/>

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว []

วิว

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จาก
แฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน เชื่อว่าหลายคนในที่นี้รู้จัก “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ผลงานวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังจากปลายปากกาของเจ.เค.โรว์ลิ่ง โลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ ความมหัศจรรย์ บัตเตอร์เบียร์และกบช็อกโกแล็ต แน่นอน จักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับพวกเรา...หากว่าเราเอาชนะความชั่วร้ายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้นะ! 

ช้าก่อน แฟนคลับแฮร์รี่ พอตเตอร์อย่าเพิ่งตกใจและต่อว่ากันค่ะ! พี่เองก็เป็นติ่งแฮร์รี่และชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ อ่านมาตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบแล้วก็ยังอ่านอยู่ จะพูดว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์คือหนังสือในดวงใจก็คงไม่ผิดเท่าไหร่ ประเด็นก็คือ ทุกครั้งที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ มุมมองของพี่เปลี่ยนไป ตอนเด็กเคยคิดแบบนี้ ตอนโตก็คิดอีกแบบ สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้ลึกซึ้งมากขึ้น ในวันนี้จึงนำมาแชร์ให้ทุกคนอ่านกันค่ะว่าพี่ได้เรียนรู้อะไรจากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้น

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

01 ทาสเป็นเรื่องปกติ

แน่นอนว่าเฮอร์ไมโอนี่พยายามปลดปล่อยพวกเอลฟ์ประจำบ้านที่อยู่ในฮอกวอตส์ให้เป็นไท แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นๆ จะไม่ได้อินไปกับเรื่องที่เอลฟ์ต้องเป็นทาสรับใช้ของพ่อมดสักเท่าไหร่ ใช่ จริงอยู่ที่รอนกับแฮร์รี่อาจไม่ชอบเวลาที่พวกเอลฟ์ได้รับการปฏิบัติแบบแย่ๆ แต่พวกเขาก็รู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดมาเพื่อเอลฟ์ เพราะงั้น ถ้าให้มองอีกมุมหนึ่งโดยไม่สนในความเป็นพระเอกของแฮร์รี่ การปฏิบัติตัวต่อด็อบบี้แบบนี้ดูแย่เกินตำหนิ เพราะด็อบบี้พร้อมอุทิศตัวเพื่อแฮร์รี่ตลอด 24 ชั่วโมง เขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้

เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับเวทมตร์มากเกินไป ทำให้คนไม่สังเกตว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไร พอได้กลับมาอ่านแฮร์รี่ตอนโตจึงรู้เลยว่าการปฏิบัติต่อเอลฟ์เป็นสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคม วิธีการที่พ่อมดแม่มดบางคนปฏิบัติต่อด็อบบี้และพวกเอลฟ์ตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ โดยเฉพาะการรับใช้ครอบครัวเวทมนตร์โดยไม่ได้เงิน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสมควรได้รับ

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

02 ดัมเบิลดอร์เป็นคนเลือดเย็น

ดัมเบิลดอร์อาจเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอกวอตส์ แล้วเขาก็เต็มใจที่จะก้าวเข้ามาเล่นบทเป็นพ่อของแฮร์รี่ พอตเตอร์ตลอดเวลา คอยนำทางและชี้แนะให้แฮร์รี่เดินทางไปเจอแต่สิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวละครนี้จะไม่มีข้อบกพร่องเลย แล้วพี่ก็ขอโทษแฟนคลับดัมเบิลดอร์ล่วงหน้ากับสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้

ในตอนท้ายของซีรี่ส์นี้ เราพบว่าดัมเบิลดอร์รู้ตั้งแต่แล้วว่าแฮร์รี่จะต้องตายในมือของโวลเดอมอร์ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชะตากรรมเขา เป็นส่วนหนึ่งของคำทำนายที่ทำให้เจ้าแห่งศาสตร์มืดต้องตาย ดัมเบิลดอร์จึงไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากจะแนะนำให้แฮร์รี่กลายเป็นตัวช่วยในการต่อสู้ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาสามารถทำได้ ทั้งหมดเพื่อช่วยให้ทุกคนรอดชีวิตจากการเสียสละในอนาคตของเด็กคนนี้

ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องส่งเด็กน่าสงสารคนนี้ไปเจอเรื่องอันตรายร้ายแรงทุกปี ทั้งจากการจ้างอาจารย์ที่อันตรายอย่างรีมัส ลูปิน ไปจนถึงการนำแฮร์รี่เข้าสู่ดินแดนอันตรายเพื่อออกตามล่าหาฮอร์ครักซ์ แล้วให้แฮร์รี่นั่งลงและดูคุณครูคนโปรดตายต่อหน้าต่อตา นอกจากนี้ดัมเบิลดอร์ยังค่อนข้างเลือดเย็นกับบางคนด้วย เขาสามารถใช้เล่ห์กลทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ คิดดูดีๆ สิ มันช่างโหดร้ายนะ

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

03 ทำเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง แล้วคนที่พวกเขารักก็เป็นหนึ่งในนั้น ใช่ค่ะ   พวกเรามีสิทธิ์จะรักใครก็ได้ที่อยากรัก ในโลกมักเกิ้ล การทำเสน่ห์ใส่คนที่เราแอบชอบเพื่อให้เขามาชอบเราเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับให้คนมาชอบหรือไม่ชอบเราได้ แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องปกติสุดๆ ในโลกเวทมนตร์

ยาเสน่ห์หรือน้ำยาแห่งความลุ่มหลง (love potion) เป็นสิ่งที่ถูกสอนในชั้นเรียน แถมเฟร็ดกับจอร์จยังวางขายเจ้าสิ่งนี้ในร้านของเขาอย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย ทีนี้คนก็สามารถใช้น้ำยาแห่งความลุ่มหลงเพื่อหลอกใครสักคนให้รักพวกเขา แทนที่จะพยายามทำให้ใครบางคนหลงรักเขาจริงๆ ลองคิดดูสิว่ามันจะเป็นยังไงถ้าใครสักคนมาทำเสน่ห์ใส่เรา? น่ากลัวเนอะ

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

04 กระทรวงเวทมนตร์รู้เห็นทุกอย่าง!

ในโลกมักเกิ้ลอาจมี “บิ๊ก บราเธอร์ (Big Brother)” รายการเรียลลิตี้โชว์ที่นำผู้เข้าแข่งขันมาใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังหนึ่งเป็นเวลาร้อยกว่าวัน โดยมีกล้องมากกว่า 30 ตัวคอยสอดส่องคนในบ้าน รู้หมดว่าใครอยู่ไหน ทำอะไร หรือพูดอะไร แต่ในโลกเวทมนตร์ รัฐบาลสามารถล่วงรู้และได้ยินทุกสิ่งที่เด็กและผู้ใหญ่ทำ แล้วพวกเขาก็ติดตามสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงการใช้เวทมนตร์ตอนยังไม่บรรลุนิติภาวะและอื่นๆ ผู้คนสามารถเข้ามาในบ้านได้ทุกเมื่อที่ต้องการ แถมพวกเขายังมีแผนที่เเสดงตำแหน่งของทุกคนตลอดเวลาด้วย ทำไมไม่มีใครพยายามหนีหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเองเลย? แฮร์รี่หนีจากสิ่งที่เขาทำโดยไม่ถูกจับได้อย่างไร?   กระทรวงเวทมนตร์อยู่ที่นั่นเพื่อคอยเฝ้าระวังและปล่อยเหล่าผู้คุมวิญญาณตามต้องการ ช่างเป็นโลกที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง 

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

05 ฮอกวอตส์คือโรงเรียนที่อันตรายที่สุดในโลก

ถ้าจะต้องส่งเด็กๆ ของเราไปโรงเรียนประจำที่ไหนสักแห่ง แน่นอนว่าที่นั่นจะต้องเป็นที่ปลอดภัย สามารถทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเติบโต จึงไม่แปลกที่พ่อแม่จะเชื่อในมนต์ขลังของฮอกวอตส์ ว่าแต่ฮอกวอตส์...โรงเรียนที่มีคติว่า “อย่าแหย่มังกรหลับ” เป็นสถานที่ๆ ปลอดภัยจริงๆ เหรอ?

เริ่มตั้งแต่โทรลล์ถูกปล่อยออกมา แมงมุมยักษ์ไล่กินคน บาร์ซิลิกซ์แฝงตัวตามท่อน้ำ หรือแม้กระทั่งเด็กถูกสาป แถมเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องบังเอิญด้วยนะจ๊ะ  อ้อ   อย่าลืมการแข่งขันประลองเวทไตรภาคีที่ส่งเด็กๆ ไปเผชิญหน้ากับอันตรายสิ ให้พวกเขาเป็นตัวล่อมังกรและต่อสู้กับนางเงือก ที่สำคัญ   ยังเคยมีใครบางคนตายจริงๆ ในการทำภารกิจด้วย! ถามจริงเถอะ มีใครในโลกกล้าส่งลูกๆ ไปโรงเรียนสุดอันตรายแบบนี้!

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

06 ฮอกวอตส์เคยเช็กประวัติคนสมัครครูมั้ย?

มนุษย์หมาป่า นักฆ่า คนไม่เต็มบาท ไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ที่มีโวลเดอมอร์อยู่ด้านหลังศีรษะของเขานะ ไม่ เราไม่ได้พูดถึงผู้เสพความตาย แต่เรากำลังพูดถึงคณะอาจารย์ในฮอกวอตส์ต่างหาก!

จริงๆ แล้วบรรดาอาจารย์ควรให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” ของนักเรียนเป็นอันดับต้นๆ แต่ดูสิ่งที่พวกเขาทำสิ รับคนอันตรายระดับเจ้าพ่อเข้ามาสอน เพียงเพื่อต้องการเติมตำแหน่งการสอนที่เปิดอยู่ให้เต็ม ซึ่งนั่นนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

จนถึงตอนนี้ก็ยังตั้งคำถาม ทำไมคนเหล่านี้ถึงมาเป็นอาจารย์ได้? แปลว่าฮอกวอตส์ไม่เคยเช็กประวัติมาก่อนสินะ ก็นั่นแหละ...อาจเป็นเพราะว่ามันจะทำลายพล็อตในอนาคต แต่อดคิดไม่ได้จริงๆ นะ

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

07 สัตว์ก็ฉลาดเหมือนคนนั่นแหละ

มักเกิ้ลหลายคนอาจปฏิบัติต่อเพื่อนสี่ขาราวกับว่านั่นคือทารกขนฟูที่เต็มไปด้วยอารมณ์และจิตวิญญาณเช่นเดียวกับคนสองขาแบบเรา ทำนองเดียวกัน ในโลกเวทมนตร์ เรารู้ว่าพวกสัตว์มีจิตวิญญาณเหมือนมนุษย์ เริ่มจากแฮร์รี่ที่สามารถสื่อสารกับงูได้ผ่านภาษาพาร์เซล ต่อมาเราได้พบกับแมงมุมยักษ์อาราก็อกที่มีความจริงใจและซื่อสัตย์ต่อคนดูแลอย่างแฮกริด ไหนจะมังกรยักษ์ในธนาคารกริงก็อตส์ที่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าใครเป็นคนดีหรือเลว แถมยังช่วยเด็กทั้งสามให้ปลอดภัยในแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคสุดท้ายด้วย หรือแม้กระทั่งเฮ็ดวิก นกฮูกหิมะที่ไม่เคยพูดกับแฮร์รี่เลย แต่ก็เข้าใจคำสั่งของแฮร์รี่และทำตามคำสั่งเป็นอย่างดี สัตว์ในโลกเวทมนตร์ฉลาดและรู้จักตัวเอง แต่มักได้รับการปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรม ดูเหมือนว่าแฮกริดจะเป็นคนเดียวในโลกเวทมนตร์ที่มองเห็นศักยภาพในบรรดาสัตว์เหล่านั้น หรือน้องๆ คิดว่ายังไงล่ะ?

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

08  ความรักของแฮร์รี่กับโชเกิดขึ้นผิดเวลา

แฮร์รี่เหมือนกับเด็กไร้เดียสาที่เพิ่งหัดมีความรัก ในภาคถ้วยอัคนี แฮร์รี่แสดงออกโจ่งแจ้งเลยว่าเขาปิ๊งโชแชงนะ แต่โชคร้ายที่เธอดันเลือกเซดริก ดิกกอรี่ หลังจากนั้นพอเซดริกตาย โชเสียใจมากและร้องห่มร้องไห้ แทนที่แฮร์รี่จะเป็นฝ่ายคอยรับฟัง ปลอบใจหรือปลอบโยนเธอ กลายเป็นว่า เขาดันยืนยันกับเธอว่าเซดริกตายแล้วจริงๆ อีก แถมยังต้องการที่จะเดตกับโชต่อไป ทำแบบนี้เหมือนเป็นการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงโคจรความรักสุดเศร้า

จริงอยู่ที่โชเองก็สนใจแฮร์รี่ แต่เขาก็ควรปล่อยให้เธอได้เยียวยาตัวเองก่อนจะรีบร้อนเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนใหม่ แล้วก็นั่นแหละ แทนที่จะกอดปลอบโชตอนร้องไห้ ดันไปจูบเฉยเลย แฮร์รี่คงไม่รู้สึกฟินสักเท่าไหร่ คิดเหมือนกันมั้ย

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

09 การกลืนกินวิญญาณได้รับการยอมรับอย่างถูกกฎหมาย

ผู้คุมวิญญาณที่ปรากฎในหนังสือหรือภาพยนตร์อาจดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่ช้าก่อน ผู้คุมวิญญาณนี่แหละน่ากลัวต่อผู้ที่พบเจอที่สุดแล้ว ลองมองสิ่งที่พวกเขาทำดีๆ สิ มันยากมากนะที่จะมองข้าม ดูดกลืนวิญญาณของคนเลยนะ!

เอาล่ะ พวกพ่อมดรู้ว่าวิญญาณมีอยู่จริงก็เลยมีกองกำลังตำรวจที่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กลืนกินวิญญาณของผู้คนได้ ลืมชีวิตในคุกซะ ไม่มีการลงโทษหรือแม้แต่การประหารชีวิต เพราะนี่คือการทำลายจิตวิญญาณของเราเลย ฟังดูโหดร้ายและอันตรายมากเลยเนอะ แถมผู้คุมวิญญาณก็ไม่ได้ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถควบคุมได้เสมอด้วย อย่าลืม พวกเขาพยายามที่จะดูดวิญญาณของแฮร์รี่แล้ว ไม่รับประกันหรอกนะว่าผู้ดูดวิญญาณจะไปดูดวิญญาณคนบริสุทธิ์คนอื่นมั้ย ทรมานน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ทำลายจิตวิญญาณนี่สิน่ากลัว

 

10 เรื่องชวนคิดที่เราเพิ่งรู้จากแฮร์รี่ พอตเตอร์เมื่อโตขึ้นแล้ว
 

10 ไม่ใช้ความสามารถต่างๆ ให้เป็นประโยชน์

จริงอยู่ที่เจ.เค.โรว์ลิ่งเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเหนือโลก แต่มันยังมีบางมุมที่รู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อย้อนกลับไปอ่าน เช่น สเนปมีพรสวรรค์ด้านกฎหมาย แต่ไม่ได้ใช้มันเพื่อจัดการกับบาร์ทีเมียส เคร้าช์ จูเนียร์ที่ปลอมตัวเป็นแม็ด-อาย มูดดี้ในภาคภาคีนกฟินิกซ์ เฮอร์ไมโอนี่มีนาฬิกาย้อนเวลาที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการเป็นตัวช่วยให้เธอเข้าเรียนครบทุกวิชาและช่วยชีวิตสัตว์จากการถูกฆ่า แฮร์รี่ควรใช้น้ำยานำโชคเพื่อดูภาพรวมของการเอาชนะโวลเดอมอร์

หรือแม้กระทั่งมิเนอร์ว่า   เธอควรใช้ทักษะการเปลี่ยนร่างของเธอในการบ่อนทำลายอัมบริดจ์ ผู้ที่วันๆ เอาแต่รักแมว นอกจากนี้แฮร์รี่ยังสามารถใช้ผ้าคลุมล่องหนให้เป็นประโยชน์ต่อการตามหาฮอร์ครักซ์ได้ด้วย เห็นได้ชัดว่ามีหลายสิ่งที่พวกเขาทำได้กับความสามารถของตัวเองและสิ่งของหายากพวกนี้ แต่พวกเขาแค่มองข้ามไป    ไม่ใช้มัน

 

ตอนเด็กๆ เราอาจมองว่าการอ่านนิยายเป็นเพียงแค่การให้ความบันเทิงเฉยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อย การอ่านนิยายไม่ใช่แค่เรื่องสนุกอีกต่อไป มันเป็นพื้นที่ๆ ช่วยให้เราฝึกคิดวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในนิยาย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริง รวมทั้งเป็นบทเรียนที่สอนให้เราใช้ชีวิตและเป็นตัวช่วยให้เรากล้าก้าวข้าม Comfort Zone ของตัวเองด้วย การอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็เช่นกัน สอนให้เราได้เห็นมุมมองหลากหลาย ดูอย่างเรื่องเอลฟ์ประจำบ้านสิ มาอ่านซ้ำอีกทีก็รู้สึกชัดเจนเลยว่า “พวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม” แล้วน้องๆ ล่ะคะ คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง อย่าลืมแชร์ให้พี่น้ำผึ้งฟังด้วยนะ ^ ^ 

พี่น้ำผึ้ง :)


 

ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
https://www.looper.com/3248/disturbing-realizations-harry-potter-universe/
https://www.thethings.com/15-things-adults-notice-harry-potter-movies/



Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#แฮร์รี่ พอตเตอร์ #harry potter #เอลฟ์ประจำบ้าน #เจ.เค.โรว์ลิ่ง #นิยาย #นักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอแลกเปลี่ยนความคิดแล้วกันนะคะ


    1. ทาสเป็นเรื่องปกติ

    จะเห็นว่าจักรวาลแฮร์รี่เป็นการจำลองสังคมในยุคเก่า การแบ่งชนชั้นมันเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ง่าย(ดูง่ายๆ แล้วบ้านเราก็มี ก่อนทาสจะถูกยกเลิกในรัชกาลที่ 5) แต่การเปลี่ยนแปลงที่ เจ.เค. ใส่มันเริ่มตั้งแต่การปฏิบัติของแฮร์รี่ต่อด็อบปี้อย่างให้เกียรติ(เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาที่โตในโลกมักเกิ้ลที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบนั้น) สุดท้ายมันถึงได้กลายเป็นโครงการใหญ่โตที่จะมอบความเท่าเทียมให้กับเอลฟ์ของเฮอร์ไมโอนี่และสำเร็จในยุคที่เธอทำงานในกระทรวง นี่ทำให้เห็นว่ามันคือช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง


    2. ดัมเบิลดอร์เลือดเย็น

    สำหรับเราเขาก็มีหัวใจเหมือนคนปกติ แต่หัวใจของเขามอบให้ส่วนรวม เขาคิดแผนการกำจัดโวลเดอมอร์ตั้งแต่แฮร์รี่ยังไม่เกิด จนได้ยินคำทำนาย แรก ๆ เขาคิดเลี้ยงแฮร์รี่ให้เป็นเครื่องมือต่อกร แต่สุดท้ายเขาก็ยังสำนึกได้และคาดหวังว่าจะมีปฏิหาริย์ เขาส่งแฮร์รี่ให้เดินไปแต่ใช่ว่าเขาจะปล่อย อย่างตอนแฮร์รี่ได้ไปพบดัมเบิลดอร์หลังเขาตายไปแล้ว คนที่แนะนำให้แฮร์รี่กลับมาก็คือดัมเบิลดอร์(แม้จะอ้อมโลกอย่างให้แฮร์รี่เลือกเองก็เถอะ)


    3.ทำเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่

    อาจจะมองเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ดัมเบิลดอร์ได้พาแฮร์รี่ไปดูจุดจบของการใช้น้ำยาเสน่ห์แล้ว นั้นคือบ้านที่แตกของพ่อแม่โวลเดอมอร์ ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีปมในด้านความรัก "ความไม่ศรัทธาต่อความรัก"


    4.กระทรวงเวทมนต์รู้เห็นทุกอย่าง

    ไม่จริง อย่างด็อบปี้ใช้คาถาในบ้านลุงกับป้าของแฮร์รี่ แต่กระทรวงไม่สามารถระบุแยกได้ว่าใครเป็นคนเสก เพราะบ้านนี้มีแค่แฮร์รี่เป็นพ่อมดเขาถึงได้ถูกโยนความผิดให้ และตอนที่ดัมเบิลดอร์การไล่จับของฟัดจ์ก็ไม่มีใครตามตัวเขาได้ หรือแม้แต่การกลับมาของโวลเดอมอร์เอง กระทรวงก็ยังไม่รู้และไม่ยอมเชื่อคำบอกเล่าของแฮร์รี่จนได้มาเห็นเองกับตา


    5. ฮอกวอตส์อันตรายที่สุด

    โทรล บาซิลิสต์ อาราก็อต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเกิดจากการกระทำของคน ฮอกวอตส์ถูกสร้างและปกป้องด้วยเวทมนต์โบราณมานาน มันจึงเป็นเรื่องของความเชื่อถือที่สะสมมา เอาตรงๆ ก็เหมือนกับกรุงทอยที่คิดว่าจะไม่มีใครตีแตก หรืออยุธยาจะไม่มีวันล่มสลาย แต่สุดท้ายก็เพราะความประมาทจึงทำให้พบจุดจบเมื่อศัตรูพบจุดอ่อนแล้วเราไม่รู้


    6. เช็คประวัติอาจารย์

    ควีเรลล์เป็นอาจารย์ก่อนถูกสิง ลูบินมีความสามารถที่จะเป็นครูจนทำให้ดัมเบิลดอร์มองข้ามเรื่องอื่นและเขาเชื่อว่าจะควบคุมได้ เพราะลูบินมีจิตสำนึกพอที่จะยับยั้งตัวเองได้ ถ้าไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันจนเขาลืมกินยาทุกอย่างก็ยังปกติ(ซึ่งแฮร์รี่หรือคนอื่น ๆ ก็พูดว่านั่นคือการเรียนป้องกันตัวจากศาสตร์มืดที่ดีที่สุด)


    ึ7. สัตว์ฉลาด

    ก็เหมือนกับหมาแมวในโลกของเรา พวกมันมีความคิด แต่จะมีกี่คนที่อ่านความคิดของพวกมันออกถูกต้อง ส่วนคนที่พยายามเรียกร้องเรื่องสัตว์วิเศษไม่ใช่มีแค่แฮกริด แต่ยังมีสคามันเดอร์ผู้เขียนหนังสือสัตว์วิเศษด้วย


    8. ความรักของแฮร์รี่กับโช

    จะมีเด็กอายุสิบสี่สิบห้าสักกี่คนที่รู้จักความรักที่แท้จริง เจ.เค. ก็แค่ถ่ายทอดออกมาจากเด็กอายุสิบสี่สิบห้าเท่านั้น


    9. กลืนวิญญาณถูกกฎหมาย

    แน่นอนว่า 'ไม่' แต่อาจเพราะการจัดการกับอาชญากรด้วยวิธีเลวทรามอาจเป็นการรับมือที่ดีที่สุด(ตามความคิดยุคเก่า) และกระทรวงมั่นใจว่าจะคุมพวกมันอยู่ แต่หลังสงครามสิ้นสุดผู้คุมวิญญาณก็ถูกปลดแล้วใช้มือปราบมารดูแลแทน(เราต่างก็เรียนรู้จากความผิดพลาด)


    10. ใช้ความสามารถต่าง ๆ

    ไม่มีใครรู้ว่าแม็ด-อายถูกสวมรอยจนกระทั่งดัมเบิลดอร์เอ๊ะใจ และสเนปเป็นแค่ครูในขณะที่อำนาจอยู่ที่กระทรวง นาฬิกาย้อนเวลาถูกจัดว่าเป็นสิ่งไม่ควรมี(เห็นได้จากกระทรวงทำลายมัน แต่ก็ยังมีอันที่เหลือรอด) จะเห็นได้ชัดจากเด็กต้องสาป เพราะมันสามารถทำลายกฏต่าง ๆ บนโลกลงได้ เพียงเพราะมุมมองของคน ๆ หนึ่ง และ ศ.มักกอนนากัลเป็นแม่มดที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมากพอ จึงไม่คิดว่าเธอจะทำตัวเองให้แย่เหมือน ๆ กับอัมบริดจ์หรอก และสุดท้ายอย่างที่เคยบอกไป 'แฮร์รี่แค่เด็กวัยวุ่น' มุมมองต่อโลกที่คิดได้ขนาดนั้นถือว่าเกินตัวแล้ว และพวกเขาก็เคยบอกว่าผ้าคุมล่องหนมันเล็กเกินกว่าที่พวกเขาสามคนจะคุมพร้อม ๆ กันได้ เห็นได้ง่าย ๆ คือความสูงของรอนที่พุ่งปรี๊ดในทุกปี

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    Lovelycat
    Guest IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนบทความเป็นแฟนแฮร์รี่จริงรึป่าว เพราะขนาดคำขวัญ hogwart ยังผิดเลย ที่จริงเป็น อย่าแหย่มังกรหลับ ไม่ใช่หรอคะ แล้วมังกรตัวที่อยู่ในกริงกอตก็ไม่ได้ช่วยทั้งสามคนออกมา แต่มันถูกล่ามไว้และอาจถูกทรมานด้วยถ้าจำไม่ผิด แต่มันหนีออกไปเพราะหนีได้ต่างหาก แลกเปลี่ยนความคิดกันนะคะ เพราะนี่ก้อ่านมานานแล้วอาจจะจำตกหล่นไปบ้าง แต่ถ้าจะเขียนบทความก็ต้องทำการบ้านนิดนึงอ่ะค่ะ และเห็นด้วยกับเม้นบนเป็นอย่างยิ่งค่ะว่าแฟนตัวจริงแน่นอนข้อมูลเป๊ะมาก

    ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขอแลกเปลี่ยนความคิดแล้วกันนะคะ


      1. ทาสเป็นเรื่องปกติ

      จะเห็นว่าจักรวาลแฮร์รี่เป็นการจำลองสังคมในยุคเก่า การแบ่งชนชั้นมันเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ง่าย(ดูง่ายๆ แล้วบ้านเราก็มี ก่อนทาสจะถูกยกเลิกในรัชกาลที่ 5) แต่การเปลี่ยนแปลงที่ เจ.เค. ใส่มันเริ่มตั้งแต่การปฏิบัติของแฮร์รี่ต่อด็อบปี้อย่างให้เกียรติ(เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาที่โตในโลกมักเกิ้ลที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบนั้น) สุดท้ายมันถึงได้กลายเป็นโครงการใหญ่โตที่จะมอบความเท่าเทียมให้กับเอลฟ์ของเฮอร์ไมโอนี่และสำเร็จในยุคที่เธอทำงานในกระทรวง นี่ทำให้เห็นว่ามันคือช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง


      2. ดัมเบิลดอร์เลือดเย็น

      สำหรับเราเขาก็มีหัวใจเหมือนคนปกติ แต่หัวใจของเขามอบให้ส่วนรวม เขาคิดแผนการกำจัดโวลเดอมอร์ตั้งแต่แฮร์รี่ยังไม่เกิด จนได้ยินคำทำนาย แรก ๆ เขาคิดเลี้ยงแฮร์รี่ให้เป็นเครื่องมือต่อกร แต่สุดท้ายเขาก็ยังสำนึกได้และคาดหวังว่าจะมีปฏิหาริย์ เขาส่งแฮร์รี่ให้เดินไปแต่ใช่ว่าเขาจะปล่อย อย่างตอนแฮร์รี่ได้ไปพบดัมเบิลดอร์หลังเขาตายไปแล้ว คนที่แนะนำให้แฮร์รี่กลับมาก็คือดัมเบิลดอร์(แม้จะอ้อมโลกอย่างให้แฮร์รี่เลือกเองก็เถอะ)


      3.ทำเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่

      อาจจะมองเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ดัมเบิลดอร์ได้พาแฮร์รี่ไปดูจุดจบของการใช้น้ำยาเสน่ห์แล้ว นั้นคือบ้านที่แตกของพ่อแม่โวลเดอมอร์ ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีปมในด้านความรัก "ความไม่ศรัทธาต่อความรัก"


      4.กระทรวงเวทมนต์รู้เห็นทุกอย่าง

      ไม่จริง อย่างด็อบปี้ใช้คาถาในบ้านลุงกับป้าของแฮร์รี่ แต่กระทรวงไม่สามารถระบุแยกได้ว่าใครเป็นคนเสก เพราะบ้านนี้มีแค่แฮร์รี่เป็นพ่อมดเขาถึงได้ถูกโยนความผิดให้ และตอนที่ดัมเบิลดอร์การไล่จับของฟัดจ์ก็ไม่มีใครตามตัวเขาได้ หรือแม้แต่การกลับมาของโวลเดอมอร์เอง กระทรวงก็ยังไม่รู้และไม่ยอมเชื่อคำบอกเล่าของแฮร์รี่จนได้มาเห็นเองกับตา


      5. ฮอกวอตส์อันตรายที่สุด

      โทรล บาซิลิสต์ อาราก็อต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเกิดจากการกระทำของคน ฮอกวอตส์ถูกสร้างและปกป้องด้วยเวทมนต์โบราณมานาน มันจึงเป็นเรื่องของความเชื่อถือที่สะสมมา เอาตรงๆ ก็เหมือนกับกรุงทอยที่คิดว่าจะไม่มีใครตีแตก หรืออยุธยาจะไม่มีวันล่มสลาย แต่สุดท้ายก็เพราะความประมาทจึงทำให้พบจุดจบเมื่อศัตรูพบจุดอ่อนแล้วเราไม่รู้


      6. เช็คประวัติอาจารย์

      ควีเรลล์เป็นอาจารย์ก่อนถูกสิง ลูบินมีความสามารถที่จะเป็นครูจนทำให้ดัมเบิลดอร์มองข้ามเรื่องอื่นและเขาเชื่อว่าจะควบคุมได้ เพราะลูบินมีจิตสำนึกพอที่จะยับยั้งตัวเองได้ ถ้าไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันจนเขาลืมกินยาทุกอย่างก็ยังปกติ(ซึ่งแฮร์รี่หรือคนอื่น ๆ ก็พูดว่านั่นคือการเรียนป้องกันตัวจากศาสตร์มืดที่ดีที่สุด)


      ึ7. สัตว์ฉลาด

      ก็เหมือนกับหมาแมวในโลกของเรา พวกมันมีความคิด แต่จะมีกี่คนที่อ่านความคิดของพวกมันออกถูกต้อง ส่วนคนที่พยายามเรียกร้องเรื่องสัตว์วิเศษไม่ใช่มีแค่แฮกริด แต่ยังมีสคามันเดอร์ผู้เขียนหนังสือสัตว์วิเศษด้วย


      8. ความรักของแฮร์รี่กับโช

      จะมีเด็กอายุสิบสี่สิบห้าสักกี่คนที่รู้จักความรักที่แท้จริง เจ.เค. ก็แค่ถ่ายทอดออกมาจากเด็กอายุสิบสี่สิบห้าเท่านั้น


      9. กลืนวิญญาณถูกกฎหมาย

      แน่นอนว่า 'ไม่' แต่อาจเพราะการจัดการกับอาชญากรด้วยวิธีเลวทรามอาจเป็นการรับมือที่ดีที่สุด(ตามความคิดยุคเก่า) และกระทรวงมั่นใจว่าจะคุมพวกมันอยู่ แต่หลังสงครามสิ้นสุดผู้คุมวิญญาณก็ถูกปลดแล้วใช้มือปราบมารดูแลแทน(เราต่างก็เรียนรู้จากความผิดพลาด)


      10. ใช้ความสามารถต่าง ๆ

      ไม่มีใครรู้ว่าแม็ด-อายถูกสวมรอยจนกระทั่งดัมเบิลดอร์เอ๊ะใจ และสเนปเป็นแค่ครูในขณะที่อำนาจอยู่ที่กระทรวง นาฬิกาย้อนเวลาถูกจัดว่าเป็นสิ่งไม่ควรมี(เห็นได้จากกระทรวงทำลายมัน แต่ก็ยังมีอันที่เหลือรอด) จะเห็นได้ชัดจากเด็กต้องสาป เพราะมันสามารถทำลายกฏต่าง ๆ บนโลกลงได้ เพียงเพราะมุมมองของคน ๆ หนึ่ง และ ศ.มักกอนนากัลเป็นแม่มดที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมากพอ จึงไม่คิดว่าเธอจะทำตัวเองให้แย่เหมือน ๆ กับอัมบริดจ์หรอก และสุดท้ายอย่างที่เคยบอกไป 'แฮร์รี่แค่เด็กวัยวุ่น' มุมมองต่อโลกที่คิดได้ขนาดนั้นถือว่าเกินตัวแล้ว และพวกเขาก็เคยบอกว่าผ้าคุมล่องหนมันเล็กเกินกว่าที่พวกเขาสามคนจะคุมพร้อม ๆ กันได้ เห็นได้ง่าย ๆ คือความสูงของรอนที่พุ่งปรี๊ดในทุกปี

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      Lovelycat
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนบทความเป็นแฟนแฮร์รี่จริงรึป่าว เพราะขนาดคำขวัญ hogwart ยังผิดเลย ที่จริงเป็น อย่าแหย่มังกรหลับ ไม่ใช่หรอคะ แล้วมังกรตัวที่อยู่ในกริงกอตก็ไม่ได้ช่วยทั้งสามคนออกมา แต่มันถูกล่ามไว้และอาจถูกทรมานด้วยถ้าจำไม่ผิด แต่มันหนีออกไปเพราะหนีได้ต่างหาก แลกเปลี่ยนความคิดกันนะคะ เพราะนี่ก้อ่านมานานแล้วอาจจะจำตกหล่นไปบ้าง แต่ถ้าจะเขียนบทความก็ต้องทำการบ้านนิดนึงอ่ะค่ะ และเห็นด้วยกับเม้นบนเป็นอย่างยิ่งค่ะว่าแฟนตัวจริงแน่นอนข้อมูลเป๊ะมาก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      หลายอย่างถ้าเป็นผมเมื่อสมัยก่อน อาจจะคิดเหมือนคุณ แต่ตอนนี้ผมกลับมีมุมมองแบบอื่น อาจจะเพราะโตขึ้น และได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนตัวเองมากขึ้นด้วยมั้ง (เบื่อครับ คอมเมนต์ทำไมมันแยกบรรทัดไม่ได้เลย ทำไมคนอื่นถึงทำได้ ขอแยกทีละเมนต์ย่อยเลยละกัน)

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        IP
        #3-1

        1.ต้องเข้าใจครับว่า ระบบสังคมของพ่อมดแม่มดกับเอลฟ์ประจำบ้านในเรื่องเป็นแบบนั้นมานาน คือไม่ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดก็แล้วแต่ แต่ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่อยู่ ๆ นึกจะทำก็ทำหักดิบแบบเฮอร์ไมโอนี่อยากให้เป็นได้เลยสักหน่อย

        ืคือ ต้องยอมรับแหละว่าเราคาดหวังให้พ่อมดแม่มดที่เป็นนายทาสของเอลฟ์ทุกคนเป็นคนดีไม่ได้ แต่การเห็นการกระทำของลูเซียสแล้วคุณเกิดของขึ้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

        ทว่าลองคิดดูสิครับ หากเลิกทาสเอลฟ์ขึ้นมา คิดว่าเอลฟ์ทุกตัวจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ๆ งั้นหรือ? เอลฟ์บางตัวอาจจะพอใจอยู่แล้วที่ได้รับใช้นายดี ๆ (แม้แต่ด็อบบี้เป็นอิสระแล้วก็ยังถือตัวเองเป็นข้ารับใช้ของแฮรี่ชนิดตายแทนได้) ตรงกันข้าม ถ้าการเลิกทาสเอลฟ์เกิดขึ้น ไม่คิดหรือว่าพวกนี้จะโดนอะไรบ้าง ความเชื่อใจของนายที่มีต่อทาสอาจจะสั่นคลอนจนเกิดสิ่งที่ไม่น่าเกิด(เช่นนายทาสใจดีบางคนอาจเกิดวิตกว่าถ้าเอลฟ์คิดฆ่าตนขึ้นมาล่ะ นำไปสู่การปฏิบัติรุนแรงที่เกิดจากความหวาดระแวง)

        หากไม่ได้รับใช้นายแล้ว (ไม่ว่าจะถูกขับไล่หรือกฎหมายห้าม) พวกนี้อาจจะไม่รู้ไปทำมาหากินอะไรนอกจากกลายเป็นโจร หรือต่อให้ยังอยู่กับนายดี ๆ ได้ ก็อาจจะถูกพวกเอลฟ์หัวขบถบางกลุ่มที่สนับสนุนการปลดแอก "มองว่าเป็นคนทรยศ" ไป และหากการปลดแอกนั้นเมื่อถึงระยะหนึ่งกลับเกิดการลุกฮือขึ้นด้วยความรุนแรงขนาดฆ่าพวกพ่อมดแม่มด เอลฟ์พวกนี้ก็ย่อมโดนลูกหลงไปด้วยเป็นแน่แท้ (บางครั้งคนที่ได้อิสระ ก็ดันกลับไปเหยียดและไม่ให้เกียรติคนที่เต็มใจยอมรับใช้ผู้อื่นครับ)

        แล้วถ้าเกิดเอลฟ์ที่ขบถและเปี่ยมแค้นรุนแรงขนาดต้องการกำจัดพ่อมดแม่มดให้หมดสิ้นไป และชักนำล้างสมองหรือครอบงำเอลฟ์ตนอื่นให้ก่อปฏิวัติ จนเกิดเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้นมา พวกหัวเสรีก้าวหน้าแบบเฮอร์ไมโอนี่จะรับผิดชอบยังไง หรือสนแค่อุดมการณ์ของตนเองสำเร็จและเป็นที่ยอมรับ ไม่วางอะไรรองรับเลย แล้วถึงวาง ทุกคนไม่ว่าพ่อมดแม่มดหรือเอลฟ์จะยินดีทำตามรึเปล่า

        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ไม่เเน่ใจว่าพี่น้ำผึ้งตีความจากหนังสือหรือตีความจากในหนังคะ ขออนุญาตเเชร์ความเห็นต่างนะคะ

      (อ่านจากหนังสือค่ะ)


      01 ทาสเป็นเรื่องปกติ


      อย่างเเรกต้องเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘เอลฟ์’ ก่อน (เกือบ)ทุกตัวเชื่อว่าเกียรติเเละศักดิ์ศรีของเอลฟ์คือการมีเจ้านายเเละได้รับใช้เเบบไม่มีเงื่อนไขอย่างสุดความสามารถ (เหมือนเป็นศีลธรรมของเอล์ฟ)เเม้เเต้ด็อปบี้เองซึ่งอยากเป็นอิสระ ก็ยังคิดว่าการที่ตนเองได้รับเงินค่าจ้างเเละวันหยุดมากเกินไปนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง(ด็อปบี้ขอรับค่าจ้างน้อยกว่าที่ดับเบิลดอร์เสนอให้) เอล์ฟทุกตัวคิดว่าความคิดของเฮอร์ไมโอนี่ที่จะปลดเอล์ฟเป็นไทนั้นน่ากลัว เเละความคิดเรื่องเอล์ฟเป็นไทนั้นน่าขยะเเขยง


      ในหนังสือทุกคนเตือนเฮอร์ไมโอนี่เสมอว่าเอล์ฟชอบที่จะเป็นเเบบนั้น(หมายถึงทำงานรับใช้) มันเเฝงเเนวคิดที่ว่าในเเต่ละสังคมมีบันทัดฐานของความเชื่อที่ต่างกันไป เราจะใช้บรรทัดฐานความเชื่อของเราไปเปลี่ยนเเปลงทุกสิ่งโดยไม่ใส่ใจบริบทไม่ได้


      ง่ายๆเปรียบคนที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย จะเดินไปบอกกับคนที่นับถือศาสนาหนึ่งให้เลิกนับถือศาสนาที่เค้าเป็นอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เรื่องเอล์ฟเหมือนเป็นการบอกว่า มนุษย์ควรเชื่อเเละให้เกียติในความแตกต่างของกันเเละกัน เเต่เเม้ว่าจะเเตกต่างกัน ทุกคนก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในเเง่ของศักดิ์ศรีความเป็นคน


      ดับเบิลดอร์เองก็พร่ำบอกเสมอว่าควรปฏิบัติกับเอล์ฟด้วยความเมตตา ผลของการปฏิบัติตนต่อ(เอล์ฟ)ผู้อื่นด้วยความเกลียดชังหรือด้วยความคิดว่าผู้อื่นต่ำต้อยกว่านั้นมันปรากฏให้เห็นเเล้วทั้งกับซีเรียสเเละครอบครัวมันฟอยด์


       

      02 ดัมเบิลดอร์เป็นคนเลือดเย็น


      ดับเบิลดอร์ คือคนเดียวที่รู้คำทำนาย ดับเบิลดอร์คือคนที่รู้ว่าเเฮร์รี่คือฮอร์ครักซ์ เขาสามารถส่งภาคีไปทำภาระกิจกำจัดฮอร์ครักซ์ 6ชิ้น เเล้วค่อยส่งเเฮร์รี่ไปสู้กับ ลวดม. ก็ได้ เเต่ดับเบิลดอร์กลับสอนเเละเตรียมความพร้อมให้เเฮร์รี่ เเละปล่อยให้เเฮร์รี่ได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพื่อที่จะให้เเฮร์รี่เข้าใจเเละเลือกที่จะทำด้วยตัวเอง(สละตนเอง)


      เมื่อรู้ว่าเด็กคนหนึ่งอย่างไรก็ต้องตาย เเล้วเราไม่อาจปกป้องเขาได้ตลอดชีวิต เราควรเลี้ยงเขาให้โตขึ้นมาเป็นอย่างไร 1.เลี้ยงไว้เป็นไข่ในหินเมื่อถึงเวลาก็ปล่อยให้เขาตายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ 2.ปล่อยให้ตายด้วยความหวาดกลัว 3.สอนให้เขาจัดระเบียบจิตใจให้ดี ให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองเเล้วเลือกที่จะตายเพื่อปกป้องความถูกต้อง เเล้วตายไปกับด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ....เมื่อเรามีช็อยส์อยู่เเค่นี้ เราควรเลือกสิ่งไหนดี...

      เราว่าสิ่งที่ดับเบิ้ลดอร์เลือกนั่นคือความกรุณาอย่างมากที่สุดที่เขาจะทำได้เเล้ว


      ส่วนประเด็นเรื่องรีมัส ลูปิน ขอไม่เห็นด้วยกับพี่น้ำผึ้งที่มีความคิดเห็นว่ารีมัสเป็นตัวอันตราย ทั้งที่รีมัสนั้นเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นตัวเเทนของกลุ่มคนที่ถูกตัดสินอย่างไม่เท่าเทียมในสังคม เราว่าความคิดเห็นของคุณช่างย้อนเเย้งกับการให้ความเห็นในเรื่องเอล์ฟข้อ 1 เหลือเกิน

       

       

      03 ทำเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องใหญ่


      อันนี้ฮา เพราะในชีวิตจริงมันไม่มียาเสน่ห์ไงเราถึงทำใส่ใครได้ ในหนังสือมันเป็นการเปรียบเทียบให้เห็น ว่า ยาเสน่ห์ คือ ความลุ่มหลง ซึ่งความลุ่มหลงเป็นเพียงมนตรา เมื่อเสื่อมคลายก็จบกัน ไม่เหมือนความรัก ในเรื่องย้ำอยู่เสมอว่าความรักเป็นมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด


      JK. เขียนให้ตัวละคร 2 ตัวเอกออกมาได้ดีมาก คนหนึ่งคือ วดม. คนที่เกิดมาจากความลุ่มหลง เเม่ใช้ยาเสน่ห์กับมักเกิ้ลที่ชอบ เขาไม่ได้เกิดมาจากความรัก ไม่เคยได้รัก เเละไม่รู้จักความรัก มีเพียงความลุ่มหลงในอำนาจ เเละสุดท้ายสิ่งที่เกิดจากความลุ่มหลงนั้นอยู่ได้ไม่นาน


      ส่วนเเฮรี่นั้นรอดชีวิตมาด้วยความรักของเเม่ เเละเมื่อโตขึ้นเขายอมสละชีวิตของตัวเองเพราะต้องการปกป้องทุกคนที่เขารักให้รอดพ้นจาก วดม. นั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรัก

       

      04 กระทรวงเวทมนตร์รู้เห็นทุกอย่าง!


      อันนี้ไม่จริงเลย กระทรวงตรวจจับได้เเต่ร่องรอยของมนตราเท่านั้น กระทรวงไม่สามารถจับได้ว่าใครเสก อย่างในกรณีของเเฮรี่ ที่กระทรวจจับได้อาจเพราะบ้านเดอร์สลีนั้นได้รับการคุ้มครองอยู่ เเละเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายปกปิดเวทย์มนต์ ( 1.เป็นบ้านที่เเฮรี่อยู่ 2.เป็นครอบครัวมักเกิ้ลซึ่งไม่ควรเห็นการใช้เวทย์มนต์) เพราะหนังสือสักเล่มหนึ่งระบุว่า กระทรวงไม่สามารถตรวจสอบว่าใครใช้เวทย์มนต์ได้พ่อเเม่จะต้องควบคุมดูเเลความประพฤติของเด็กในบ้าน เพราะถ้ากระทรวงตรวจสอบได้ว่าเวทย์มนต์มาจากใครเเฮร์รี่จะไม่ถูกกระทรวงเรียกไปสอบ


       

      05 ฮอกวอตส์คือโรงเรียนที่อันตรายที่สุดในโลก


      ฮอกวอตส์เป็นโรงเรียนสอนเวทย์มนต์ ไม่ใช่เบบี้เนิร์สเซอร์รี่ ถ้าลองอ่านดีเทลจะค้นพบว่าโรงเรียนได้รับการปกป้องจากมนต์ตราที่เก่าเเก่เเละวิเศษที่สุด ปลอดภัยจากโลกภายนอก เเละมีกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย ถ้านักเรียนปฏิบัติตามจะปลอดภัยเเน่นอน (มีเล่มหนึ่งกล่าวว่าฮอกวอตส์เป็นที่ๆปลอดภัยที่สุด ความไม่ปลอดภัยส่วนใหญ่เกิดจาการเเหกกฎ)


      ส่วนในเรื่องของสัตว์วิเศษต้องเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกเวทย์มนต์ คำว่า “อย่าเเหย่มังกรหลับ” หมายถึงต่างคนต่างอยู่ในที่ของตนเเละเคารพในความเป็นส่วนตัวของกันเเละกัน ทุกชีวิตจะดำเนินไปในทางของตัวเอง เเต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นทั้งนั้น เอาบาซิลิสมาเลี้ยงในปราสาท หรือเเม้กระทั่งสัตว์ในป่าวิเศษก็ไม่เคยออกมาทำร้ายใคร ที่มีปัญหาเพราะคนเข้าไปยุ่งกับมันถึงรัง

       


      06 ฮอกวอตส์เคยเช็กประวัติคนสมัครครูมั้ย?


      นั่นเเปลว่า คุณอาจจะลืมดีเทลบางอย่างในเรื่องไป มาทบทวนกันอีกครั้ง บางคนมาสมัครด้วยองค์ประกอบครบถ้วน (ล็อคฮาร์ต) บางคนดับเบิ้ลดอร์ชวนมา (ซึ่งก็คือหมาป่าที่คุณพูดถึง) สองคนนี้สะท้อนถึงเเก่นเเท้ในเนื้อหาว่า คุณจะตัดสินคนจากภายนอก ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ตำเเหน่งไม่ได้ ต้องมองที่จิตใจข้างใน ซึ่งมนุษย์หมาป่าที่คุณพูดถึงไม่ได้เป็นอันตรายเลย (ลองกลับไปอ่านเหตุผลของการเเปลงร่างในคืนวันที่ซีเรียสปรากฏตัวใหม่)


      ส่วนครีเวลเป็นครูที่ฮอกวอตส์มาก่อนหน้านั้นเเล้ว  


      สำหรับนักฆ่า เราไม่อาจทราบว่าคุณพูดถึงใคร ถ้าหมายถึงเเม็ดอายส์ เขาคือมือปราบมาร(เทียบกับโลกมักเกิ้ล คือทหาร ตำรวจ) ซึ่งเเม็ดอายส์มาด้วยจุดประสงค์สอดส่องความเรียบร้อยในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติในฮอกวอตส์ (ไตรภาคี,หางหนอนรอดชีวิตไปได้ซึ่งเป็นไปตามคำทำนาย)

       

       

      07 สัตว์ก็ฉลาดเหมือนคนนั่นแหละ


      อันนี้เห็นด้วยเรื่องสัตว์มีชีวิตจิตใจ เเต่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ให้มา มังกรในกริงก็อตส์ไม่ได้หยั่งรู้ว่าใครดีหรือเลว มันเเค่เอาชีวิตรอดจากการถูกกักขังตามสันชาตญาณ มังกรไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเด็กสามคนเกาะหลังมันออกมา


      แฮร์กริตไม่ใช่คนเดียวที่มองเห็นศักยภาพของสัตว์ ในเรื่องมีตัวละครหลายตัวที่เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์ (อาจารย์กลับปรี เเพลงด์, นิวสคามัน) ควรเรียกว่าเเฮกริดมีเเพสชั่นต่อสัตว์มากกว่า โดยเฉพาะสัตว์เเปลกๆหายากเเละดุร้าย (ถ้าเป็นมักเกิ้ลก็คือคนประเภทที่คิดว่าจรเข้น่ารักนั่นเเหละ)



      08  ความรักของแฮร์รี่กับโชเกิดขึ้นผิดเวลา


      สำหรับหนังสือเล่ม5 เป็นช่วงชีวิตของเด็กที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ชีวิตต้องมีป็อปปี้เลิฟ (ความจริงเริ่มมาตั้งเเต่เล่ม 4) ซึ่งเรามองว่าคนเขียนเขียนตัวละครกลมดี เด็กช่วงอายุ 15 ปี หากเขียนให้มีจิตใจเเน่วเเน่เเต่ในเรื่องสู้กันอย่างเดียวคงประหลาด

      เเละลองสังเกต(หากไม่ได้อ่านหนังสือ) ในหนังจะปูเริ่มตั้งเเต่ต้นเรื่องเลยว่าเเฮร์รี่เริ่มสนใจเเอบมองสาวๆในร้านคาเฟ่ ความรักของเเฮร์รี่เเละโช เป็นเเค่เรื่องเลือดร้อนๆของชีวิตวัยหนุ่มสาว


      ถ้าย้อนกลับไปสู่รักเเรกของชีวิตผู้อ่านในวัยเยาว์ ก็พังกันยับเยินเหมือนกันนะคะ ซึ่งมันทำให้ตัวละครของเจเคนั้นกลมมากขึ้นในความคิดของเรา

       


      09 การกลืนกินวิญญาณได้รับการยอมรับอย่างถูกกฎหมาย


      การดูดกินวิญญาณ ถ้าเทียบคือโทษประหารชีวิต เเต่ในโลกพ่อมดไม่มีการประหารชีวิต เพราะการที่ถูกดูดวิญญาณไปจะทำให้ชีวิตไม่มีหวังเเละไม่มีความสุขอีกเลย นั่นเทียบเท่ากับการตายทั้งเป็นเเล้ว


      ผู้คุมวิญญาณเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ เหมือนสัตว์ร้ายที่มีสันชาตญาณของมัน (ใฝ่ร้ายมากกว่าใฝ่ดี) เเต่กระทรวงได้ควบคุมพวกมันไว้ใช้งาน ให้มีหน้าที่อยู่ในอัซคาบันเพื่อเฝ้านักโทษเท่านั้น พวกมันไม่อนุญาติให้จุมพิศหรือดูดวิญญาณใคร นอกจากว่าคนนั้นจะได้รับตัดสินโทษนี้ เเต่ช่วงหลังๆนายกรัฐมนตรีตัดสินใจพลาด ปล่อยพวกมันออกมาทำงานข้างนอก เเล้วกระทรวงเองเกิดก็ควบคุมมันไม่ได้ ...ในช่วง วดม.เรืองอำนาจเขาใช้ผู้คุมวิญญาณเป็นอาวุธในการต่อสู้ในสงครามด้วย

       

       

      10 .ไม่ใช้ความสามารถต่างๆ ให้เป็นประโยชน์


      ไม่เเน่ใจว่าผู้เขียนบทความกล่าวถึงเรื่องอะไร สเนปไม่ได้มีความสามารถทางด้านกฎหมาย เขาไม่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายด้วยซ้ำ


      นาฬิกาย้อนเวลาเป็นหนึ่งในสิ่งที่อันตรายมาก ด้วยกฎที่ว่าเราเปลี่ยนเเปลงเวลาไม่ได้ ตอนหลังมันจึงถูกทำลายไปจนหมด เฮอร์ไมโอนี่มีสิทธิ์ใช้มันเป็นคนสุดท้าย


      แฮรรี่ใช้น้ำยานำโชคในการหาข้อมูลของฮอร์ครักเพื่อกำจัด วดม. ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นมากที่สุด เเละน้ำยานั้นเป็นของหายากจึงไม่มีพร่ำเพื่อ เเละถ้าใช้ในทางไม่ถูกต้องจะผิดกฎหมายด้วย


      มักกอนนากัลนั้นมีศักดิ์ศรีเเละสูงส่งมากกว่าอัมบริดจ์ เธอจะไม่เลือกวิธีลอบกัด เเละตามที่เข้าใจคือกระทรวงควบคุมเเอนนิเมไจส์ไว้ ทุกคนต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวง ซึ่งมักกอนนากัลเป็นหนึ่งในเเอนนิเมไจส์ที่ขึ้นทะเบียน


      เเละสุดท้ายเเฮร์รี่ใช้ผ้าคลุมล่องหนเสมอ เเม้กระทั่งตอนท้ายที่สุดก่อนเผชิญหน้ากับ วดม.

       

      ใช่ค่ะ การอ่านนิยายเเละหนังสือทุกชนิดฝึกให้เรารู้จักตีความ คิด วิเคราะห์เเละ สังเคราะห์ สิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรละเลยคือรายละเอียดเเละความถูกต้องด้วยนะคะ


      ขออภัยที่พิมพ์ผิดเเละตกหล่นหลายคำ

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป