"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่ []

วิว

"เลดี้แห่งชาลอตต์"
หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่ 

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักคุ้นเคยกับตำนานนิทานปรัมปราของกษัตริย์อาเธอร์ และพวกอัศวินโต๊ะกลมกันมาบ้างพอสมควร หรือหากใครไม่เคยรู้จักมาก่อนก็สามารถอ่านบทความนี้ได้แน่นอน เพราะเรื่องที่พี่แนนนี่เพนจะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นเรื่องราวของ เลดี้แห่งชาลอตต์ (The Lady of Shalott) หญิงสาวต้องคำสาปบนหอคอย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าบทกวีเพียงสี่บทที่สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินในยุควิคตอเรียนสร้างผลงานศิลปะออกมาจำนวนมาก และแม้เรื่องราวจะผ่านมานานกว่า 170 ปีแล้ว แต่เรื่องราวของเธอก็ยังถูกนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก.. สงสัยกันไหมคะว่าทำไมเลดี้แห่งชาลอตต์ถึงยังได้รับความนิยมอยู่ เรื่องราวของเธอที่มีบทกวีเพียงแค่สี่บททำไมถึงได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก เรามาหาคำตอบของหญิงสาวบนหอคอยกันเลยค่ะ 

"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่
ภาพวาดเลดี้แห่งชาลอตต์ โดย John William Waterhouse
 

เลดี้แห่งชาลอตต์ บทกวีกว่า 170 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องแฟนตาซีและโศกนาฏกรรมแสนเศร้า  

นักอ่านหลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของ เลดี้แห่งชาลอตต์ (The Lady of Shalott) กันมาบ้างพอสมควร แต่หากใครยังไม่รู้จักจะขอเล่าตั้งแต่ต้นก่อนว่า เลดี้แห่งชาลอตต์เป็นบทกวีว่าด้วยเรื่องแฟนตาซีและโศกนาฏกรรมแสนเศร้า บทกวีนี้ได้รับความนิยมจากผู้คนมานานกว่า 170 ปี เป็นบทกวีที่ประพันธ์โดย ลอร์ด เทนนีสัน (Lord Tennyson) นักกวีชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมานานกว่า 40 ปี (ค.ศ. 1850-1892) โดยเลดี้แห่งชาลอตต์เป็นงานเขียนชิ้นแรกๆ ของเทนนีสันก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงอันโด่งดัง เหตุผลหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจบทกวีนี้เนื่องมาจากในยุควิคตอเรียน ผู้คนจำนวนมากให้ความนิยมและคลั่งไคล้เรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์กับเหล่าอัศวินเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บทกวีเลดี้แห่งชาลอตต์ได้รับความนิยมตามไปด้วย นอกจากนี้เรื่องราวในบทกวีได้มีการผสมผสานระหว่างความแฟนตาซีกับโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้อ่าน ศิลปิน จิตรกร และผู้ใช้ศาสตร์แขนงต่างๆ นำเรื่องราวของเลดี้แห่งชาลอตต์ไปสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง 

บทกวีเลดี้แห่งชาลอตต์ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1833 และตีพิมพ์ฉบับปรับปรุงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1842 โดยเนื้อหาจากทั้งสองเวอร์ชันค่อนข้างแตกต่างกัน แต่มีเรื่องราวแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ แบบไม่เรียงลำดับเวลาเหมือนกัน ในบทกวีบทแรกอธิบายถึงสภาพแวดล้อมภายในเมือง มีแม่น้ำและถนนวิ่งผ่านทุ่งนาซึ่งนำไปสู่ปราสาทคาเมล็อต (Camelot Castle) สถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของกษัตริย์อาเธอร์และเป็นที่ประชุมอัศวินโต๊ะกลมตามตำนาน จากถนนในเมืองจะมองเห็นปราสาทเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำชื่อ ชาลอตต์ (Shalott) ผู้คนในคาเมล็อตเชื่อกันว่าเกาะนั้นเป็นบ้านของเลดี้แห่งชาลอตต์ ไม่เคยมีใครเห็นเลดี้แห่งชาลอตต์มาก่อน แต่พวกเขาที่เดินทางผ่านทั้งทางน้ำและทางเรือต่างเคยได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาจากปราสาทแห่งนี้ 

บทกวีบทที่สองเล่าต่อว่า ในปราสาทที่ร้างผู้คนนี้ มีหญิงสาวซึ่งก็คือ เลดี้แห่งชาลอตต์ นั่งทอผ้าทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่บนหอคอย เธอเคยได้ยินว่าหากลอบมองไปที่คาเมล็อต เธอจะถูกสาป แต่เธอไม่รู้ว่าคำสาปคืออะไร ในท้ายที่สุดตั้งแต่จำความได้เธอก็ทำตามคำเตือนนั้นอย่างระมัดระวัง เธอหลีกเลี่ยงการมองไปยังคาเมล็อตโดยตรง และเฝ้าดูโลกภายนอกผ่านเงาจากกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพการใช้ชีวิตของผู้คนในคาเมล็อตตลอดเวลา ในกระจกเธอเห็นหนุ่มสาวพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีนักบวช และคนเลี้ยงแกะ เธอเฝ้ามองดูภาพเหล่านี้ทุกวัน และในที่สุดเธอก็ยอมรับว่าเธอรู้สึกเบื่อ เพราะทำได้เพียงแค่นั่งมองเท่านั้น

"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่
ภาพวาดเลดี้แห่งชาลอตต์ โดย William Holman Hunt 

ในบทกวีบทที่สามเล่าว่า วันหนึ่งอัศวินผู้กล้าหาญในราชสำนักของกษัตริย์อาเธอร์เดินทางมาถึงคาเมล็อต เขาดูดีมากและมีความสุขกับผู้คนในคาเมล็อต เลดี้แห่งชาลอตต์เห็นเขาผ่านเงาของกระจกและอยากเห็นเขาผ่านสายตาของตัวเอง เธอตัดสินใจหันกลับไปมองดูอัศวินอย่างยอมรับในชะตากรรม เพียงแวบเดียวที่เธอหันไปมองชายหนุ่ม ผ้าทอของเธอก็ปลิวออกไปนอกหน้าต่าง กระจกที่เธอใช้เฝ้ามองแตกละเอียด หญิงสาวรับรู้แล้วว่าคำสาปที่เธอเคยได้ยินเกิดขึ้นแล้วจริงๆ 

บทกวีบทสุดท้าย หญิงสาวตัดสินใจออกจากหอคอยที่อยู่มาอย่างยาวนาน และพบเรือลำหนึ่งจอดนิ่งอยู่ริมแม่น้ำ เธอเขียนคำว่า เลดี้แห่งชาลอตต์ (The Lady of Shalott) ลงไปบนหัวเรือ และนั่งเรือออกไปจากปราสาทมุ่งหวังว่ามันจะลอยไปถึงคาเมล็อต หญิงสาวสวมชุดสีขาวเหมือนหญิงสาวบริสุทธิ์ผู้สูงศักดิ์ ระหว่างทางไปคาเมล็อตเธอร้องเพลงเพื่อเผชิญกับความเงียบเหงา ก่อนเสียงเพลงจะเงียบหายไปพร้อมกับลมหายใจของเธอ หญิงสาวสิ้นใจอยู่บนเรือก่อนถึงสถานที่ที่เธอเฝ้ามองมาตลอดชีวิต เมื่อเรือของหญิงสาวลอยไปจอดริมแม่น้ำในคาเมล็อตอย่างที่หวังไว้ ทุกคนในเมืองเข้ามามุงดู และจ้องมองเธอด้วยความเสียดายในรูปโฉมอันงดงาม บางตำนานบอกว่าอัศวินที่เธอเฝ้ามองมามุงดูเธอด้วยเช่นกัน แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ไม่มีวันรับรู้ และไม่มีใครรู้จักชื่อของเธอ..

บทกวีเรื่อง เลดี้แห่งชาลอตต์ นอกจากจะได้รับความนิยมเพราะผสมความแฟนตาซีแล้ว พี่เชื่อว่าคนจำนวนมากยังสงสัยและไม่เข้าใจในที่มาของคำสาป รวมถึงความเหงาและความโดดเดี่ยวของหญิงสาวในปราสาทที่ไม่คล้ายนิทานปรัมปราเรื่องไหนเลย เจ้าหญิงบนหอคอยที่จบลงด้วยความเศร้า เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นยังไง มาลองหาคำตอบกันดูค่ะ 

"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่
ภาพวาดเลดี้แห่งชาลอตต์ โดย Walter Crane 
 

การตายของเลดี้แห่งชาลอตต์เปรียบได้กับรักข้างเดียวที่ไม่สมหวัง

บทกวีเลดี้แห่งชาลอตต์เป็นเรื่องราวจากพล็อตที่เรียบง่ายและไม่มีความสมจริง แต่เทนนีสันเขียนเรื่องราวได้น่าสนใจและทิ้งปริศนาสัญลักษณ์ต่างๆ เอาไว้มากมาย การตายของหญิงสาวทำให้ผู้คนตีความว่าเธออาจเป็นตัวแทนของความรักที่ไม่สมหวัง เพราะทันทีที่เธอได้มองอัศวิน และเมินเฉยต่อคำสาป จุดจบที่รอเธออยู่ก็คือความตายนั่นเอง 'คำสาป' จึงเป็นกลไกที่ทำให้เรื่องราวขับเคลื่อนต่อไปและจบลงในที่สุด บทกวีเลดี้แห่งชาลอตต์ในบางตำนานของเทนนีสัน พบว่าหญิงสาวคนนี้มีชื่อว่า เอเลน (Elaine of Astolat) เธอได้ช่วยเหลือชายหนุ่ม และตกหลุมรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ชายหนุ่มกลับปฏิเสธความรักของเธอ ทำให้เธอทุกข์และตรอมใจตาย ซึ่งไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน หญิงสาวก็ไม่ได้พบเจอกับความรัก และต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในท้ายที่สุด 

"คำสาป" กรงขังของเลดี้แห่งชาลอตต์ในยุคชายเป็นใหญ่ 

อีกด้านหนึ่งของบทกวี เราจะเห็นว่าหญิงสาวคนนี้ทำได้เพียงอยู่บนหอคอย ทำงานฝีมือด้วยการทอผ้าทุกวัน และสอดส่องเรื่องราวความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านเงาของกระจกเท่านั้น เมื่อย้อนกลับไปในยุควิคตอเรียน หญิงสาวในยุคนั้นหาความรู้ได้แค่ในบ้านเท่านั้น พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวภายนอก การถูกกักขังให้อยู่เพียงแค่ในบ้าน เทียบได้กับการถูกกักขังอยู่บนหอคอย แม้จะมีอะไรให้ทำมากมาย แต่มนุษย์ทุกคนมีความคิด มีความต้องการอยากจะเป็นอิสระ และได้ทำอะไรตามใจตัวเอง เมื่อหญิงสาวตัดสินใจออกจากกรงขังที่มีคำสาปคือความคาดหวังของคนในสังคม เธอละทิ้งบทบาทหญิงสาวที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน หนีออกจากบ้านแม้จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน แต่เป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมในยุคนั้น

เนื่องจากในยุควิคตอเรียน หญิงสาวในครอบครัวนับเป็นสมบัติของผู้ชาย ชีวิตของพวกเธอขึ้นอยู่กับพ่อ และพี่ชาย หรือผู้ปกครองที่เป็นชายเท่านั้น เลดี้แห่งชาลอตต์จึงเป็นสัญลักษณ์หญิงสาวในยุควิคตอเรียนที่ถูกควบคุมชีวิต ถูกจำกัดอิสรภาพ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตระกูล ความสุภาพเรียบร้อย และความบริสุทธิ์ผุดผ่องของหญิงสาว คำสาปหรือการจำกัดอิสรภาพนี้นับเป็นข้ออ้างในการหาคู่ที่สมบูรณ์แบบให้หญิงสาวในตระกูลได้ดีทีเดียว ผู้หญิงที่หนีจากหอคอย หรือออกจากกฏของคนในสังคม เพื่อตามหาความรักโรแมนติก ผลสรุปสุดท้ายมักตามมาด้วยการถูกบรรทัดฐานของสังคมทำให้กลายเป็นผู้หญิงไร้ค่า ไร้ฐานะ และถูกไล่ออกจากสังคม หรือตระกูล เป็นต้น 

"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่
ภาพวาดเลดี้แห่งชาลอตต์ โดย William Maw Egley
 

ความเหงาและความโดดเดี่ยวคือความล้มเหลวของศิลปินอัจฉริยะ

เลดี้แห่งชาลอตต์อาจเปรียบเป็นศิลปินได้ด้วย เพราะศิลปินส่วนใหญ่มักจะรักสันโดษ และชอบทำงานในที่เงียบๆ ไร้ซึ่งผู้คน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดออกมา การแยกตัวเองออกจากสังคม และอุทิศตัวเองเพื่องานศิลปะถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในอีกด้านการต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว และเฝ้ามองผู้คนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาฟุ้งซ่านและเกิดความเหงา การกดดันตัวเองให้อยู่คนเดียวเพื่อทำงานดีๆ ออกมาทำให้พวกเขาเกิดความล้มเหลวได้ง่าย เลดี้แห่งชาลอตต์จึงเป็นตัวแทนความล้มเหลวของศิลปินในการแสดงความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะ สูญเสียงานศิลปะ ดนตรี หรือบทกวีที่เขาทำไปในที่สุด 

"เลดี้แห่งชาลอตต์" หญิงสาวต้องคำสาปในโลกที่ชายเป็นใหญ่

หากยังจำกันได้ ในบทนำได้กล่าวถึงกษัตริย์อาเธอร์ และพวกอัศวินโต๊ะกลมเอาไว้ ซึ่งในบทกวีมีเพียงฉากที่แสดงให้เห็นว่า เลดี้แห่งชาลอตต์มีชีวิตอยู่ในยุคของกษัตริย์อาเธอร์ และเธอฝ่าฝืนคำสาปที่ปฏิบัติมาตลอดชีวิตเพียงเพื่อมองอัศวินหนุ่มผ่านสายตาตัวเองเท่านั้น เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นสังคมในยุคสมัยนั้น และแสดงให้เห็นว่าอัศวินในยุคของกษัตริย์อาเธอร์ เป็นชายที่มีความเป็นผู้นำ และได้รับการยอมรับจากผู้คน เป็นการนำเรื่องราวจากตำนานมาต่อยอดให้เห็นว่า กษัตริย์อาเธอร์และอัศวิน เป็นคนที่ผู้คนให้ความศรัทธาและนับถือ.. อย่างไรก็ตาม เลดี้แห่งชาลอตต์ เป็นเรื่องราวที่เศร้าและสะเทือนใจคนอ่านเป็นอย่างมาก เบื้องหลังของบทกวีอาจจะมีเรื่องราวมากกว่าที่พี่แนนนี่เพนนำมาเล่าสู่กันฟัง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตีความไปในทิศทางไหน ซึ่งลอร์ด เทนนีสันเขียนเล่าเรื่องในบทกวีนี้สั้นๆ แต่มีความหมายต่อผู้คนได้อย่างมหาศาลจริงๆ ค่ะ

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

https://www.shmoop.com/lady-of-shalott/
https://www.sparknotes.com/poetry/tennyson/section2/
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Lady_of_Shalott
 https://es.wikipedia.org/wiki/La_dama_de_Shalott
 
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เลดี้แห่งชาลอตต์ #The Lady of Shalott #ลอร์ด เทนนีสัน #Lord Tennyson #the lady of shalott story #หญิงสาวต้องคำสาป #ชายเป็นใหญ่ #ชายเป็นใหญ่

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป