22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ) []

วิว

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณ
กลายเป็นปรากฏการณ์
! (ภาคจบ)

 

สวัสดีค่ะชาวนักเขียนเด็กดีทุกคน กลเม็ดเคล็ดลับฉบับที่แล้วพี่ได้พาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับกฎการเล่าเรื่อง 22 ข้อที่ทางสตูดิโอผู้สร้างการ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง Pixar ใช้กันในบทความ "22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคแรก) ซึ่งกฎนี้ถูกเปิดเผยโดยเอ็มม่า โค้ทส์ หนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Brave ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวของเธอ

จากที่อ่านไปแค่ 11 ข้อแรกก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้ว บอกเลยว่า 11 ข้อหลังก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน เชื่อเลยว่าถ้าเรานำไปใช้ นิยายของเราจะต้องโดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติและนักอ่านต้องตกหลุมรักเหมือนกับการ์ตูนของ Pixar แน่นอน ว่าแล้วก็มาดูดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Inside Out

 #12: ลองเมินเฉยกับไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว แล้วไอเดียที่ 2, 3, 4, 5 จะเข้ามาบ้าง ถึงตอนนั้นอย่าตกใจตัวเองล่ะ

ทุกครั้งที่เราคิดพล็อตนิยายหรือวางโครงเรื่องสำหรับบทถัดไปในหนังสือ เราไม่ควรยึดติดกับไอเดียใดไอเดียหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้าม เราควรคิดเผื่อไว้หลายๆ ไอเดียเพื่อประโยชน์ของนิยายเราในอนาคต

ที่ต้องทำก็คือจดไอเดียแรกที่โผล่มาไว้ จากนั้นลองคิดถึงไอเดียที่ 2, 3, 4 คิดไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพบไอเดียที่มันว้าวและเหมาะสมกับฉากนี้ เหตุการณ์นี้ ตัวละครนี้ของเรา อย่าลืมว่าเราต้องทำอย่างรวดเร็ว จดทุกๆ ไอเดียที่ผุดขึ้นมาในหัวและเลือกไอเดียที่คิดว่าใช่มากที่สุด ต่อมาเราก็คิดภาพในหัวว่ามันเข้าท่ามั้ย ถ้าใช่ก็ลุยเลย แต่ถ้าไม่ก็ช่างหัวมัน

ในบางครั้งหลังจากที่เราคิดไปเรื่อยๆ เราอาจพบว่าไอเดียแรกต่างหากที่เพอร์เฟคท์ที่สุด! ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ มันไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาเลย เราก็แค่เก็บเอาไอเดียที่เหลือนั้นไปประยุกต์ใช้ในฉากถัดไป บทถัดไป หรือแม้กระทั่งหนังสือเล่มถัดไปของเรา

 

 22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Wall-E

 

#13: ปลดปล่อยตัวละครของเรา ตัวละครที่ Passive หรือหัวอ่อนอาจดูน่ารักเมื่อคุณเขียน แต่มันเป็นพิษต่อผู้ชม

มีตัวละคร 2 ประเภทที่ทาง Pixar ไม่ปลื้ม และก็คิดว่าผู้ชมของเขาก็ไม่ปลื้มด้วย มันคือตัวละครที่เกิดมาแบบไร้แพชชั่น (Passive Character) และตัวละครหัวอ่อนจนน่ารำคาญ (Malleable Character)

สำหรับ Passive Character ถือว่าเป็นฝันร้ายของนิยายเชียวล่ะ ตัวละครเหล่านี้มักรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ใช่การลงมือทำด้วยแรงผลักดันอันแรงกล้า พวกเขาไม่เคยปล่อยให้แรงจูงใจหรือแรงผลักดันเป็นตัวชูโรงในเรื่องเลย ขณะที่ตัวละครหัวอ่อนเป็นตัวละครที่ชอบสร้างปัญหา พวกเขาเห็นอกเห็นใจมากเกินไป ไม่กล้าตัดสินใจหรือลงมือทำอะไร ซึ่งในความเป็นจริง ความต้องการที่จะทำให้ตัวละครเป็นคนขี้เห็นใจมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวละครเรากลายเป็นตัวละครหัวอ่อนค่ะ ระวังหน่อยละกันเนอะ

นักอ่านและผู้ชมต่างก็ชอบตัวละครที่มีแรงขับเคลื่อน มีแรงบันดาลใจ มีแรงผลักดัน มีเป้าหมายและความต้องการซึ่งพวกเขาต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้มันมา ตัวละครแบบนี้แหละเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากกว่าตัวละครที่วันๆ รอแต่ความช่วยเหลือหรือชอบเห็นอกเห็นใจ จำไว้ นักอ่านต้องการรู้เรื่องราวของคนเหล่านั้น! ดังนั้นจงสร้างตัวละครที่มีแรงผลักดันกันนะคะทุกคน ^^

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Toy Story 3

 

#14: ทำไมคุณต้องเล่าเรื่องนี้? อะไรเป็นความเชื่อที่ครุกรุ่นจนคุณคิดจะต้องสื่อสารมันออกมา? นั่นแหละหัวใจของมัน

นี่คือสิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ ตั้งแต่คิดจะเริ่มเขียนนิยายแล้ว จำไว้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมากที่นักอ่านจะต้อง “ได้อะไรกลับไป” หลังจากที่พวกเขาอ่านนิยายของเราจบ อย่าลืมว่าการเขียนนิยายสักเรื่องนั้นมันมีอะไรมากกว่าความสนุกหรือความสุข สิ่งนั้นคือแง่คิดของนิยายต่างหากค่ะ เชื่อเถอะว่าการทำเช่นนี้จะทำให้นิยายของเรามีคุณค่ามากขึ้นและนักอ่านจะพูดถึงงานเขียนของเราไปอีกนานเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ก็ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องมิตรภาพแก่ผู้ชมหลังดูจบว่า ความอิจฉาริษยาไม่เป็นผลดี แต่ความมีน้ำใจและช่วยเหลือกันต่างหากที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จในภารกิจต่างๆ เป็นต้น

 

 22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
A Bug's Life
 

#15: ถ้าคุณเป็นตัวละครที่อยู่ในสถานการณ์นี้ คุณจะรู้สึกยังไง? ซื่อสัตย์กับตัวเองแล้วดึงมันมาใช้ มันจะให้คำตอบที่น่าทึ่งแก่เรา

สำหรับกฎข้อนี้ เวลาที่เราพาตัวละครของเราไปอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราอาจไม่รู้ว่าตัวละครของเราควรทำยังไง ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยเราได้ง่ายๆ ก็คือตัวเราเองนี่แหละค่ะ ลองมโนว่าถ้าเป็นเราจะทำยังไง จากนั้นจดลงในกระดาษก่อนที่คำตอบจะหายไป (ฮา) เมื่อได้ตามต้องการแล้ว อย่าลืมมาดูลักษณะนิสัย พฤติกรรมและเป้าหมายของตัวละครตัวนั้นๆ ด้วย เพราะเราจะต้องนำมันมาปรับให้เหมือนกับพวกเขามากที่สุด ไม่เช่นนั้นในสถาการณ์นั้น มันจะกลายเป็นตัวเราต่างหากที่จัดการกับปัญหานี้อยู่ ไม่ใช่ตัวละครของเรา

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Finding Dory
 

#16: อะไรจะเกิดขึ้นถ้าตัวละครไม่ประสบความสำเร็จ? ลองหาเหตุผลถึงรากเหง้าของตัวละคร พวกเขาต้องสูญเสียอะไร?

การตอบคำถาม "อะไรจะเกิดขึ้นถ้าตัวละครของเราไม่ประสบความสำเร็จ?" และ "พวกเขาต้องสูญเสียอะไร?" ได้ เราจำเป็นต้องรู้จักตัวละครของเราอย่างถ่องแท้ซะก่อน ซึ่งน้องๆ สามารถรู้จักตัวตนของพวกเขาได้ผ่านการทำแบบฝึกหัดหรือการตอบคำถามต่างๆ ที่เจาะลึกถึงระดับจิตวิญญาณของตัวละครค่ะ เพราะมันจะทำให้เราจะรู้รากเหง้าของตัวละครและช่วยให้เราเข้าใจตัวละครดียิ่งขึ้น โดยพี่น้ำผึ้งขอแนะนำบทความ "คัดมาแล้ว แจก ‘แบบสอบถามเจาะลึกตัวละคร’ ที่จะทำให้นิยายเป๊ะปัง" หรือ "8 แบบฝึกหัดเด็ด ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งตัวละคร : มาค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวละครกันเถอะ" ไว้ทำเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวละครค่ะ

เมื่อเรารู้จักตัวละครของเราอย่างถ่องแท้แล้ว การตอบคำถาม 2 ข้อที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่อย่าลืมนะคะว่าเวลาที่ตัวละครของเราผิดหวัง มันไม่ได้ส่งผลถึงอารมณ์และความรู้สึกของเขาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนรอบข้างเขาด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมใส่รายละเอียดตรงจุดนี้ลงไป

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Car 3

 

#17: ไม่มีงานไหนเสียเวลาหรอก ถ้ามันไม่เข้าท่าก็แค่ปล่อยมันและก้าวต่อไป ไม่ว่ายังไงมันจะมีประโยชน์กับเราทีหลัง

ในบางครั้งเวลาที่เราร่างโครง เขียนพล็อต สร้างเหตุการณ์หรือแม้แต่ลงมือเขียนนิยายจริงๆ ไปแล้ว แต่สุดท้ายดันพบว่าสิ่งที่เขียนไปมันไม่เวิร์ค ไม่เข้าท่า มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรู้สึกหงุดหงิดเพราะเสียดายเวลา ประมาณว่าเขียนมาตั้ง 7 ชั่วโมง แต่สุดท้ายดันใช้ไม่ได้ซะอย่างนั้น

พี่น้ำผึ้งอยากบอกว่าการทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาเลย ลองมองในแง่ดีดูสิ อาจมีไอเดียใหม่ๆ ที่เจ๋งกว่านี้ก็ได้ แล้วมันก็จะทำให้นิยายของเรามีเสน่ห์มากขึ้น ส่วนที่เขียนแล้วเนี่ยก็ไม่ต้องไปกด delete หรอก เก็บมันเอาไว้ เผื่อในอนาคตข้างหน้าเราจะได้หยิบมันมาใช้ ซึ่งจากประสบการณ์ของนักเขียนส่วนใหญ่แล้ว ที่เขียนๆ ไปแล้วไม่เข้าท่าเนี่ยได้นำกลับมาใช้ในนิยายเรื่องถัดไปตลอด

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Wall-E

 

#18: คุณต้องรู้จักตัวเองว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ทำดีที่สุด” กับ “ทำตัวเยอะ” เรื่องราวคือการเป็นการทดสอบไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ไร้ที่ติตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

การรู้จักตัวเองก่อนเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องแยกความแตกต่างให้ออกก่อนว่า การทำดีที่สุดแล้วกับการทำตัวเยอะๆ คืออะไร ในแง่การเขียนนิยาย ทั้งสองอย่างนี้อาจฟังดูคล้ายกันเพราะมีจุดหมายเดียวกันคือ "งานที่ดีที่สุด" แต่ความจริงแล้วมันมีรายละเอียดยิบย่อยที่ต่างไปกว่านั้น นั่นคือ เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว เราจะพึงพอใจกับผลลัพธ์นั้น แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มหาจุดผิดเพื่อทำให้นิยายของเราสมบูรณ์แบบนี่แหละ เมื่อนั้นเรากำลังก้าวเข้าสู่คำว่า “เยอะ” ลองถามตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหนก่อน จากนั้นจึงค่อยปรับวิธีการเขียนของเรา

สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้เสมอก็คือ การเขียนเรื่องราวให้โดดเด่นได้นั้น เราต้องรู้สึกสบายใจและมีความยืดหยุ่นพอที่จะทดสอบแนวทางการเขียนหลายๆ รูปแบบ ลองดูมุมมองที่แตกต่างจากที่เคยเขียนเพื่อค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเราเอาแต่โฟกัสไปที่คำๆ เดียว ฉากๆ เดียวโดยไม่ยอมไปต่อเพราะคิดว่ามันไม่เพอร์เฟคท์สักที มันจะทำให้เราไม่มีความสุข แถมงานยังไม่เสร็จอีกด้วย อย่าลืมนะว่านิยายที่เราเขียนขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ไร้ที่ติตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Monsters Inc.

 

#19: บังเอิญให้ตัวละครเผชิญหน้ากับปัญหาถือเป็นเรื่องเยี่ยม แต่ถ้าจะใช้มุขบังเอิญอีกครั้งมันไม่ใช่ล่ะ เรื่องแบบนั้นมีอยู่จริงในชีวิตซะที่ไหน

ลองจินตนาการดูว่าถ้าทุกอย่างในโลกของนิยายเราเต็มไปด้วยความบังเอิญ เรื่องราวมันจะวายป่วงขนาดไหน แล้วนักอ่านจะรู้สึกยังไงที่ทุกอย่างมันบังเอิญไปหมด น่าเบื่อใช่มั้ย? น่าหงุดหงิดหรือเปล่า? สุดท้ายนักอ่านก็จบลงด้วยการปิดหนังสือนี้ทิ้งซะ ดังนั้นกฎนี้จึงมีขึ้นเพื่อ “หยุด” เราค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราห้ามใช้เรื่องบังเอิญนะ ใช้น่ะใช้ได้ แต่ต้องให้มันเป็นไปตามสมควร ไม่ใช้ใช้บ่อยๆ เพราะจะทำให้นิยายของเราหมดความน่าสนใจ ดังนั้นลองถามตัวเองดูก่อนว่าที่เราใช้ “ความบังเอิญ” เนี่ย เป็นเพราะมันคือเรื่องดีหรือเป็นเพราะมันง่าย ถ้าเป็นอย่างหลังแล้วล่ะก็ นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ดีเอาซะเลย

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Up

 

#20: แบบฝึกหัด: หยิบบทภาพยนตร์ที่คุณไม่ชอบมาสิ แล้วมาเล่าเรื่องใหม่ในแบบที่คุณชอบ

เลือกภาพยนตร์ (หรือหนังสือ) ที่เราไม่ชอบขึ้นมา จากนั้นพยายามแก้ไขมันให้เป็นในแบบที่เราชอบ การทำเช่นนี้จะทำให้ให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเราชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับมัน อะไรเข้าท่าหรืออะไรไม่เข้าท่าบ้าง แล้วเราจะแก้ปัญหากับมันยังไง ถามว่ามันดียังไง? บอกเลยว่ามันจะช่วยให้เราเห็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานให้ดีในแบบของเรา มันเป็นวิธียอดฮิตที่คนในวงการภาพยนตร์ทำกันค่ะ

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Monsters Inc.
 

#21: คุณต้องแสดงสถานการณ์กับลักษณะตัวละครให้ชัดเจน การบอกแค่ว่าตัวละครของคุณ “เจ๋ง” เนี่ย มันไม่เพียงพอหรอกนะ

ในฐานะนักเขียน เราก็รู้แหละว่าตัวละครของเราเจ๋งที่สุดในโลกแล้ว คำถามต่อมาก็คือ...แล้วเจ๋งยังไง? นั่นแหละ เป็นคำตอบที่นักเขียนต้องตอบให้ได้ เราบอกว่าเขาเจ๋ง แต่คนอ่านไม่ได้รู้สึกเหมือนอย่างเราไปซะทุกคนหรอก สิ่งที่จะทำให้นักอ่านเห็นภาพได้ก็คือ “การแสดงให้เห็นภาพ” นั่นไม่ได้หมายถึงให้เราบอกนักอ่านหมดนะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ให้แสดงให้นักอ่านเห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แล้วตัวละครของเรารับมือกับมันยังไง

เช่นถ้าตัวละครของเราเป็นคนฉลาดหลักแหลม เราก็แค่สร้างสถานการณ์ที่ทำให้เขาต้อง “แสดง” ความฉลาดหลักแหลมออกมา แค่นี้นักอ่านก็รับรู้ได้ถึงความฉลาดของเขาแล้ว ลองดูนะคะ

 

22 ข้อง่ายๆ จาก Pixar ที่จะทำให้นิยายของคุณกลายเป็นปรากฏการณ์! (ภาคจบ)
Incredibles 2

 

#22: อะไรคือสิ่งสำคัญของเรื่องราวคุณ? อย่างน้อยที่สุดคุณควรจะบอกได้นะ ถ้าคุณรู้ มันจะช่วยให้คุณสร้างมันได้จากจุดนั้น

ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความเลยสำหรับกฎข้อนี้ เพราะสิ่งสำคัญของเรื่องราวก็คือ “แก่นเรื่อง” นั่นเองค่ะ หากว่าเรื่องราวของเราไม่มีใจความสำคัญหรือประเด็นที่ต้องการสื่อ งานเขียนของเราจะดูไร้แก่นสารทันที นอกจากนี้แก่นเรื่องยังช่วยให้เราสามารถเขียนนิยายได้ง่ายเพราะเรารู้แล้วว่าเป้าหมายของเรื่องราวนี้คืออะไรค่ะ อย่าลืมลองหาสิ่งสำคัญของนิยายเราก่อนที่จะลงมือเขียนนะคะ

 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับกฎการเล่าเรื่องทั้ง 22 ข้อจาก Pixar ที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝาก เป็นเทคนิคที่ฉลาดมากๆ เลยนะคะว่ามั้ย พี่น้ำผึ้งเชื่อว่าน้องๆ ต้องได้ประโยชน์จากเทคนิคทั้ง 22 ข้อนี้แน่นอน ดีต่อใจแถมมีประโยชน์ขนาดนี้ไม่นำไปใช้ไม่ได้แล้วนะ ส่วนกลเม็ดเคล็ดลับฉบับหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น รอติดตามได้เลยจ้า

 

 พี่น้ำผึ้ง :)


 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.pixartouchbook.com/blog/2011/5/15/pixar-story-rules-one-version.html
ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์


 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #pixar #storytelling #เล่าเรื่อง #การเล่าเรื่อง #เขียนนิยาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?