/>

มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน! ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม []

วิว

มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ รัสเซีย ผ่านหนังสือกัน!
ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม 

 
“แอนิมอล ฟาร์ม” หรือชื่อไทยว่า "รัฐสัตว์" ได้ชื่อว่าเป็นหนังสือที่แฝงด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ รวมไปถึงสอดแทรกแง่คิดทางการเมืองที่น่าสนใจได้อย่างแยบคาย นักเขียน จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนถึงเรื่องนี้ในสมัยที่คอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ เขาได้ใช้ “ฟาร์ม” เป็นตัวแทนของประเทศรัสเซีย และให้ “สัตว์ต่างๆ” เป็นตัวแทนของบุคคลสำคัญๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสมัยนั้น ตัวละครในเรื่องทุกตัวล้วนจุดเด่น ลักษณะเด่นในแบบของตัวเอง ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นบทบาทสำคัญที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่อง รวมไปถึงสภาพการเมืองในประเทศรัสเซีย ณ ขณะนั้น เอาล่ะค่ะ อย่ารอช้าอยู่เลย... แอดมินขอพาทุกคนไปทำความรู้จักและวิเคราะห์ตัวละครในเรื่องอย่างละเอียด จะได้พอเห็นภาพว่า ใครเป็นใครและเราเองเป็นใครกันแน่ในวงจรนี้   
 
มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
หมูคือผู้ปกครองและใช้อำนาจ
 
นโปเลียน (หมู) 
ตัวแทนของ โจเซฟ สตาลิน, นโปเลียน โบนาปาร์ต 
บุคลิก เงียบขรึม สามารถบังคับให้ทุกคนทำตามที่ตัวเองต้องการได้ 
นโปเลียนคือตัวละครที่ฉลาดที่สุดในเรื่อง เมื่อมีการกบฏเกิดขึ้น มันไม่แสดงบทบาทอะไรมากนัก แต่ว่าพอถึงเวลา ก็ก้าวขึ้นเพื่อรับบทบาทของผู้นำ ลักษณะเด่นของนโปเลียนคือ ตัวใหญ่ ดูดุร้าย หน้าตาเหมือนหมูป่า ไม่พูดอะไรมาก แต่ก็ได้ตำแหน่งผู้นำไปครอง ถ้าพูดกันแล้ว สโนว์บอลอาจจะดูเหมือนนางงามมิตรภาพ ได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ แต่นโปเลียนคือนางงามที่ได้มงกุฎ นโปเลียนไม่ได้สนใจเรื่องประชาธิปไตย แต่ว่าเป็นคนจัดการทุกอย่างได้ดี ยกตัวอย่างเช่น มันได้สร้างกองทัพส่วนตัวจากลูกหมาเก้าตัว ที่เมื่อโตขึ้นก็มาช่วยมันขับไล่สโนว์บอลออกไปจากฟาร์มจนได้ นโปเลียนสังเกตว่ามิสเตอร์โจนส์ เจ้าของฟาร์มมีหมาคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด ก็เลยลอกเลียนพฤติกรรม เพื่อจะได้เตรียมพร้อมไว้เผื่อต้องใช้ประโยชน์จากหมาพวกนี้ในอนาคต เมื่อสโนว์บอลจากไป นโปเลียนกลายเป็นบุคคลที่ใหญ่ที่สุด มันไม่พูดกับใครแต่ให้สคีลเลอร์มาออกหน้าแทน มันไม่กังวลเรื่องว่าจะมีการประท้วง เพราะเลิกไปพบปะผู้คนซะก็หมดเรื่อง มันไม่กังวลเรื่องจะแบ่งอำนาจให้ใคร เพราะเสนอชื่อตัวเองเป็นผู้นำทุกๆ แห่ง และไม่สนใจด้วยว่าตัวเองจะได้รับความนิยมหรือไม่ เพราะมีแผนการไว้แล้วด้วยการเก็บตัวอยู่ในบ้าน และให้หมาหน้าตาดุร้ายคอยเฝ้าประตูตลอดเวลา ถ้าจะปรากฏตัว ก็จะมีพวกหมาคอยเฝ้าระวังไม่ให้ใครเข้าใกล้ ทว่าเหตุผลหลักที่ไม่มีใครกล้าประท้วงนโปเลียนก็เพราะสัตว์ส่วนใหญ่นั้นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น

เมื่อได้ครองอำนาจแล้ว นโปเลียนสนใจเรื่องอื่นน้อยมาก มันไม่สนใจว่าใครจะเท่าเทียมหรือไม่ สนแค่เรื่องผลผลิตก็พอ ดูเหมือนสิ่งที่นโปเลียนต้องการคือ อำนาจ และเงินทอง ตราบใดที่มีสิ่งนี้หล่อเลี้ยง มันก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นโปเลียนยังเก็บเอานมอร่อยๆ จากพวกวัวไว้กินเอง และพวกหมูได้นอนบนเตียงของมนุษย์ ดื่มวิสกี้ จัดปาร์ตี้ ยังมีฉากที่นโปเลียนและสคีลเลอร์สวมเสื้อผ้าของมนุษย์และเดินสองขาด้วย นโปเลียนยังบังคับให้สัตว์ต่างๆ พูดในสิ่งที่มันต้องการ และให้ทำงานอย่างหนัก โดยไม่ได้สนใจเรื่องอื่นๆ 

สุดท้าย นโปเลียนได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ ทำให้สโนว์บอลกลายเป็นแพะรับบาป และตัวมันกลายเป็นฮีโร่ สัตว์อื่นๆ ส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นบ็อกเซอร์ ต่างก็หลอกง่ายและเชื่อมันแบบไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ตัวไหนไม่เชื่อ นโปเลียนก็ไม่แคร์ หรือไม่ก็หาทางกำจัดให้พ้นทางไป เราจะเห็นตัวอย่างจากสถานการณ์นี้คือ นโปเลียนหาทางขับไล่สโนว์บอลเป็นตัวแรก และต่อมาเมื่อพวกไก่ก่อกบฏ มันก็เลือกวิธีตัดเสบียงอาหาร จนไก่อดตายเป็นจำนวนมาก หลังจากพิธีกรรมเชือดไก่ให้ลิงดูนี้เกิดขึ้น สัตว์อื่นๆ ก็เริ่มหมดความกล้า และไม่มีการประท้วงใดๆ เกิดขึ้นอีก เพราะกลัวว่าอาจจะประสบชะตากรรมเดียวกัน... นโปเลียนแสดงให้ทุกคนเห็นว่าการประท้วงเป็นสิ่งที่ผิด และสร้างภาพว่าสัตว์ที่ทำแบบนั้นเป็นพวกเดียวกับโจนส์ที่โดนขับไล่ไป โจนส์คือภาพลักษณ์อันเลวร้ายที่สัตว์ต่างๆ ไม่ยอมรับ และไม่อาจให้อภัย สัตว์ตัวไหนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเดียวกับโจนส์ ก็คือพวกผิดบาปและอยู่ในสังคมไม่ได้ เราจะอ่านพบฉากนโปเลียนฆ่าหมูกบฏ 4 ตัว พร้อมฝูงไก่ และแขวนคอเอาไว้ ให้ทุกคนรับรู้ว่าถ้ากบฎขึ้นมาจะเจอเหตุการณ์เช่นไร ใครกันล่ะอยากจะจบชีวิตแบบนั้น 
 
ณ จุดนี้เราได้เห็นว่านโปเลียนเป็นพวกบ้าการประหาร วิธีที่ใช้คือใช้หมาบอดี้การ์ดกัดคอของสัตว์ที่ทำผิด นอกจากจะดูก้าวร้าว โหดร้ายสุดๆ แล้ว ดูเหมือนว่าออร์เวลล์ได้แอบเสียดสีการกระทำของสตาลิน นั่นคือนโปเลียนได้บังคับให้สัตว์ที่ทำผิดโกหกก่อนตาย และทำให้สัตว์ทุกตัวหวาดกลัวที่จะพูดความจริง นโปเลียนขโมยอิสระในการพูดของทุกคนไป ด้วยการให้หมากัดคอ เพราะลำคอเป็นสัญลักษณ์ของการพูด ตัวสตาลินเองก็เคยทำแบบนี้เมื่อสมัยปกครอง เขาไม่ฟังความจริง ไม่สนใจใครๆ ใครที่คิดต่างและประกาศออกมาจะต้องโดนจัดการ ฆ่า ประหาร ส่งหน่วยเคจีบีไปสังหาร ออร์เวลล์ได้นำเอาพฤติกรรมของสตาลินมาใส่ในตัวนโปเลียน และทำให้เราเห็นภาพสภาพสังคมท่ามกลางการปกครองแบบเผด็จการได้อย่างชัดเจน 
 
นโปเลียนคือสตาลิน มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
นโปเลียนกับสตาลินเก่งเรื่องการจัดฉาก สตาลินมีตำรวจลับหรือที่เรียกว่าพวกเคจีบี คอยช่วยเหลือในทุกเรื่อง เช่นกำจัดลีออน ทรอสกี้ หรือก็คือสโนว์บอลในเรื่อง
 
นโปเลียนกับสตาลินเก่งเรื่องควบคุมสื่อ นโปเลียนวาดภาพของตัวเองและติดเอาไว้ ส่วนสตาลินเองก็วาดภาพของตัวเองรายล้อมด้วยพวกเด็กๆ และได้เขียนประวัติศาสตร์รัสเซียใหม่ โดยใส่ชื่อตัวเองลงไป และยังเขียนลงไปด้วยว่าตัวเองคือผู้นำที่ทำให้รัสเซียชนะสงครามโลกครั้งที่สอง  
 
นโปเลียนกับสตาลินเก่งเรื่องทำลายเศรษฐกิจ นโปเลียนเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับผลผลิตทุกอย่างในฟาร์ม และยักยอกมาเป็นของตัวเอง ส่วนสตาลินนั้นก็ทำให้ประเทศรัสเซียพังพินาศด้วยแผนการเศรษฐกิจที่ผิดรูปแบบ สุดท้าย รัสเซียประสบภาวะอดอยาก แต่สตาลินกลับไม่ยอมรับ และบอกว่าประเทศยังอยู่ดี
 
นโปเลียนกับสตาลินใช้ชีวิตหรูหราในขณะที่คนอื่นๆ อดอยาก นโปเลียนใช้ชีวิตอันหรูหราและไม่สนใจใคร ส่วนสตาลินนั้น หลอกเอาคำสอนของมาร์กซ์มาใช้ ในเรื่องของ “ชนชั้นแรงงาน” และหลอกใช้ทุกคนอย่างเลือดเย็น ในขณะที่ตัวเองอยู่อย่างสุขสบาย  
 
สโนว์บอล (หมู) 
ตัวแทนของ ลีออน ทรอสกี้ 
บุคลิก หัวกบฏ ชอบประท้วง คิดต่าง พูดเก่ง ชักจูงใจคนได้ดี 
สโนว์บอลปรากฏตัวในฐานะผู้ส่งสารเพื่อให้เกิดการปฏิวัติในฟาร์ม เป็นตัวละครที่มีความลึกซึ้ง มีความรู้รอบตัวหลายๆ อย่าง ภาพลักษณ์ของสโนว์บอลนั้นเป็นมิตรและมีชีวิตชีวามากๆ ทำให้คนรักคนชอบได้ง่ายๆ แต่สุดท้าย สโนว์บอลก็โดนหมูของนโปเลียนไล่ออกจากฟาร์มไป หลายคนคิดว่าสโนว์บอลน่าสงสาร เหมือนเป็นฮีโร่ผู้โดนทำร้าย น่าเสียดายที่จริงๆ แล้ว สโนว์บอลไม่ใช่ตัวละครใสๆ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วงชิงอำนาจปฏิวัติ และไม่ได้สนใจอะไรนอกจากอุดมการณ์ที่ว่า “สี่ขาดี สองขาเลว” มันไม่ได้คิดอะไรไกลเกินไปกว่าการก่อกบฎขับไล่คนอื่นออกไป แต่อนาคตที่เหนือกว่านั้น ใครจะเดือดร้อนหรืออยู่อย่างไร ไม่มีแผนรองรับทั้งนั้น สโนว์บอลมีจุดเด่นคือ ใช้คำพูดได้ฉลาดน่าฟัง ทำให้สัตว์อื่นๆ ในฟาร์มหลงใหล เมื่อพูดอะไรก็จะทำให้คนเชื่อได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์อื่นๆ ในฟาร์มไม่พอใจที่พวกหมูเอานมไปกินจนหมด สโนว์บอลก็ออกมาแก้ตัวว่า... พวกหมูจำต้องกินนมเพราะพวกมันคือสมอง ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ฟังๆ ดูมีคนมากมายคิดว่าถ้าสโนว์บอลได้ปกครองน่าจะดีกว่านโปเลียน ทว่านักวิจารณ์หลายคนเชื่อว่า... ถ้าไม่ถูกขับไล่ไปเสียก่อน สโนว์บอลอาจไม่แตกต่างจากนโปเลียน และกลายเป็นผู้ครอบครองฟาร์มเสียเอง
 
หลังปฏิวัติได้ฟาร์มมา สโนว์บอลและนโปเลียนเริ่มแตกคอกันเอง สโนว์บอลนั้นพูดเก่งและมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่า มันชนะใจสัตว์อื่นๆ ได้ด้วยคำพูดอันแสนชาญฉลาด แต่นโปเลียนก็เก่งเรื่องครองอำนาจ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ หมูสองตัวนี้เล่นเกมที่แตกต่างกัน สโนว์บอลยังเป็นผู้ริเริ่มโปรเจ็คท์กังหันลม เพื่ออนาคตของสัตว์ทุกตัวในฟาร์ม มันต้องการให้มีการกบฎ และเรียกร้องให้สัตว์ร่วมแรงร่วมใจกันออกมาประท้วง สโนว์บอลมีลักษณะคล้ายๆ กับหมูผู้เฒ่าอยู่บ้าง คือมีความเป็นนักฝัน และพยายามชักชวนทุกคนให้มาร่วมมือกับมัน ส่วนนโปเลียนนั้นไม่ทำอะไรเลย แค่รอจังหวะแล้วครองอำนาจให้ถูกทางเท่านั้นเอง ในที่นี้เราจะเห็นว่าสโนว์บอลไม่ได้เป็นตัวละครที่เลวร้าย มันมีสีเทาๆ มากกว่า อย่างน้อยๆ มันก็มีหัวของนักอุดมคติ แต่นโปเลียนนั้นตรงกันข้าม เชื่อกันว่า... ถ้าหากลงชิงตำแหน่งด้วยกัน นโปเลียนจะพ่ายแพ้สโนว์บอลอย่างแน่นอน และเพราะเหตุนี้เอง นโปเลียนจึงต้องหาทางขับไล่สโนว์บอลไป เพราะกลัวว่าสักวัน มันจะมีอำนาจมากกว่านั่นเอง นับว่านโปเลียนฉลาดกว่ามาก และเลือดเย็นกว่ามากด้วยเช่นกัน 
 
สโนว์บอลคือลีออน ทรอสกี้    
นอกจากทรอสกี้แล้ว สโนว์บอลก็มีลักษณะคล้ายๆ กับวลาดิเมียร์ เลนิน ผู้นำการปฏิวัติของรัสเซีย แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว มันมีส่วนคล้ายทรอสกี้มากกว่า ทรอสกี้นั้นเป็นคนรับคำสั่งจากเลนินอีกทีหนึ่ง แต่ไม่ใช่ผู้นำโดยตรง 
 
สโนว์บอลและทรอสกี้ช่วยให้ผู้นำชนะการปฏิวัติ หลังการปฏิวัติรัสเซีย ทรอสกี้รับใช้พลาธิการกิจการภายในประชาชน ภายในรัสเซียแตกออกเป็นสองส่วน เรียกว่าสงครามกลางเมืองก็ว่าได้ การต่อสู้ระหว่างคอมมิวนิสต์หรือกองทัพแดงและผู้แอนตี้คอมมิวนิสต์หรือกองทัพขาว ทรอสกี้ช่วยให้กองทัพแดงเอาชนะสงครามได้ คล้ายๆ กับที่สโนว์บอลช่วยนโปเลียนในหลายๆ ครั้งน่ะแหละ 
 
สโนว์บอลและทรอสกี้อยากเผยแพร่การปฏิวัติไปทั่วโลก สโนว์บอลอยากเผยแพร่การปฏิวัติไปสู่ฟาร์มต่างๆ ทรอสกี้ก็เช่นกัน ไม่ได้อยากให้ทุกอย่างจบลงที่รัสเซีย แต่นโปเลียนหรือสตาลินคิดตรงข้าม  
 
สโนว์บอลและทรอสกี้โดนขับไล่หลังทุกอย่างสิ้นสุด หลังเลนินตาย ทรอสกี้โดนวิพากษ์วิจารณ์และสุดท้ายก็โดนขับไล่ออกจากรัสเซีย สโนว์บอลก็เช่นเดียวกัน ทรอสกี้นั้นไปใช้ชีวิตอยู่ที่เม็กซิโก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1940 สตาลินได้ส่งเคจีบีไปกำจัดเขา ส่วนสโนว์บอลนั้น แม้หนังสือไม่ได้บอกไว้ แต่เราเชื่อว่ามันคงจบลงที่ร้านขายเนื้อที่ไหนสักแห่งเช่นกัน
 
มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
แอนิมอล ฟาร์มพูดถึงหมูบ้าอำนาจ 
 
สคีลเลอร์ (หมู) 
ตัวแทนของ วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ
บุคลิก นักโกหกที่พูดได้ทุกอย่าง ทำให้ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำได้ เ 
สคีลเลอร์เป็นนักพูดที่ชาญฉลาดและสามารถโต้แย้งอะไรได้รวดเร็ว พูดจากขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวได้ง่ายมาก ไม่แปลกอะไรที่มันจะได้ตำแหน่งพีอาร์ของนโปเลียน เพราะมันฉลาด พลิกลิ้นเก่ง แต่ขณะเดียวกันก็ไร้ศีลธรรมใดๆ สคีลเลอร์ปรากฏตัวในฉากแรก ก็เหมือนมันเป็นคนมาพูดว่า... พวกหมูควรได้นมและแอปเปิ้ลทั้งหมด มันบอกว่าอาหารพวกนี้เต็มไปด้วยสารอาหารที่จะทำให้พวกหมูแข็งแรง และพวกเราชาวหมูคือมันสมองของฟาร์ม เมื่อต้องมาอธิบายเหตุผลนี้ต่อหน้าสัตว์อื่นๆ สคีลเลอร์ใช้ไหวพริบอันชาญฉลาดเลือกคำที่ว่า “นโปเลียนเชื่อว่าสัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน เขาก็อยากจะให้ทุกตัวได้ตัดสินใจเพื่อตัวเอง แต่ก็กลัวว่าจะเกิดการตัดสินใจผิดพลาด และถ้ามันผิดพลาดจริงๆ พวกเราจะลงเอยอย่างไรกัน” ฟังๆ ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่สวยหรู แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า... มันเป็นสารที่สื่อสารสัตว์ทุกตัวไม่ควรตัดสินใจเพื่อตัวเอง หรือถ้าตัดสินใจเอง ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาด แต่ใครเลยจะสนเมื่อสคีลเลอร์แค่ต้องการให้สัตว์ทุกตัวสงบและมอบนมกับแอปเปิ้ลมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป้าหมายของการปกครอง มันควรเป็นให้ทุกคนได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ว่าดีหรือเลวก็ตาม เพราะการเลือกของคนเรานั้นแตกต่างกัน แต่ละคนมีมุมมองเป็นของของตน จึงไม่ควรมีใครตัดสินใจแทนใคร หรือห้ามใครตัดสินใจ... 
 
สคีลเลอร์ยังขู่ต่อเนื่องว่า “หรืออยากได้พวกมนุษย์กลับมาล่ะ” ดังนั้นเราจะเห็นว่าหน้าที่ของมันก็คือ การข่มขู่ หลอกลวง พูดให้สัตว์อื่นๆ ในฟาร์มรู้สึกหวาดกลัวและไม่สบายใจ มันนำเรื่องของมนุษย์กลับมาพูดบ่อยๆ เหมือนเป็นการขู่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว มนุษย์ได้กลับมาแล้ว ในคราบของนโปเลียนนั่นเอง และเมื่อถึงเวลาต้องกำจัดสโนว์บอล ก็สคีลเลอร์อีกนั่นแหละที่เป็นคนสร้างข้อมูลเท็จ เพื่อให้สัตว์ต่างๆ เชื่อว่าสโนว์บอลควรจากไป สุดท้ายก็จบลงที่บ็อกเซอร์ แม้เบนจามินจะบอกความจริงให้สัตว์อื่นๆ รู้ว่า...บ็อกเซอร์ไปตายในโรงฆ่าสัตว์ แต่สคีลเลอร์ก็แก้ตัวว่า เราใช้รถของโรงฆ่าสัตว์ แต่จริงๆ แล้ว รถคันนั้นเป็นของหมอ และยังร่ายยาวถึงประสบการณ์ความตายบนเตียงหมอของบ็อกเซอร์ได้อย่างไม่อาย นั่นแหละ ตัวตนของสคีลเลอร์ที่มีให้เห็นได้ทั่วไปในสังคม คนหลอกลวงปลิ้นปล้อนที่มักจะได้อำนาจทุกอย่าง 
 
สคีลเลอร์คือวยาเชสลาฟ โมโลตอฟ
สโปเลียนคือสตาลิน สโนว์บอลคือทรอสกี้ แต่ตัวสคีลเลอร์นั้นไม่ค่อยชัดเจน หลายคนมองว่าสคีลเลอร์คล้ายกับ วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ นายกรัฐมนตรีที่สตาลินส่งตัวมา จุดเด่นของสคีลเลอร์คือ ชอบโฆษณาชวนเชื่อ มันเหมือนทีมงานของนโปเลียน คอยสร้างข่าว สร้างภาพ ให้ทุกคนเชื่อถือ สตาลินเองก็มีคนคอยสร้างภาพให้ คนคนนั้นคือ วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ สำหรับออร์เวลล์แล้วตัวละครตัวนี้ขาดความจริงใจ สองหัว เห็นแก่ตัว กระหายอำนาจจนทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง มันไม่ได้ต้องการจะปกครองใครหรือทำอะไรเพื่อใคร แค่ต้องการผลประโยชน์เท่านั้น ข้อสรุปของสคีลเลอร์ก็คือ ตัวละครที่มองไม่เห็นใครนอกจากตัวเอง 
 
หมาทั้งเก้า 
ตัวแทนของ เคจีบี กลุ่มตำรวจลับที่สตาลินตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองตัวเอง 
บุคลิก โหดร้ายเลือดเย็น คิดเองไม่เป็น ทำตามคำสั่งอย่างเดียว ซื่อสัตย์แต่กับเจ้านาย ซึ่งก็คือนโปเลียน   
หมาทั้งเก้าเปรียบเหมือนบอดี้การ์ดคอยคุ้มครองนโปเลียน พวกมันดุร้าย และไม่มีสมองคิด ทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว นโปเลียนได้เลี้ยงดูพวกมันโดยมีเป้าหมายคือ ให้เป็นกองกำลังส่วนตัว มันพรากลูกหมามาจากแม่โดยอ้างว่า... จะนำไปให้การศึกษาอย่างดี จากนั้นก็เลี้ยงพวกหมาไว้โดดเดี่ยวและคอยป้อนคำสอน จนพวกหมากลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่ไร้ความคิดใดๆ พวกหมาปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อขับไล่สโนว์บอลออกจากฟาร์ม นักเขียนบรรยายว่า หมาตัวใหญ่รูปร่างน่ากลัว หน้าตาโหดร้าย แยกเขี้ยวและวิ่งออกจากโรงนา ขับไล่สโนว์บอลจนหายตัวไป หลังการปรากฏตัวครั้งนั้น พวกมันกลายเป็นบอดี้การ์ดของนโปเลียน คอยข่มขู่สัตว์อื่นๆ ในฟาร์ม มันจะกระดิกหางให้กับนโปเลียนเท่านั้น ไม่แตกต่างจากหมาของมิสเตอร์โจนส์ มนุษย์เจ้าของฟาร์มเลย คำกล่าวนี้ทำให้เราได้รู้แล้วว่า ในที่สุดหมูก็กลายเป็นมนุษย์ และมีพฤติกรรมไม่ต่างจากมนุษย์เลย ตอนจบนั้น นโปเลียนเหมือนเงาสะท้อนของมนุษย์ด้วยซ้ำ เจ้าหมาพวกนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกเคจีบี กองทัพของสตาลิน ตำรวจลับที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองและคอยสังหารคนที่คิดต่างไม่เห็นด้วย ด้วยอำนาจของเคจีบี ทำให้สตาลินสามารถครองอำนาจได้ยาวนาน เราจึงไม่อาจพูดได้ว่า พวกเคจีบีเลวร้าย เพราะนายที่สร้างมันขึ้นมาต่างหากที่ทำให้มันกลายเป็นแบบนั้น ก็เหมือนหมาทั้งเก้าของนโปเลียนน่ะแหละ 
   
บ็อกเซอร์ (ม้า)มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
ตัวแทนของ ชนชั้นแรงงานทั้งหลาย  
บุคลิก แข็งแรง ขยัน ทำงานหนัก ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ทำงานไปวันๆ เชื่ออะไรก็เชื่อฝังหัว 
ม้าที่แข็งแรงที่สุดในฟาร์ม รูปร่างบึกบึน ตัวสูงใหญ่ สามารถทำงานแรงงานได้หลายอย่างมาก บ็อกเซอร์คือม้าที่มีคุณภาพ แต่สุดท้ายแล้ว กลับถูกหลอกใช้ให้ใช้ความสามารถเพื่อการปฏิวัติและยึดครองอำนาจของพวกหมู บ็อกเซอร์นั้นขยันทำงานหนัก เมื่อโดนสั่งหรือให้งานเพิ่ม มันก็บอกว่า “จะทำงานให้หนักขึ้น” และนั่นคือคติประจำตัวของมัน มันกล้าหาญ เป็นนักสู้ ในสงครามบ็อกเซอร์จะอยู่หน้าทุกตัว และพร้อมลุยทุกๆ อย่าง หมูผู้เฒ่าเคยเตือนบ็อกเซอร์ด้วยความหวังดีว่า “สักวันเมื่อเจ้าอ่อนแอหมดสภาพ มนุษย์จะส่งเจ้าไปยังโรงฆ่าสัตว์และเชือดเจ้า จากนั้นก็เชือดคอ เอาเนื้อมาต้มกิน” บ็อกเซอร์รับสารนี้และเก็บมันไว้เป็นความเชื่อ มันจึงเกลียดมนุษย์มาก แต่ไม่ฉลาดพอที่จะมองออกว่า... พวกหมูเองก็ไม่แตกต่างอะไรจากมนุษย์เลย บ็อกเซอร์กังวลเรื่องคนอื่นตลอดเวลา ซื่อสัตย์และหาทางทำทุกอย่างเพื่อให้ฟาร์มดีขึ้น มันทำตามกฎทุกอย่าง ไม่ว่าใครสั่งให้ทำอะไรมันก็ทำหมด มีคำพูดของบ็อกเซอร์ที่บอกว่า “ถ้านโปเลียนบอกแบบนั้น มันก็จะเป็นแบบนั้น” บ็อกเซอร์ยังถือคติที่ว่า “นโปเลียนถูกเสมอ” โดยไม่เสียเวลาคิดใดๆ สัตว์อื่นๆ เห็นบ็อกเซอร์ที่เข้มแข็งและเป็นแบบอย่างทำแบบนั้น พวกมันก็ทำตาม เมื่อนโปเลียนประหารสัตว์บางตัว บ็อกเซอร์เพียงแต่บอกว่า “มันคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง และทางแก้ไขก็คือพวกเราต้องทำงานให้หนักขึ้น” และสุดท้าย ในตอนจบ เมื่อทำงานหนักจนร่างกายใช้การไม่ได้ บ็อกเซอร์ก็ถูกส่งไปตายเป็นผลตอบแทน  
 
บ็อกเซอร์ไม่ใช่แค่ตัวแทนของคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงานเลยทีเดียว พวกนี้โดนหลอกลวงด้วยความเชื่อที่ผู้นำป้อนให้ และต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อรับใช้ชนชั้นปกครอง ยิ่งวันบ็อกเซอร์มีแต่ต้องทำงานหนักเพื่อหลักการลอยๆ เพื่ออะไรบางอย่าง ไม่มีโอกาสนึกถึงตัวเอง และสุดท้ายเมื่อหมดสภาพ ก็อาจจะตายจากไป หรือไม่ก็ออกจากวงจรไป โดยไม่ได้อะไรเลย ... 
 
เบนจามิน (ลา) 
ตัวแทนของ จอร์จ ออร์เวลล์, นักวิชาการหรือคนฉลาดที่ชอบบ่นแต่ไม่ทำอะไรเลย   
บุคลิก ฉลาดแต่ไม่ลงมือทำ เอาแต่อยู่เฉยๆ หัวเราะเยาะคนไปวันๆ  
เบนจามินมีอายุมากที่สุดในฟาร์ม ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห พูดน้อย แต่เมื่อพูดก็ล้วนแต่มีความหมาย ทว่าแม้จะเอาแต่หงุดหงิด เบนจามินดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังเหตุการณ์กบฎ สัตว์ต่างๆ ล้วนอยากรู้ว่า... เบนจามินคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฟาร์ม คำพูดของมันคือ “ลาอยู่มานานมาก ไม่มีใครเคยเห็นลาที่ตายแล้วใช่หรือไม่” หลังจากนั้น มันก็อยู่เงียบๆ คอยจับตาดูสัตว์อื่นๆ ที่ทำงานอย่างกระตือรือร้น เพราะอย่างที่มันบอก “ลาอยู่นานกว่าสัตว์อื่นๆ” สำหรับเบนจามิน มันอาจเคยเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้มาเยอะจนไม่อยากเสียเวลาเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ 
 
ด้วยความฉลาดของมัน จริงๆ เบนจามินควรได้เป็นผู้นำฟาร์ม แต่มันปฏิเสธโดยไม่สนใจ และแม้จะคิดว่าสัตว์อื่นๆ กำลังทำอะไรโง่ๆ แต่มันก็รู้ว่าตัวมันเองก็ไม่แตกต่างกนัน มันรู้ดีว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องตลก และในไม่ช้า ทุกอย่างก็จะกลับมาวนลูปเดิม เบนจามินไม่สนใจเลยว่ามนุษย์จะจากไปจากฟาร์มหรือไม่ มันไม่ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ เหมือนที่สัตว์อื่นๆ เห็น ทว่าดูเหมือนจะมีเพียงหนเดียวที่เบนจามินแตกตื่นและแสดงอารมณ์ออกมา นั่นคือตอนที่บ็อกเซอร์ถูกนำตัวไปฆ่า มันวิ่งตามและประกาศว่าบ็อกเซอร์กำลังโดนหลอก ทว่ามันก็สายเกินไปแล้ว หลังจากนั้นเบนจามินเศร้าและเสียใจมาก เมื่อสัตว์อื่นๆ ถามมันว่าก่อนหรือหลังปฏิวัติดีกว่า มันตอบว่า “ทุกอย่างไม่มีคำว่าดีหรือเลวเกินไป ความกระหายอยากได้อยากมี ความผิดหวัง มันคือกฎที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ของชีวิต” ถามว่าเบนจามินโทษตัวเองหรือไม่ว่า... มันควรจะพูดแบบนี้แต่แรก ทุกอย่างจะได้ไม่เกิดขึ้น ก็คงไม่ เพราะมันเองก็ไม่คิดจะทำอะไรเช่นกัน เราเห็นนักวิชาการหรือคนที่ฉลาดๆ จำนวนมากแบบนี้ในสังคม แต่พวกเขาเลือกที่จะอยู่เงียบๆ นิ่งกับที่และไม่สนใจการเปลี่ยนแปลง คงเพราะเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมนั่นเอง พวกเขาก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้น แล้วก็นั่งดูอยู่เงียบๆ ด้วยความปลง... และหมดหวังกับชีวิต 
    
มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
หมูสามตัวแย่งอำนาจและได้ปกครองฟาร์ม
 
หมูผู้เฒ่า (หมู) 
ตัวแทนของ คาร์ล มาร์กซ์   
บุคลิก นักฝันที่เบื่อหน่ายผู้คนและทุกๆ อย่าง  
จุดเริ่มต้นของการกบฎในฟาร์มก็เริ่มจากหมูผู้เฒ่านี่แหละ มันคือหมูนักฝันที่คอยบอกทุกคนว่า... เราควรปฏิวัติเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และในเมื่อสัตว์ทุกตัวเคารพหมูผู้เฒ่า พวกมันจึงเชื่อในสิ่งที่หมูผู้เฒ่าป้อนให้ โดยไม่คิดเลยว่า... อุดมคติกับความเป็นจริงบางทีก็ไม่อาจจะบรรจบกันได้ ข้อเสียของหมูผู้เฒ่าคือ มันมองอะไรด้านเดียวและโยนบาปไปที่มนุษย์ โดยมองว่า... มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบบริโภคและทำให้เกิดกระบวนการผลิตขึ้น ทั้งหมดเป็นความผิดของมนุษย์ ที่ฉกฉวยประโยชน์จากสัตว์ จนทำให้สัตว์ต้องมาตาย ต้องมาลำบาก ต้องใช้แรงงาน มนุษย์คือเจ้านาย คอยฉกฉวยทุกอย่าง ทั้งนม ไข่ เนื้อ และทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์คือผู้รับประโยชน์
 
พอพูดมาถึงตรงนี้ คนที่เคยอ่าน คอมมิวนิสต์ มานิเฟสโต้ ของคาร์ล มาร์กซ์ ก็จะพอเห็นอะไรได้เลือนรางว่าออร์เวลล์นั้นจงใจเสียดสีหนังสือของ คาร์ล มาร์กซ์หรือไม่ เนื่องจากในเนื้อหาตำราคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์ ก็ได้มีการกล่าวโทษชนชั้นปกครอง และพูดถึงการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเช่นกัน มาร์กซ์เชื่อว่า... ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างชนชั้น และมองว่า... ชนชั้นแรงงานควรต้องเอาชนะชนชั้นปกครองให้ได้ ทว่ามาร์กซ์ไม่ได้ให้คำตอบว่าหลังการปฏิวัติจะเกิดอะไรขึ้น เขาแค่กล่าวถึงชัยชนะของชนชั้นแรงงาน... แค่นั้น ในแอนิมอลฟาร์มก็คล้ายๆ กันหมูผู้เฒ่าเปรียบเหมือนมาร์กซ์ที่ฝันถึงชัยชนะ ต้องการสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต แต่ไม่ได้คิดว่า... ถ้าทำแล้วจะมีผลอะไรตามมา และอิสระที่แท้จริงของพวกสัตว์ต่างๆ คืออะไร หลังการปฏิวัติรัสเซียที่ได้ไอเดียมาจากมาร์กซ์ ประเทศระส่ำระสายและถูกชนชั้นปกครองปกครองเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากกษัตริย์เป็นผู้ปกครองรูปแบบอื่น วนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมูผู้เฒ่าและมาร์กซ์เป็นนักอุดมคติและช่างฝัน มีเจตนาที่ดี ต้องการสิ่งที่ดีกว่าให้กับสังคม แต่ไม่เคยคิดว่า... แท้จริงแล้ว สิ่งที่ดีกว่าอาจไม่มีจริง เพราะมันก็อาจนำมาซึ่งสิ่งที่เหมือนกัน แค่เปลี่ยนชนชั้นปกครอง... นั่นเอง 
   
มิสเตอร์, มิสซิส โจนส์ 
ตัวแทนของ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชวงศ์     
บุคลิก แพะรับบาป     
ในการปฏิวัติรัสเซีย ได้มีการสร้างความเชื่อที่ว่าราชวงศ์อยู่กันอย่างสุขสบาย และทุกคนควรลุกมาปฏิวัติ ขับไล่ ฆ่าล้างพวกกษัตริย์เสีย พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระมเหสี อเล็กซานดร้า คือตัวแทนของแพะรับบาปนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 คนงานเริ่มประท้วงในมอสโคว พระเจ้าซาร์ส่งทหารไปปราบปราม น่าเสียดาย พวกทหารไม่ยอมทำตามคำสั่งและเข้าร่วมกับแรงงาน หลังจากนั้น คนต่อต้าน คนประท้วงเพิ่มมากขึ้นจนลงเอยด้วยการเผาพระราชวัง และพระเจ้าซาร์ก็ต้องหลบหนี แต่ก็หนีไม่พ้น โดนสำเร็จโทษจนได้ สำหรับมิสเตอร์โจนส์นั้น เขาไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของกษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงชนชั้นปกครองที่ควบคุมอำนาจอยู่ในขณะนั้น แล้วถูกปฏิวัติ ขับไล่ออกจากพื้นที่ของตน ซึ่งในเรื่องหมายถึงฟาร์ม และนั่นแหละ จุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์กระหายอำนาจ การปฏิวัติซ้ำๆ ซากๆ ที่ลงเอยด้วยมิสเตอร์โจนส์คนใหม่ บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ออร์เวลล์ต้องการบอกกับเรา เพื่อให้เราตระหนักไว้ว่า... ในเรื่องการเมืองนั้น ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลว มีแต่คนที่ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้น อย่าไปหวังอะไรกับ "คนที่เข้ามาปกครอง" ให้มากนัก... น่าจะดีที่สุด   
   
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก 
http://www.softschools.com/literature/summary/animal_farm/animal_farm_important_characters/ 
https://www.enotes.com/homework-help/who-do-characters-animal-farm-represent-real-life-455546 
https://www.shmoop.com/animal-farm/napoleon-pig.html 
https://www.kibin.com/essay-examples/comparison-of-animal-farm-by-george-orwell-to-the-russian-revolution-ITmKA8c6 
www.shmoop.com/animal-farm/ 
  
มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์รัสเซียผ่านหนังสือกัน!  ใครเป็นใครใน แอนิมอล ฟาร์ม
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #แอนิมอล ฟาร์ม #รัฐสัตว์ #จอร์จ ออร์เวลล์ #นิยายแปล #นิยายการเมือง #การเมือง #1984

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป