แบบนี้ก็ได้หรอ? 10 ค่านิยมความสวยแบบแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต []

วิว


แบบนี้ก็ได้หรอ?
10 ค่านิยมความสวยแบบแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต



สวัสดีชาวเด็กดีทุกคนค่ะ เมื่อพูดถึงเรื่องของความสวย หลายคนอาจจะมีคำนิยามของคำว่าความสวยที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะคิดว่าคนที่มีใบหน้าเรียวรูปไข่ คือคนที่สวย หรือบางคนอาจจะชอบคนที่กรามชัดๆ หน้าแป้นๆ หรืออย่างผู้ชายบางคนที่อาจจะชอบผู้หญิงหน้าหมวยๆ ตัวเล็กๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นเท่านั้น เพราะค่านิยมความสวยของแต่ละคนนั้นไม่มีทางที่จะเหมือนกันอยู่แล้ว บทความของพี่ในวันนี้เราเลยจะหยิบประเด็นเรื่องของความสวยมาพูดถึงกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าค่านิยมของความสวยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นจะมีค่านิยมอะไรกันบ้าง จะแตกต่างจากค่านิยมในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ไปติดตามอ่านพร้อมกันได้เลยค่า…


 
ถ้าจะให้นิยามคำว่า ‘ความสวย’ ที่เป็นสากล พี่นัทตี้คิดว่าเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสำหรับการกำหนดค่านิยมที่สร้างขึ้นโดยเรา ก่อนที่เราจะทำการเผยแพร่ค่านิยมดังกล่าวไปให้คนรอบข้างรับรู้และเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่านี่คือคำว่าสวย และอีกอย่างก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเรานั้นหมุนไปเร็วมาก ทั้งวิวัฒนาการเอย เทรนด์เอย หรืออะไรต่อมิอะไรเอย ล้วนเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา และถ้าจะให้อธิบายถึงความสวยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านๆ มานั้นมันเป็นอะไรที่ทำได้ค่อนข้างยากอีกเหมือนกัน เพราะความคิดของคนในสมัยนั้นอาจจะขัดกับความเป็นเราในทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามบทความของเราจะขอเชิญชวนให้น้องๆ ทุกคนมาร่วมวิเคราะห์กันว่า ความสวยทั้งหมดทั้งมวลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเหล่านี้ มันสมเหตุสมผล และสวยสมชื่อจริงๆ หรือเปล่า ไปดูกัน!




 

1. ผู้หญิงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการนิยมโกนผมบริเวณหน้าผากทิ้ง

ถ้าน้องๆ เคยเห็นภาพวาดของผู้หญิงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการกันมาก่อน คงจะลืมสังเกตบริเวณหน้าผากของพวกเธอกันเลยใช่ไหมจ๊ะว่ามันทั้งกว้าง และยกสูงขึ้นไปมากๆ ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะกรรมพันธุ์หรืออะไรนะ แต่เป็นเพราะพวกเธอเหล่านั้นได้โกนมันออกไปต่างหากจ้า เพราะในสมัยนั้นคำจำกัดความของคำว่าสวยนั้นอยู่ที่ 'หน้าผาก' คือถ้าหน้าผากของผู้หญิงคนไหนกว้าง นั่นก็แปลว่าผู้หญิงคนนั้นสวย ความกว้างคือคำจำกัดความของคำว่าสวย ถ้าอยากสวยมากก็ต้องโกนผมออกไปให้มาก นี่ถ้าน้องๆ คนไหนมีหน้าผากกว้าง แถมยังชอบโดนเพื่อนล้อประจำ ลองยื่นบทความนี้ไปให้เพื่อนอ่านแล้วตะโกนใส่หน้าเพื่อนไปดังๆ เลยว่า ฉันสวยแบบยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการย่ะ! 




 

2. การเพ้นท์ขาเป็นที่นิยมมากในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เนื่องจากปัญหาไนล่อนขาดแคลนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เลยทำให้เกิดการเพ้นท์ขาขึ้นมา เพราะการสวมใส่ถุงน่องนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับคนเป็นผู้หญิงในสมัยนั้น แต่พอเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ธุรกิจการเพ้นท์ขาก็บูมขึ้นมาทันที เพราะเราสามารถที่จะออกแบบได้ว่าเราอยากได้ลายอะไร แบบไหน หรือผู้หญิงบางคนก็เพ้นท์เป็นสีดำ สีน้ำตาลให้เหมือนถุงน่องจริงๆ ทั้งขาไปเลย หรือบางคนความคิดบรรเจิดจัด มีการใช้น้ำเกรวี่ในการทาให้ได้สัมผัสของขาที่เหมือนถุงน่องจริงๆ ก็มี ถือเป็นอะไรที่ฟังดูสนุกสนาน ภายใต้สถานการณ์ของการขาดแคลนไนล่อนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง




 

3. ในประเทศจีน ยิ่งคุณมีเท้าที่เล็กเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสวยมากเท่านั้น!

แม้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานกับการบีบตัวของเท้า แต่เพื่อความสวย ผู้หญิงจีนเขายอมหมดแหละจ้ะ! ส่วนต้นกำเนิดของการสวมใส่รองเท้าคู่เล็ก (มาก) นี้ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนพอจะพิสูจน์ได้ แต่ขั้นตอนของการ ‘ผูกเท้า’ นั้นเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่เด็กผู้หญิงมีอายุ 5 ถึง 7 ขวบ โดยเท้าของเด็กคนนั้นจะถูกสวมเข้ากับรองเท้าก่อนจะรัดให้แน่น ถึงแม้จะเจ็บปวดมากแค่ไหน เด็กคนนั้นจะไม่สามารถที่จะถอดมันออกได้ เพราะเธอต้องสวมมันต่อไปจนกระทั่งโตขึ้น! ซึ่งพอโตขึ้นแล้วเท้าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร พี่นัทตี้เห็นภาพแล้วสามารถอธิบายออกมาเป็นประโยคเดียวสั้นๆ ก็คือ ‘ทุกอย่างมันไหลมากองรวมกันหมดเลย’ ถ้าน้องๆ อยากเห็นภาพลองไปค้นหาในกูเกิ้ลดู เอาจริงๆ พี่แอบสยองนิด คือตอนเด็กไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอโตขึ้นแล้วทุกอย่างมันดูผิดรูปผิดร่างไปหมดเลย แต่เขาว่ากันว่า ยิ่งผู้หญิงคนไหนมีเท้าที่เล็ก เธอคนนั้นจะถูกให้คำนิยามว่าสวย และเท้าเล็กๆ ของเธอจะสามารถดึงดูดความสนใจของเพื่อนต่างเพศได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากสวย อยากได้รับความสนใจ ก็จงทำให้เท้าเล็กซะ!




 

4. ความสวยของกะโหลกศีรษะคือสิ่งที่ชาวมายาให้ความสำคัญ

ย้อนกลับไปในช่วง 1000 ปีก่อนคริสตศักราช ได้มีหลักฐานปรากฏออกมาเกี่ยวกับการปรับลักษณะของกะโหลกขึ้นเป็นครั้งแรกโดยชาวมายา โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงที่เป็นเด็กทารกกันเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการของการปรับลักษณะของกะโหลกดังกล่าวนี้ก็คือ การรัดศีรษะของเด็กไว้บนไม้กระดานหรือมัดด้วยเครื่องมืออื่นๆ ที่จะทำให้กะโหลกของเด็กคนนั้นเปลี่ยนรูปร่างใหม่ โดยเหตุผลนั้นไม่ใช่เรื่องของการเข้าสังคมหรืออะไร หากแต่เป็นเพราะความสวยงามเท่านั้น และนอกจากชาวมายาแล้วยังมีหลักฐานปรากฏอีกหลายชนเผ่าที่นิยมใช้วิถีเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ชนเผ่าดั้งเดิม, ชนเผ่าฮาวาย และอินคา เป็นต้น




 

5. การไว้เล็บยาวในประเทศจีนนั้นเป็นที่นิยม

ในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนนั้นได้มีเรื่องราวของการไว้เล็บเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยของราชวงศ์ชิง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกเขาและเธอต่างจะพากันไว้เล็บยาว และคำว่ายาวที่ว่าไม่ใช่แค่ 4-5 เซนนะจ๊ะ แต่มันยาวถึง 8-10 นิ้วเลยทีเดียว! และผู้หญิงบางคนก็จะมีการเคลือบเล็บของพวกเธอด้วยทองคำเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมัน ซึ่งค่านิยมดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่นิยม เพราะพวกเขาไม่ต้องทำงานแบกห่าม หรือกระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการทำให้เล็บที่ไว้นั้นหัก หากพวกเขาต้องการอะไร พวกเขาจะนิยมออกคำสั่งกับผู้เป็นบ่าวรับใช้ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ต้องการสวมเสื้อผ้า หรือรับประทานอาหาร เป็นต้น




 

6. ผู้ชายรู้จักการดูแลรูปร่างมาตั้งแต่ยุคกลางแล้ว!

ถ้าพูดถึงสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ล้วนแล้วแต่จะหันมาให้ความสนใจกับการดูแลรูปร่าง อาหารการกินกันมากขึ้น แต่ต้องขอบอกเลยว่าเรื่องของการดูแลหุ่นและรูปร่างนั้นมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แล้วนะจ๊ะ แถมกลุ่มที่หันมาให้ความสนใจแรกๆ นั้นไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชาย! โดยผู้ชายในสมัยนั้นจะให้ความสนใจกับการสร้างกล้ามเนื้อมาก ถ้าส่วนไหนสามารถสร้างกล้ามเนื้อให้ชัดเจนขึ้นมาได้ พวกเขาจะทำมันหมด เห็นได้ชัดเจนเลยคือส่วนของน่อง เพราะเวลาใส่ถุงเท้า ถุงเท้าจะรัดเข้ากับน่องพอดิบพอดี เพราะฉะนั้นยิ่งน่องของใครมีกล้ามเนื้อที่เห็นได้ชัด มันจะดูดีมาก ยกตัวอย่าง พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ตามภาพ น้องๆ จะสังเกตว่าน่องของพระองค์มีส่วนโค้ง ส่วนเว้าที่ชัดเจนมาก แต่ถ้าในสมัยนี้เราอาจจะมองว่าคนที่มีน่องในลักษณะนี้คือคนน่องใหญ่ น่องปูด น่องไก่ (เดี๋ยวๆ) แต่ขอบอกเลยว่าในยุคกลาง ใครที่น่องสวยแบบนี้เขาถือว่าดูดีนะจ๊ะ จะบอกให้




 

7. นอกจากผมที่ไม่ต้องการ ผู้หญิงในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการยังไม่ต้องการขนตาอีก!

อ่านหัวข้อแล้วต้องหันกลับมามองที่ตอนนี้เลย เพราะผู้หญิงเราในตอนนี้นั้นให้ความสำคัญกับขนตา กับขนคิ้วกันมาก ใครที่ไม่มียิ่งต้องไปหามาต่อ มาเติม ส่วนใครที่มีก็ถือว่าสวยและโชคดีกันไป แต่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการนั้น ผู้หญิงคนไหนที่ไม่มีขนตา ขนคิ้วจะถูกมองว่ามีใบหน้าที่สวย ดูเกลี้ยงเกลา ดูสะอาดสะอ้านน่ามอง ดังนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไร ผู้หญิงในยุคนี้นิยมถอนขนตาทิ้ง โกนขนคิ้วออก ฟังดูแอบเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อให้ได้รับการยอมรับ และเพื่อความสวย ต่อให้เจ็บแค่ไหน คนเป็นผู้หญิงก็ต้องทน ถูกต้องไหมจ๊ะ?




 

8. สาวๆ ญี่ปุ่นนั้นชอบให้ตัวเองฟันดำ

ถ้าน้องๆ กำลังเบื่อที่จะต้องมานั่งแปรงฟันตัวเองหลังอาหารเช้า - กลางวัน - เย็น อยู่แล้วล่ะก็… พี่แนะนำให้น้องๆ ย้ายไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นกันจ้ะ เพราะผู้หญิงญี่ปุ่นในสมัยก่อนนั้นจะนิยมทำฟันของตัวเองให้ดำ หลังจากเข้าพิธีแต่งงานแล้ว เพราะฟันดำเป็นสัญลักษณ์ของความสวยและการสมรส เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆ ไม่อยากแปรงฟันก็รีบหาแฟนมาแต่งงานแล้วทาฟันให้ดำแค่นี้น้องๆ ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่กับฟันโดยที่ไม่ต้องแปรงได้แล้ว ฮ่าๆ




 

9. สาวๆ ยุคคลาสสิกนิยมตกแต่งใบหน้าของพวกเธอด้วยของตกแต่ง

หลังจากที่สาวๆ นิยมเปลือยใบหน้าสดของตัวเองไปกันแล้ว ก็ได้เวลาแห่งการแต่งแต้มสีสันด้วยเครื่องสำอางหนาๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 18 ผู้หญิงหลายคนนิยมตกแต่งใบหน้าของตัวเองด้วยของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ที่ทำมาจากผ้า มีตั้งแต่รูปดาว, วงกลม, หัวใจ ที่มันมีความหมายดีๆ และเป็นที่ดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้หญิงคนไหนแปะของตกแต่งไว้ที่แก้มด้านขวานั้นหมายความว่าผู้หญิงคนนั้นแต่งงานแล้ว เป็นต้น (เห็นไหมจ๊ะว่าสาวๆ เขาไม่ได้คิดแต่จะสนุกอย่างเดียว แต่มันต้องมีความหมาย และต้องน่าสนใจด้วย!)




 

10. สาวๆ ในศตวรรษที่ 17 นิยมโชว์เนินอกของตัวเอง

สำหรับค่านิยมของหญิงสาวชาวอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้น ต้องบอกเลยว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์มากๆ เพราะพวกเธอเริ่มกล้าที่จะเปิดเผยเนื้อหนังต่อสายตาประชาชีกันมากขึ้น จากการเปลือยคอให้โล่งๆ รวมถึง ‘หน้าอก’ ที่กลายมาเป็นจุดเด่นที่สำคัญอีกหนึ่งจุดบนเรือนร่าง พวกเธอนิยมที่จะโชว์เนินอกด้วยการสวมชุดคอคว้านกว้าง และยิ่งผิวของผู้หญิงคนไหนบางจนเห็นเส้นเลือด ถือว่าเป็นผิวที่น่าอิจฉา แต่ถ้าถามว่าเราจะเห็นผู้หญิงทุกคนไหมที่แต่งตัวในลักษณะนี้ พี่ต้องตอบตามตรงว่าไม่ เพราะถ้าเป็นชนชั้นแรงงานก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นกลุ่มสาวที่ชอบเข้าสังคม หรือหัวแฟชั่นจัดๆ ก็จะนิยมแต่งตามที่พี่บอก เพราะมันถือว่าเป็นการโชว์จุดเด่นของตัวเองออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น แถมยังสร้างความมั่นใจให้แก่คนๆ นั้นได้ในอีกทางหนึ่งอีกด้วย



 
แบบนี้ก็ได้หรอ? 10 ค่านิยมความสวยแบบแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

 
และทั้งหมดนี้ก็เป็นค่านิยมของความสวยที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต จะเห็นได้ว่ามีทั้งที่ยอมรับได้ และยอมรับไม่ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยเช่นการให้สวมรองเท้าคู่จิ๋วตั้งแต่เด็กยันโต เห็นภาพแล้วทรมานเท้าแทน แต่เราก็ไม่รู้กันหรอกเนอะว่าคนสมัยนั้นเขามีความคิดเห็นกันยังไง บางทีอาจจะเป็นเรื่องดี ที่คนในสมัยเราอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ไม่รู้ว่าน้องๆ ที่เข้ามาอ่านบทความนี้จะได้ไอเดียในการสร้างสรรค์ตัวละครในนิยายของตัวเองกันบ้างหรือเปล่า หรือแค่เข้ามาอ่านเพื่อความบันเทิงเองก็แล้วแต่ ยังไงพี่ก็หวังว่าทุกคนคงจะสนุกสนานกับบทความที่พี่นำมาฝากในวันนี้กัน ไว้เรามาเจอกันได้ใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีจ้า

 
พี่นัทตี้ :)

 
แบบนี้ก็ได้หรอ? 10 ค่านิยมความสวยแบบแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nutty

พี่นัทตี้ - ผู้เขียน

บุคคลผู้เสพติดการดูหนังแนวสยองขวัญ ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ความสวย #สวย #ความงาม #อดีต #สิ่งที่น่าสนใจ #ตัวละคร

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป