ่หรือจุดประกายความคิด เช่น เรื่อง 오늘의 거짓말(แปลว่า การโกหกของวันนี้) ที่หักมุมน่าสงสัยมาจนถึงตอนสุดท้ายว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้จะจบลงแบบใดกันแน่
เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่พี่หวานใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุดในบรรดาเรื่องที่เรียนมาทั้งหมด เรื่องย่อคร่าวๆ เป็นการทิ้งปมเรื่อง พัคจองฮี อดีตประธานาธิบดีในสมัยยุคพัฒนาเกาหลีใต้ ซึ่งคนๆ นี้เองเป็นพ่อของอดีตประธานาธิบดีหญิง พัคกึนเฮ ที่ถูกจับตัวไป เรื่อง 오늘의 거짓말 จึงเป็นการเขียนเรื่องสั้นเพื่อตั้งคำถามว่า หรือการตายของพัคจองฮีก็จะเป็นอีกเรื่องโกหกของวันนี้เหมือนกัน? เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าบุคคลนี้ตายไปแล้วจริงหรือไม่ หรือเขาอาจจะยังซ่อนตัวอยู่ในอพาร์ทเมนต์ที่ไหนสักแห่งอย่างที่เรื่องสั้นบอกรึเปล่า พี่หวานคิดว่านี่เป็นเรื่องสั้นที่ทำให้คนอ่านต้องคิดตามจนปวดหัวก่อนจะมาขมวดปมสุดท้ายทิ้งให้คิดเเบบปลายเปิดว่าสุดท้ายคุณคิดว่าพัคจองฮีตายไปจริงหรือ?
4. สะท้อนสังคมปัจจุบัน
พี่หวานคิดว่าการเขียนสะท้อนสังคมเป็นอีกลักษณะที่ถูกใช้มากที่สุดในการเขียนงานรรณกรรมของทุกประเทศ เพราะเรื่องสะท้อนสังคมเราสามารถหยิบประเด็นทุกอย่างมาใส่ได้หมดเลย ข้อดีของงานเเบบนี้นอกจากจะทำให้เห็นความเป็นจริงในสังคมที่หลายคนมองข้ามไปยังทำให้เห็นตัตนของนักเขียนที่มีมุมมองต่อสังคนในขณะนั้นด้วยค่ะ เเต่งานเรื่องสั้นของเกาหลีจะไม่สะท้อนอย่างเดียวค่ะ เหล่านักเขียนจะมีการชี้นำและใส่ภาพอนาคตที่คาดหวังในงานเขียนด้วย จะเป็นในเชิงสะท้อนเพื่อหวังจะเห็นสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต ถ้าผลงานลักษณะนี้ในไทยเปิดกว้างเหมือนที่เกาหลีเราคงได้เห็น โลกใหม่ ในสายตานักเขียนหลายคนเลยล่ะค่ะ
5. ใช้สัญลักษณ์
การใช้สัญลักษณ์แฝงอาจจะเป็นเทคนิคที่หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้ว พี่หวานพบเทคนิคนี้จากเรื่องสั้นเรื่อง사랑 손님과 어머니.( แปลว่า แม่กับแขกห้องซารัง ) เป็นเรื่องที่เล่าการมองสัญลักษณ์ผ่านสายตาเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งมันทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจและน่าคิดตาม โดยเรื่องนี้มีตัวละครสำคัญอยู่ 3 คน คือเด็กหญิงอ๊กฮีอายุ 6 ขวบ คุณแม่ และคุณลุงที่เป็นแขกมาพักที่ห้องซารัง ลักษณะที่โดดเด่นคือผู้เขียนจะเน้นการบรรยายสีหน้าที่แตกต่างกันตามแต่สถานการณ์ และเล่าผ่านสายตาของเด็กคืออ๊กฮี และคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ในเรื่อง เช่น เมื่ออ๊กฮีเห็นแม่หน้าแดงเวลาเจอคุณลุงคนนั้น เด็กน้อยมักจะคิดว่าแม่โกรธหรือโมโห ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วหน้าสีแดงคือความเขินอายที่อ๊กฮีไม่สามารถมองทะลุไปได้ แต่ผู้ใหญ่อย่างแม่กับลุงรวมไปถึงคนนอกคนอื่นก็จะเข้าใจตรงกันอยู่เสมอ รวมทั้งสายตาผู้อ่านเองด้วยก็สามารถคาดเดาได้ว่าที่แม่กับลุงหน้าแดงเพราะอาการเขินอาย ไม่ใช่ความโกรธอย่างที่อ๊กฮีคิด
นอกจากสีหน้าที่แตกต่างกันยังมีสัญลักษณ์อื่นๆ ที่เมื่อผ่านมุมมองของผู้ใหญ่จะมีความแตกต่างจากสายตาที่อ๊กฮีมอง เช่น เหตุการณ์ตอนที่แม่พาอ๊กฮีไปที่สถานีรถไฟโดยอ้างว่าอยากพาอ๊กฮีไปดูรถไฟ แต่คนที่ตื่นเต้นกับการดูรถไฟคืออ๊กฮีแค่คนเดียว เพราะสำหรับแม่การมาดูรถไฟ คือการมามองดูคุณลุงจากไปพร้อมรถไฟนั่นเอง ซึ่งสำหรับแม่รถไฟขบวนนี้อาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว
จากเหตุการณ์ตอนท้ายเรื่องที่มีคนมาขายไข่ไก่และแม่ปฏิเสธไปว่าไม่มีใครกินไข่อีกแล้ว ก็เพราะว่าคุณลุงที่มาพักนั้นชอบกินไข่ต้มมากและตอนนี้ลุงไม่อยู่แล้วแม่จึงรู้สึกว่าเมื่อลุงไม่อยู่ไม่มีคนกินไข่ต้มแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อไข่มาเพิ่ม เป็นการใช้ไข่ต้มแทนความรู้สึกคิดถึงที่แม่มีต่อลุง
นอกจากสีหน้าที่แตกต่างกันยังมีสัญลักษณ์อื่นๆ ที่เมื่อผ่านมุมมองของผู้ใหญ่จะมีความแตกต่างจากสายตาที่อ๊กฮีมอง เช่น เหตุการณ์ตอนที่แม่พาอ๊กฮีไปที่สถานีรถไฟโดยอ้างว่าอยากพาอ๊กฮีไปดูรถไฟ แต่คนที่ตื่นเต้นกับการดูรถไฟคืออ๊กฮีแค่คนเดียว เพราะสำหรับแม่การมาดูรถไฟ คือการมามองดูคุณลุงจากไปพร้อมรถไฟนั่นเอง ซึ่งสำหรับแม่รถไฟขบวนนี้อาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว
จากเหตุการณ์ตอนท้ายเรื่องที่มีคนมาขายไข่ไก่และแม่ปฏิเสธไปว่าไม่มีใครกินไข่อีกแล้ว ก็เพราะว่าคุณลุงที่มาพักนั้นชอบกินไข่ต้มมากและตอนนี้ลุงไม่อยู่แล้วแม่จึงรู้สึกว่าเมื่อลุงไม่อยู่ไม่มีคนกินไข่ต้มแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อไข่มาเพิ่ม เป็นการใช้ไข่ต้มแทนความรู้สึกคิดถึงที่แม่มีต่อลุง
พี่หวานคิดว่าลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงลักษณะส่วนมากของเรื่องสั้นที่มักจะพบได้ในวงการวรรณกรรมเกาหลี ซึ่งความน่าสนใจของเรื่องสั้นเกาหลีสำหรับพี่หวานคือการมองเห็นความพัฒนากว่าจะมาเป็นประเทศเกาหลีในปัจจุบันค่ะ ระยะเวลาจากประเทศเกษตรกรรมที่เปลี่ยนมาสู่ประเทศอุตสาหกรรมทำให้ประวัติศาสตร์ของเกาหลีมีจุดที่น่าสนใจหลายจุด จึงส่งผลให้ผลงานส่วนมากเป็นการเขียนโดย บอกเล่าสะท้อนภาพสังคมในแต่ละยุคนั่นเองค่ะ
สำหรับวันนี้น้องๆ ก็น่าจะได้เห็นลักษณะที่นิยมเขียนในเรื่องสั้นเกาหลีกันแล้ว อันที่จริงหลายอย่างก็พบมากในเรื่องสั้นของไทยเหมือนกันนะคะ ดูไม่ค่อยเเตกต่างกันสักเท่าไหร่ จุดที่ต่างคงเป็นเเนวทางการนำเสนอข้อมูลมากกว่าว่านักเขียนจะหยิบอะไรมาเล่า พี่หวานก็หวังว่านี่อาจจะเป็นอีกเคล็ดลับน่าสนใจที่อาจจะนำมาต่อยอดในงานเขียนได้ค่ะ สำหรับบทความหน้าจะมีเคล็ดลับอะไรมาฝากอีกต้องรอติดตามกันด้วยนะคะ ^___^
สำหรับวันนี้น้องๆ ก็น่าจะได้เห็นลักษณะที่นิยมเขียนในเรื่องสั้นเกาหลีกันแล้ว อันที่จริงหลายอย่างก็พบมากในเรื่องสั้นของไทยเหมือนกันนะคะ ดูไม่ค่อยเเตกต่างกันสักเท่าไหร่ จุดที่ต่างคงเป็นเเนวทางการนำเสนอข้อมูลมากกว่าว่านักเขียนจะหยิบอะไรมาเล่า พี่หวานก็หวังว่านี่อาจจะเป็นอีกเคล็ดลับน่าสนใจที่อาจจะนำมาต่อยอดในงานเขียนได้ค่ะ สำหรับบทความหน้าจะมีเคล็ดลับอะไรมาฝากอีกต้องรอติดตามกันด้วยนะคะ ^___^
พี่หวาน





1 ความคิดเห็น
เมื่อลองใช้ข้อ5มาแต่ง
นักเลงตีกัน... ใบหน้าของเขาแดงก่ำ=เขินอาย
จ้องดูเชิง=ทำอะไรไม่ถูก
มองใบหน้ากัน=สนใจในอีกฝ่าย
ดูร้อน=...
โอเคนิยายเปลี่ยนแนวแล้ว...