Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน []

วิว

Of Mice and Men
ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน


สวัสดีชาวเด็กดีทุกคนค่ะ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าเราทุกคนเกิดมามี "ความฝัน" และความฝันของเราก็มักจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่เราสั่งสมมา แต่เมื่อเราโตถึงจุดๆ หนึ่ง เราทุกคนจะมีความฝันที่มั่นคงมากขึ้น และความฝันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเรา สำหรับพี่แล้ว.. ความฝันคือแรงผลักดันชีวิตที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ มันทำให้เรารู้จักอดทนและพยายามมากขึ้น ขณะเดียวมันก็เป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้จัก "มองโลกความเป็นจริง" ให้จริงมากยิ่งขึ้น เพราะความผิดหวังนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าความสำเร็จเสมอ เหมือนดังเรื่องราวความฝันสไตล์อเมริกันดรีมเรื่อง Of Mice and Men ของจอห์น สไตน์เบ็ค ที่เล่าเรื่องราวของชายสองคนที่มีความฝันอันเรียบง่ายในประเทศเสรีภาพที่ยังขาดความเท่าเทียมกัน ท้ายที่สุดก็เกิดโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าที่สะท้อนให้เราเห็นเส้นบางๆ ระหว่างโลกความฝันกับความเป็นจริงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 
 
Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

Of Mice and Men ความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ในโลกความฝันกับคนที่มองเห็นโลกความจริง 

หลายๆ คนน่าจะรู้จักนิยายเรื่องสั้น Of Mice and Men ในชื่อ "เพื่อนยาก" กันมาบ้างแล้ว แต่หากใครยังไม่รู้จักพี่ขอเล่าก่อนว่านิยายเรื่องนี้เป็นผลงานของจอห์น สไตน์เบ็ค นักเขียนชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลปี 1962 ที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ 20 งานเขียนของเขามีเอกลักษณ์ที่ความเฉียบคมในการเล่าเรื่อง และเรื่องราวส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับเกษตรกร ผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน รวมถึงสะท้อนความเป็นอเมริกันในยุคสมัยนั้นได้ดีที่สุด 

สำหรับชื่อนิยายเรื่อง Of Mice and Men นั้น แต่เดิมนักเขียนใช้ชื่อว่า Something That Happened และเปลี่ยนมาใช้ชื่อที่ไม่ตรงตามไวยากรณ์อย่าง Of Mice and Men เพราะสไตน์เบ็คบังเอิญไปอ่านบทกวีที่เล่าถึงการทำลายบ้านของหนูเรื่อง To a Mouse ของ Robert Burns เข้า เขาจึงดัดแปลงเนื้อความในภาษาสกอตมาเป็นภาษาอังกฤษให้มีใจความดังที่แปลงมาว่า The best-laid plans of mice and men often go awry หรือ แผนการที่คิดว่าวางไว้ดีที่สุดแล้ว ก็อาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ซึ่งประโยคนี้ถือเป็นแก่นสำคัญของนิยายเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ 

Of Mice and Men เป็นเรื่องราวมิตรภาพของสองเพื่อนซี้ที่ชื่อว่าจอร์จ มิลตัน และเลนนี สมอลล์ ชายสองคนที่มีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างและสติปัญญา จอร์จเป็นผู้ชายตัวเล็กคล่องแคล่วที่ชอบวางแผน ส่วนเลนนีเป็นผู้ชายตัวโตแต่สติปัญญาไม่สมประกอบ เขาชอบเลี้ยงหนูแต่เขามักทำให้หนูตายเพราะความแข็งแรงของเขา เมื่อป้าของเลนนีจากโลกนี้ไป จอร์จได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเลนนี พวกเขามีความฝันร่วมกันคืออยากมีบ้านหลังเล็กๆ กลางทุ่งนา มีที่ดินเอาไว้ทำมาหากิน และเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ทั้งสองคนมีอาชีพเป็นกรรมกรทำงานในไร่เกือบทั่วอเมริกา ไม่เคยปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ไหนได้นาน เนื่องจากเลนนีมักก่อปัญหาให้จอร์จตามแก้เสมอ จนต้องหนีตายอยู่บ่อยครั้ง 

Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

จนกระทั่งจอร์จกับเลนนีได้เริ่มทำงานในไร่แห่งหนึ่ง พวกเขาได้พบกับคนสามคนที่เคยมีความฝัน คนแรกคือแคนดี้ กรรมกรเฒ่าที่เลี้ยงหมาแก่ไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา แคนดี้เคยเป็นกรรมกรหนุ่มที่มีความฝันเฉกเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งสองคน และทำความฝันนั้นไม่สำเร็จ เขาหวังว่าจอร์จกับเลนนีจะสามารถทำความฝันที่เปี่ยมล้นนี้ได้จึงสนับสนุนความฝันของทั้งสองคนอย่างเต็มที่ คนที่สองเป็นกรรมกรผิวดำชื่อ ครุกซ์ ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสีทำให้เขาไม่สามารถทำตามความฝันได้อย่างเต็มที่ เขาถูกสังคมรอบด้านกีดกันด้วยการเหยียดเขาอยู่บ่อยครั้ง จนเขาเริ่มหมดหวัง แต่เมื่อครุกซ์ได้พบจอร์จกับเลนนี เขาก็มีความหวังขึ้นมาอีกนิด แต่ก็ยังเชื่อว่าความฝันของพวกเขานั้นยากเกินจะเป็นจริงได้ในสังคมนี้ พวกเขาทั้งสี่คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพื่อรอวันที่ความฝันจะเป็นจริง

Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

และคนสุดท้ายที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดก็คือหญิงสาวแสนสวย เธอเป็นภรรยาของเคอร์ลีลูกชายเจ้าของไร่ ที่เคยมีความฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ครอบครัวต้องการให้เธอแต่งงาน เธอจึงต้องละทิ้งความฝันไปอย่างจำยอม หญิงสาวใช้ชีวิตอยู่ในไร่ด้วยความเหงาและโดดเดี่ยว เพราะเคอร์ลีหึงหวงเธอมากจึงสั่งห้ามทุกคนยุ่งกับเธอ จนเมื่อเลนนีเข้ามาอยู่ในไร่ เรื่องราวที่เป็นดังจุดเริ่มต้นและจุดจบก็เกิดขึ้น ที่ไร่แห่งนี้เลนนีได้เลี้ยงสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง เขาเล่นกับมันด้วยการลูบขนเหมือนตอนเลี้ยงหนู แต่เขาก็ทำให้สุนัขตายเพราะแรงของเขาอีกจนได้ ขณะที่เลนนีกำลังเสียใจ หญิงสาวก็ได้เข้ามาหาเลนนี และบอกว่าเขาสามารถลูบผมเธอแทนได้ หลังจากนั้นหญิงสาวก็ได้ตายด้วยน้ำมือของเลนนีอีกคน 

ชายร่างโตแต่ไร้ปัญญารู้สึกเศร้ากว่าเดิม เขาจึงหนีไปอยู่ในป่าที่เคยไปประจำกับจอร์จ เมื่อเคอร์ลีรู้ข่าวการตายของภรรยา เขาสั่งให้คนออกตามล่าเลนนีมาลงโทษทันที จอร์จจึงแอบไปหาเลนนีในป่าตามลำพัง เขาเจอเลนนีและออกอุบายเล่าเรื่องราวความฝันให้เลนนีฟังเหมือนเคย เมื่อเลนนีกำลังจินตนาการถึงภาพฝัน จอร์จได้ตัดสินใจใช้ปืนจบชีวิตของเลนนีด้วยมือของเขาเอง.. เพราะถ้าเลนนีถูกเคอร์ลีจับได้ เลนนีอาจต้องทนทุกข์ทรมานและถูกฆ่าอย่างไร้ความปราณี  

Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

ความฝันสไตล์อเมริกันดรีม กับความเป็นจริงที่โหดร้าย 

น้องๆ เคยได้ยินหรือรู้จักคำว่า "อเมริกันดรีม" กันบ้างไหมเอ่ย? ความฝันสไตล์อเมริกัน หรือ อเมริกันดรีม (American Dream) เป็นความเชื่อตามแนวคิดของชาวอเมริกันว่า "เราทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต" เพียงทำงานให้หนัก ขยัน และอดทนต่ออุปสรรค ความฝันที่เราหวังไว้จะต้องเป็นจริงได้แน่นอน ซึ่งแนวคิดนี้มีรากฐานมาจากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาที่มีเนื้อหาว่าเราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต และสิทธิในการแสวงหาความสุข ผู้คนที่เชื่อในแนวคิดอเมริกันดรีมจึงเดินทางมาจากทุกมุมโลกเพื่อตามหาชีวิตที่ดีกว่าเดิมในประเทศแห่งเสรีภาพนี้  

ตัวละครในนิยายเรื่อง Of Mice and Men เป็นภาพแทนของคนอเมริกัน คนต่างถิ่น และคนช่างฝันที่มีความหวังอยากให้ชีวิตของตนเอง หรือครอบครัวดีขึ้น ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปอเมริกาเพื่อต่อสู้ในสนามที่เชื่อกันว่า "มีความเท่าเทียม" อยู่ ทั้งที่จริงแล้ว ความเท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นในชนชั้นเดียวกันเท่านั้น ตั้งแต่เริ่มเรื่องสไตน์เบ็คได้เน้นย้ำเรื่องความฝันอันบริสุทธิ์ผ่านตัวละครเลนนีอยู่หลายครั้ง เขาเขียนให้จอร์จเล่าความฝันให้เลนนีฟัง เป็นความฝันของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการมีชีวิตที่ดีในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ และเขาก็เขียนให้ตัวละครอื่นๆ มีความฝันเช่นกัน จากนั้นก็แสดงให้เห็นว่าชะตากรรมความฝันของแต่ละคนพังทลายลงไปด้วยเหตุผลใดบ้าง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเสรีภาพนั้นไม่มีอยู่จริง คนที่ลำบากยากจนแม้จะมีความฝันที่มุ่งมั่นแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยระบบสังคม และการเป็นประเทศทุนนิยม ทำให้ผู้คนต้องต่อสู้กับปัจจัยสี่และสังคมที่แตกต่างกันมากขึ้น 

นิยายเรื่องทำให้เราเห็นสภาพของการต่อสู้เพื่อไขว่คว้าหาความฝันอย่างเต็มที่ และสะท้อนให้เห็นว่าบนโลกที่ไม่มีความเท่าเทียมอยู่จริงนั้น พวกเขาต้องต่อสู้หนักกว่าที่เคยเป็น ต้องถูกกดขี่ให้เริ่มต้นจากการเป็นชนชั้นแรงงาน และต้องตะกุยตะกายสู่ความฝันการเป็นนายของตัวเองอย่างเหน็ดเหนื่อย ในท้ายที่สุดเราอาจจะหมดแรงและหมดหวังไปก่อนก็ได้ Of Mice and Men จึงเป็นภาพสะท้อนของความฝันและความเป็นจริงที่โหดร้ายได้ดีที่สุด 

Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

กว่าจะถึงฝั่งฝันเราทุกคนต่างทำลายสิ่งที่เราเคยรัก

เลนนีเปรียบเสมือนความฝันอันสวยงามของใครหลายๆ คน โลกของเลนนีไม่มีความถูกต้อง มีแต่ความต้องการและความพึงพอใจ เราจะเห็นได้ว่าจอร์จมักเล่าความฝันให้เลนนีฟังเสมอ แม้เลนนีจะมีพฤติกรรมที่มีแต่ปัญหาให้เขาคอยแก้ไข แต่เขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างเลนนีเสมอ สะท้อนให้เห็นว่าจอร์จมีความฝัน และความฝันของเขามีอุปสรรคให้ต้องแก้ไขตลอดเวลา เมื่อเลนนีเผลอฆ่าคนตาย ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ จอร์จรีบตามหาเลนนีและตัดสินใจฆ่าเขา ในส่วนนี้เราสามารถมองภาพสะท้อนได้หลายกรณีและหลายมุมมองคือ หนึ่ง เขารักเพื่อนและไม่อยากให้เพื่อนถูกฆ่าอย่างทรมาน และสองเขาเหน็ดเหนื่อยกับความฝันที่มีแต่ปัญหานี้มาเกินพอแล้ว เขาอยากเริ่มใหม่อีกครั้ง.. 

ในกรณีแรกจอร์จฆ่าเลนนีด้วยความรักของเพื่อน เราจะเห็นได้ว่าในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ยังมีการแบ่งชนชั้นและมีความเกลียดชังบางอย่างแฝงอยู่ เลนนีตัวโตทำให้เคอร์ลีที่ตัวเล็กเกลียดชังเขา เมื่อเลนนีฆ่าภรรยาของเคอร์ลี จอร์จสามารถคาดการณ์ได้ว่าเลนนีต้องตายอย่างทุกข์ทรมานแน่นอน เขาจึงตัดสินใจยิงท้ายทอยของเลนนี ซึ่งเป็นจุดที่เจ็บปวดน้อยที่สุด เพื่อปลดปล่อยเลนนีจากโลกความจริงที่โหดร้ายใบนี้ ดังนั้น มิตรภาพของทั้งสองคนถือเป็นแก่นเรื่องรองของ Of Mice and Men เลยก็ว่าได้ 

Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน

กรณีที่สองจอร์จหมดหวังกับความฝันที่ไกลเกินเอื้อมนี้แล้ว เขาเป็นชายร่างเล็กที่มองเห็นโลกความเป็นจริง และเหน็ดเหนื่อยกับความฝันมานานมากแล้ว การฆ่าเลนนีจึงเป็นเหมือนการทำลายปัญหาที่เป็นอุปสรรคตลอดมา และถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งของเขา เพราะอย่างที่เขียนบอกไปว่าเลนนีเปรียบเสมือความฝันของเขาที่มีแต่อุปสรรค เมื่อไม่มีเลนนี เขาก็เหมือนหลุดออกจากความฝันและปัญหามากมายที่เกิดขึ้นเพราะเลนนี 

ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ทุกคน เป็นการต่อสู้ที่มนุษย์ทุกคนนำมาใช้โดยตั้งใจ และไม่ตั้งใจ หากเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเราสามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้เสมอ นั่นเพราะเราต่อสู้ดิ้นรนจนถึงที่สุด เมื่อเทียบกับเลนนีแล้ว เขาเป็นชายร่างโตไร้สมองที่แยกแยะถูกผิดไม่ออก ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าแรงหนักเบาเป็นแบบไหน เขาไม่เห็นความแตกต่างของสัตว์และคน เลนนีจึงเป็นเหมือนความว่างเปล่า และเขามีภาพจำเพียงจอร์จซึ่งเป็นดังเพื่อนสนิท และภาพฝันที่ทำให้เลนนีรู้สึกมีความสุขเท่านั้น เมื่อถึงคราวต้องก้าวต่อไปข้างหน้า จอร์จได้ใช้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดด้วยการปล่อยวางความฝันของตัวเขาเอง และเก็บไว้เพียงความทรงจำเท่านั้น 


Of Mice and Men ฝันร้ายสไตล์อเมริกันดรีม เมื่อชีวิตไม่เป็นดั่งความฝัน
 
สำหรับ Of Mice and Men ในความคิดของพี่ ไม่ว่าจะเป็นหนูหรือคน ทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยความแข็งแรง และความอ่อนแอเท่าๆ กัน เพียงแต่เราทุกคนเติบโตมาด้วยประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน จึงเกิดด้านที่แข็งแรงและด้านที่อ่อนแอแตกต่างกันออกไป ในเรื่องนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งการทำงานในเมืองของวัยหนุ่มสาว ความเหงาและความโดดเดี่ยวในสังคม การเหยียดสีและผิวเชื้อชาติ รวมถึงประเด็นความหลื่อมล้ำในสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในบทความนี้พี่แนนนี่เพนได้เล็งเห็นว่าความฝันเป็นเรื่องคลาสสิกที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน พี่จึงอยากนำเสนอประเด็นนี้ให้น้องๆ ได้เข้าใจว่า เราทุกคนมีความฝันได้แต่ต้องมองโลกความเป็นจริงให้ "จริง" มากยิ่งขึ้นด้วยนะคะ อย่าเพิ่งยอมแพ้ และต่อสู้ให้ถึงที่สุดก่อน แล้วเราจะเจอหนทางที่ใช่สำหรับเราแน่นอนค่ะ ^^
 
พี่แนนนี่เพน
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #Of Mice and Men #เพื่อนยาก #ความฝัน #Something That Happened #American Dream #อเมริกันดรีม

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    เกย์อักษรฯเอกปรัชญา
    Guest IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้


    สำหรับข้อความนี้ของคุณพี่แนนนี่เพน


    "...ซึ่งในบทความนี้พี่แนนนี่เพนได้เล็งเห็นว่าความฝันเป็นเรื่องคลาสสิกที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน พี่จึงอยากนำเสนอประเด็นนี้ให้น้องๆ ได้เข้าใจว่า เราทุกคนมีความฝันได้แต่ต้องมองโลกความเป็นจริงให้ "จริง" มากยิ่งขึ้นด้วยนะคะ อย่าเพิ่งยอมแพ้ และต่อสู้ให้ถึงที่สุดก่อน แล้วเราจะเจอหนทางที่ใช่สำหรับเราแน่นอนค่ะ ^^"


    ฟังดูเป็นข้อสรุปที่นอกจากจะไม่ใช่แก่นเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้เลยสักนิด แล้วยังขัดกับสถานการณ์ของตัวละครในนิยายด้วย เราไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่ตัวละครไม่ได้มองโลกความเป็นจริงให้จริงอย่างที่คุณพี่แนนนี่เพนกล่าวเลยสักนิด ที่ตัวละครเลนนี่ต้องมาพบกับจุดจบแบบนั้นน่ะเป็นเพราะเขาพลาดทำผู้หญิงตาย มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่ว่าจะหนีไปทางใดมันก็หนีไม่พ้น แล้วก็นั่นไงเพราะความเป็นจริงก็คือเลนนี่ต้องพบกับความตายจากกลุ่มม็อบชาวบ้าน ส่วนจอร์จเขาก็มีความฝัน แต่มันก็เป็นความฝันร่วมที่อยากจะมีฟาร์มเป็นของตัวเองกับเลนนี่และตัวละครอีกตัว จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร มันไม่ใข่ฝันตัวเองคนเดียวเดี่ยวๆ ฝันของจอร์จต้องพังลงเพราะเลนนี่ต้องมาตายไปก่อน การจะมีฟาร์มเป็นของตัวเองในยุคสมัยนั้นมันก็ไม่น่าจะใช่ง่ายๆ อาจจะต้องใช้เงินเยอะด้วยหรือเปล่า ถ้าหากตัวละครเหล่านี้ไม่มีฝัน คุณคิดดูว่าชีวิตจริงที่ทำงานเป็นลูกจ้างได้เงินค่าจ้างเพียงเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเพราะไม่มีแม้แต่เงินจะกินอาหารพื้นๆอิ่มๆ(ตัวละครจอร์จกับเลนนี่กินถั่วประป๋องอ่ะ) มันจะเปลี่ยนความจริงจริงๆที่โหดร้ายนี้ได้ยังไงหากไม่มีเงิน มันไม่ใช่แค่เป็นจริงกับแค่คนในอเมริกานะแต่เป็นทุกที่บนโลกเลยแหละ ฉะนี้แล้วตัวละครจอร์จกับเลนนี่ไม่ได้ยอมแพ้ต่ออะไรใดๆ แค่จอร์จเลือกให้เลนนี่ตายสบายก่อนที่จะได้เจอกับม็อบชาวบ้านที่จะมาจับเขาไปทรมาณซึ่งก็น่าจะถึงตายเหมือนกันเพื่อแลกกับชีวิตของภรรยาของเคอร์ลี่ สถานการณ์ชีวิตมันโหดร้ายและไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นี่แหละแก่นเรื่องนี้ มืดมนอย่างนี้แหละ หากคุณพี่แนนนี่เพนอยากโต้แย้งก็จงแย้งมาพร้อมกับ original textual evidence ได้เลยค่ะ เราจะเปิดใจรับฟังดูว่ามีน้ำหนักมากพอไหม


    ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เกย์อักษรฯเอกปรัชญา
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้


      สำหรับข้อความนี้ของคุณพี่แนนนี่เพน


      "...ซึ่งในบทความนี้พี่แนนนี่เพนได้เล็งเห็นว่าความฝันเป็นเรื่องคลาสสิกที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน พี่จึงอยากนำเสนอประเด็นนี้ให้น้องๆ ได้เข้าใจว่า เราทุกคนมีความฝันได้แต่ต้องมองโลกความเป็นจริงให้ "จริง" มากยิ่งขึ้นด้วยนะคะ อย่าเพิ่งยอมแพ้ และต่อสู้ให้ถึงที่สุดก่อน แล้วเราจะเจอหนทางที่ใช่สำหรับเราแน่นอนค่ะ ^^"


      ฟังดูเป็นข้อสรุปที่นอกจากจะไม่ใช่แก่นเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้เลยสักนิด แล้วยังขัดกับสถานการณ์ของตัวละครในนิยายด้วย เราไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่ตัวละครไม่ได้มองโลกความเป็นจริงให้จริงอย่างที่คุณพี่แนนนี่เพนกล่าวเลยสักนิด ที่ตัวละครเลนนี่ต้องมาพบกับจุดจบแบบนั้นน่ะเป็นเพราะเขาพลาดทำผู้หญิงตาย มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่ว่าจะหนีไปทางใดมันก็หนีไม่พ้น แล้วก็นั่นไงเพราะความเป็นจริงก็คือเลนนี่ต้องพบกับความตายจากกลุ่มม็อบชาวบ้าน ส่วนจอร์จเขาก็มีความฝัน แต่มันก็เป็นความฝันร่วมที่อยากจะมีฟาร์มเป็นของตัวเองกับเลนนี่และตัวละครอีกตัว จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร มันไม่ใข่ฝันตัวเองคนเดียวเดี่ยวๆ ฝันของจอร์จต้องพังลงเพราะเลนนี่ต้องมาตายไปก่อน การจะมีฟาร์มเป็นของตัวเองในยุคสมัยนั้นมันก็ไม่น่าจะใช่ง่ายๆ อาจจะต้องใช้เงินเยอะด้วยหรือเปล่า ถ้าหากตัวละครเหล่านี้ไม่มีฝัน คุณคิดดูว่าชีวิตจริงที่ทำงานเป็นลูกจ้างได้เงินค่าจ้างเพียงเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเพราะไม่มีแม้แต่เงินจะกินอาหารพื้นๆอิ่มๆ(ตัวละครจอร์จกับเลนนี่กินถั่วประป๋องอ่ะ) มันจะเปลี่ยนความจริงจริงๆที่โหดร้ายนี้ได้ยังไงหากไม่มีเงิน มันไม่ใช่แค่เป็นจริงกับแค่คนในอเมริกานะแต่เป็นทุกที่บนโลกเลยแหละ ฉะนี้แล้วตัวละครจอร์จกับเลนนี่ไม่ได้ยอมแพ้ต่ออะไรใดๆ แค่จอร์จเลือกให้เลนนี่ตายสบายก่อนที่จะได้เจอกับม็อบชาวบ้านที่จะมาจับเขาไปทรมาณซึ่งก็น่าจะถึงตายเหมือนกันเพื่อแลกกับชีวิตของภรรยาของเคอร์ลี่ สถานการณ์ชีวิตมันโหดร้ายและไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นี่แหละแก่นเรื่องนี้ มืดมนอย่างนี้แหละ หากคุณพี่แนนนี่เพนอยากโต้แย้งก็จงแย้งมาพร้อมกับ original textual evidence ได้เลยค่ะ เราจะเปิดใจรับฟังดูว่ามีน้ำหนักมากพอไหม


      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        เกย์อักษรฯเอกปรัชญา
        Guest IP
        #1-1

        เพิ่มเติมคือ เรื่องนี้มันไม่ใช่เกี่ยวกับความผิดหวังเล็กๆน้อยๆหรือต่อให้ความผิดหวังใหญ่โตขนาดไหน

        ก็เทียบไม่ได้กับความผิดพลาดที่ทำให้หมดอนาคตค่ะ ตัวอย่างก็คือความผิดพลาดที่ไปทำคนตาย ทำให้หมดอนาคต จบชีวิต มันไม่ใช่เรื่องคนล้มเหลวไม่สู้ชีวิต แต่เป็นเรื่องของคนไม่สมประกอบ(เลนนี่)แล้วผิดพลาด แล้วจึงหมดทางเลือกแล้ว แล้วก็ต้องตายแน่ๆ

        เอาล่ะคุณพี่แนนนี่เพนจะแย้งยังไงว่าเขาไม่สู้ชีวิตและไม่อยู่กับความจริง

        หากแย้งไม่ได้ ก็ควรจะยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายถูกไปก่อน นี่คือตรรกศาสตร์

        ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป