เปิดประวัติเจ้าเเม่กาลี ทำไมชื่อนี้มีเเต่คนกลัว



เปิดประวัติเจ้าเเม่กาลี ทำไมชื่อนี้มีเเต่คนกลัว
 


สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กดีทุกคน^^ สำหรับวันนี้พี่หวานมีบทความเกี่ยวกับเทพองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทพที่หลายคนคงคุ้นชื่อเเต่อาจจะไม่รู้จักที่มาโดยละเอียด นั่นก็คือ เจ้าเเม่กาลี เทพที่เป็นภาคอวตารหนึ่งของพระเเม่อุมานั่นเองค่ะ พี่หวานเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าเเม่กาลีเพราะเห็นว่า เทพองค์นี้เวลาที่นึกชื่อขึ้นมาได้ทีไรก็จะต้องมีคนกล่าวถึงความโหดร้าย เเต่เเท้จริงแล้วจะโหดร้ายยังไงไม่มีใครบอกได้เเน่ชัด วันนี้พี่หวานก็เลยไปหาคำตอบให้ตัวเอง เเละนำมาเล่าสู่น้องๆ ด้วยค่ะ

 

กำเนิดของเจ้าเเม่กาลี



(ภาพเจ้าแม่กาลีจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/กาลี)


ก่อนที่จะไปรู้จักในด้านอื่นๆ อย่างเเรกที่ต้องรู้ก็คือที่มาหรือกำเนิดของเจ้าเเม่กาลี หลายคนน่าจะเห็นเเล้วว่าเจ้าเเม่กาลีปรากฏตัวอยู่ในวรรณคดีหลายเรื่องจนบอกอย่างชัดเจนไม่ได้ว่ามาจากเรื่องไหนเป็นเรื่องแรก เเต่ตามตำนานปุราณะของอินเดียที่ให้ข้อมูลไว้กล่าวว่า เจ้าแม่กาลีเป็นภาคหนึ่งของพระอุมาเทวีเป็นชายาของพระศิวะมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ โดยมีคำบรรยายเอาไว้ว่า ภาคเจ้าเเม่กาลีนี้เป็นภาคที่ดุร้ายมากที่สุดของพระเเม่อุมา มีกายสีดำสนิท หน้าตาน่าเกลียด ตาแดงก่ำ ผมสยายยุ่งเหยิง ขนาดของร่างกายใหญ่โต มี 10 มือ และแต่ละมือก็ถืออาวุธครบครัน ส่วนอาวุธประจำกายคือดาบ มีงูใหญ่เป็นสังวาล(สายคล้องประดับชนิดหนึ่ง)พันรอบตัว เเค่เท่าที่บรรยายมาข้างต้นพี่หวานคิดภาพตามเเล้วก็รู้สึกว่าเจ้าเเม่กาลีนี้น่ากลัวเเล้วค่ะ

 

สาเหตุที่ต้องแบ่งภาคเป็นเจ้าแม่กาลี


โดยจุดประสงค์ที่พระเเม่อุมาแบ่งภาคมาเป็นเจ้าเเม่กาลีก็เพื่อปราบมาธุอสูร  ซึ่งอสูรตนนี้ก็ไม่ธรรมดาค่ะ เพราะเฝ้าบำเพ็ญตบะเป็นเวลานานจนได้รับพรจากพระพรหมให้มีชีวิตที่ยืนยาว ถ้าหากถูกทำร้ายจนต้องหลั่งเลือดลงผืนดิน เลือดเหล่านั้นก็จะเกิดมาเป็นอสูรตนใหม่ได้เสมอโดยทวีคูณปริมาณเท่าจำนวนหยดเลือดนั้น ซึ่งหลังจากที่ได้รับพรดังกล่าวมาธุอสูรก็ไม่เคยกลัวผู้ใดเพราะถือว่าตนเป็นอมตะได้รับพรที่ฆ่าไม่ตาย เเละเริ่มป่วนไปทั่วจนมีคนมาขอร้องให้พระศิวะช่วยกำจัด ด้วยเหตุนั้นเองพระศิวะจึงให้พระเเม่อุมาเเบ่งภาคเป็นเจ้าเเม่กาลีผู้ดุร้ายเพื่อมาจัดการกับมาธุอสูร การต่อสู้กันของทั้งสองฝ่ายเป็นที่กระทบไปทุกส่วนเพราะเกิดความวุ่นวายอย่างมากค่ะ เนื่องจากที่กล่าวไปตอนต้นเเล้วว่ายามใดที่เลือดของมาธุอสูรหยดลงพื้นจะก่อให้เกิดเป็นอสูรตนใหม่ขึ้นมา เจ้าเเม่กาลีจึงทรงไล่ฆ่าฟันทีละตัวไม่จบสิ้นสักที กระทั่งนึกขึ้นได้เเละได้ใช้วิธีสูบเลือดทุกหยดกินเสียก่อนที่เลือดจะหยดลงพื้น นี่อาจจะเป็นที่มาของคำบรรยายที่บอกว่าเจ้าเเม่กาลีนั้นมีหยดเลือดไหลเป็นสายออกมาจากพระโอษฐ์ เเละเปรอะทั้งร่างกายเเละมือทั้งสิบ 

ภายหลังจากต่อสู้จนชนะเเละจัดการอสูรร่างอวตารทั้งหมดได้ เจ้าเเม่กาลีก็ดีใจออกอาการร่ายระบำไปทั่ว เเต่ด้วยขนาดตัวที่ขยายใหญ่โตมหึมา เมื่อใดที่ย่ำเท้าลงบนพื้นก็จะสะเทือนไปทั้งสามโลก ร้อนถึงพระศิวะที่ต้องเข้ามาหาวิธีเพื่อหยุดพระนาง เเต่อย่างว่านะคะ ขนาดระดับพระศิวะก็ยังมีความเกรงใจให้แก่พระเเม่อุมาในภาคเจ้าแม่กาลี จึงขยายตัวให้ใหญ่โตเช่นกันเเละล้มลงนอนราบไปกับพื้น เมื่อเจ้าเเม่กาลีเห็นว่าพระสวามีนอนอยู่บนพื้นก็เลยไม่กล้าเต้นรำสนุกสนาน จึงหยุดไปในที่สุด

 

ความเชื่อที่มีต่อเจ้าเเม่กาลี


ชาวฮินดูไม่ได้เคารพเเต่เจ้าเเม่กาลีเท่านั้น เเต่ชาวฮินดูเคารพทั้งร่างจริงคือพระเเม่อุมาที่ถือเป็นภาคดี  เเละภาคดุร้ายซึ่งก็คือพระทุรคาเเละเจ้าแม่กาลีด้วย ตามความเชื่อคนฮินดูว่ากันว่าพระเเม่อุมานั้นเป็นเทพที่มีความดุดันเเละเกรี้ยวกราด เเต่ก็มีอำนาจมากพอๆ กับพระศิวะผู้สวามี นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ชาวฮินดูนับถือเจ้าเเม่กาลีเเละบูชาเพื่อหวังให้พลังของเจ้าเเม่กาลีคุ้มครองตน รูปปั้นพระเเม่กาลีที่ชาวฮินดูทำขึ้นบูชาจึงมีลักษณะเป็นสตรีอ้วนล่ำ หน้าตาดุร้าย ผิวกายดำ มีอาวุธครบมือเเละกำลังร่ายรำอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เจ้าเเม่กาลีปราบอสูรได้

มีความเชื่อกันว่าผู้ที่บูชาเจ้าแม่กาลีอย่างซื่อตรงเเละตั้งใจ เจ้าแม่ก็จะมอบพลังเเละความกล้าหาญให้ จึงทำให้บรรดาผู้เคารพส่วนมากจะเป็นกลุ่มโจร หรือผู้ร้ายที่หวังพึ่งอำนาจด้านมืดของเจ้าแม่กาลีในการทำสิ่งต่างๆ เเต่กระนั้นก็ยังถือว่าเจ้าเเม่กาลีเป็นเทพที่มีความซับซ้อนยากจะเข้าใจ พระนางเป็นภาคดุร้ายที่อวตารมาเพื่อปราบอสูร เเม้จะเป็นพลังด้านมืดเเต่กระนั้นก็มอบความผาสุกให้แก่เหล่าผู้บูชาได้ เพราะอย่างนั้นเเล้วต่อให้ผู้บูชาเจ้าเเม่กาลีบำเพ็ญตนอย่างเคร่งครัดเเล้วก็ตาม หากเป็นผู้มีความคิดที่จะทำสิ่งไม่ดี เจ้าแม่ก็แสดงอิทธิฤทธิ์จัดการโดยเรียบเช่นกัน
 

การบูชาเจ้าแม่กาลีที่ปรากฏในเรื่อง 'กามนิต'


ถ้าใครเคยอ่านเรื่องกามนิตมาบ้างเเล้วน่าจะพอจำเนื้อเรื่องได้ว่ากามนิตนั้นเป็นคนที่เกิดในฤกษ์ดาวโจร ในเรื่องเองก็มีจุดที่พลิกผันชีวิตกามนิตถูกกลุ่มโจรองคุลิมาลจับตัวไป ในตอนนั้นกามนิตถูกจับเป็นตัวประกันเเละผู้ติดตามถูกปล่อยตัวเพื่อกลับไปส่งข่าวเเละนำเงินมาไถ่ กว่าที่ผู้ติดตามจะกลับมากามนิตก็ต้องรอนเเรมไปกับกลุ่มโจร ได้เห็นการปล้นฆ่ามากมายตามวิถี เเละก็รวมถึงการบูชาเจ้าเเม่กาลีในคืนหนึ่งด้วย 

จากเหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าเเม่กาลีมักจะเป็นเทพที่เหล่าโจรเลือกบูชา เพื่อขอให้ทำกิจสะดวกเรียบร้อย ในการบูชาเเต่ละครั้งมีการตระเตรียมของมากมายทั้งการเชือดโคดำ แพะดำ ฆ่าคนบูชายัญ แหวกอกกรีดเส้นเลือดใหญ่ให้เลือดพุ่งไปยังหน้าเทวรูปเจ้าเเม่กาลี ส่วนพวกโจรก็มีการร้องรำเเละเต้นรำกันอย่างลามกบัดสี อีกทั้งยังมีการนำหญิงที่ถูกฉุดคร่ามาจากากรปล้นให้มาบำเรอพวกตนอีกด้วย พี่หวานเคยอ่านทั้งที่เป็นเวอร์ชันร้อยแก้วเเละเวอร์ชันการ์ตูน ก็เลยจำได้ขึ้นใจมาถึงเดี๋ยวนี้ว่าพิธีบูชาต่อเจ้าเเม่กาลีในสมัยก่อนมีความโหดร้ายมากจริงๆ 


 

เทียบความโหดร้ายของเจ้าเเม่กาลีกับเจ้าเเม่ทุรคา



(รูปภาพเจ้าแม่ทุรคาตอนกำลังจัดการกับมหิษาสูร)

อย่างที่พี่หวานกล่าวไปข้างต้นเเล้วว่าภาคดุร้ายของพระเเม่อุมานั้นมีสองภาค คือเจ้าเเม่กาลีที่มาปราบมาธุอสูร กับอีกภาคคือเจ้าเเม่ทุรคา โดยที่มาของชื่อทุรคามาจากการที่พระศิวะมอบหมายให้พระเเม่อุมาไปจัดการอสูรตนหนึ่งชื่อทุรคะ ซึ่งเป็นอสูรที่มาก่อกวนชั้นสวรรค์ ภาคนี้ก็ไม่ได้ลดความดุร้ายไปจากภาคเจ้าเเม่กาลีเท่าไหร่เลยค่ะ หลังจากได้รับคำสั่งจากพระศิวะก็จัดการอวตารร่างใหม่มี 18 มือ อาวุธครบครันเช่นเดิม เข้าต่อสู้โดยการจับอสูรทุรคะฟาดพื้นจนตาย เเละได้รับสมญานามว่า ทุรคา หมายถึงผู้ปราบอสูรทุรคะ เเต่ถึงจะได้ชื่อนี้มาเจ้าเเม่ทุรคาก็ไม่ได้ปราบอสูรเพียงเเค่ตนเดียวเท่านั้น หลังจากที่ได้แสดงอำนาจปราบทุรคะสำเร็จ นางก็ได้ไปปราบมหิษาสูร อสูรที่มีรูปร่างเหมือนควาย ผู้สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลกจนสุดท้ายก็ปราบสำเร็จ


ชาวฮินดูทั้งหลายก็มีการเคารพในเจ้าแม่ทุรคากันอย่างมากไม่แพ้เจ้าเเม่กาลี โดยรูปปั้นของเจ้าเเม่ทุรคาจะมีลักษณะเป็นผู้หญิงผิวสีดำทำหน้าตาถมึง แต่ต่างไปตรงที่เจ้าเเม่ทุรคาจะเเลบลิ้นยาว เเละมีเล็บมือเหมือนเล็บสิงห์ ในหนังสือบอกอีกว่าบางที่มีการปั้นพระถันห้อยยาวถึงเอวก็มี ซึ่งอย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นรูปปั้นเจ้าเเม่ทุรคาปางมหิษมรรทินี คือปางปราบมหิษาสูรได้ ถ้าจะให้พี่หวานสรุปว่าภาคไหนของพระเเม่อุมาที่มีความโหดร้ายกว่ากันก็คงจะตอบไม่ได้ เพราะทั้งสองปางล้วนเเต่มีภาพของการแสดงอำนาจอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นภาคอวตารของพระเเม่อุมาชายาของพระศิวะ 

 
ไม่รู้ว่าหลังจากอ่านบทความนี้ น้องๆ จะได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเจ้าเเม่กาลีมากขึ้นรึเปล่า เเต่พี่หวานก็หวังว่าอย่างน้อยก็จะได้มองเห็นว่าความโหดร้ายที่เราขนานนามให้กันนี้ล้วนเเต่มีที่มาทั้งนั้น เเล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ ^___^

 
พี่หวาน

ขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพบางส่วนจาก
หนังสือนามานุกรมในวรรณคดี, ธาดาพร




 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด
Pongpon 16 ต.ค. 61 22:20 น. 4

พระแม่ทุรคา ทรงไม่ดุร้ายเท่ากับพระแม่กาลี และ พระแม่กาลี ก็ไม่ใช่เทพปีศาจ หรือ เทพที่พวกโจรบูชา พระองค์มีเทวานุภาพ ในการทำลายล้างสิ่งที่ชั่วร้ายทุกชนิด รวมถึงผู้บูชาพระองค์ แต่คิดร้ายต่อผู้อื่น พระองค์ก็จะทำลาย ให้สิ้นซากเช่นกัน มีการบูชาพระองค์ ด้วยเลือดคน และ สิ่งมีชีวิต ต่างๆ คนมโน ขึ้นมาเอง ท่านเป็นเทพ ไม่ได้ต้องการเลือดคนดี หรอกครับ

0
กำลังโหลด

4 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Pongpon 16 ต.ค. 61 22:20 น. 4

พระแม่ทุรคา ทรงไม่ดุร้ายเท่ากับพระแม่กาลี และ พระแม่กาลี ก็ไม่ใช่เทพปีศาจ หรือ เทพที่พวกโจรบูชา พระองค์มีเทวานุภาพ ในการทำลายล้างสิ่งที่ชั่วร้ายทุกชนิด รวมถึงผู้บูชาพระองค์ แต่คิดร้ายต่อผู้อื่น พระองค์ก็จะทำลาย ให้สิ้นซากเช่นกัน มีการบูชาพระองค์ ด้วยเลือดคน และ สิ่งมีชีวิต ต่างๆ คนมโน ขึ้นมาเอง ท่านเป็นเทพ ไม่ได้ต้องการเลือดคนดี หรอกครับ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด