/>

​5 เหตุการณ์จากอลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ที่สื่อถึงการทำงานอันน่าทึ่งของสมอง []

วิว
 

5 เหตุการณ์จาก อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์
ที่สื่อถึงการทำงานอันน่าทึ่งของสมอง 

 
กลับมาพบกับแอดมินในบทความเกี่ยวกับผลงานที่โด่งดังที่สุดของโลก “อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์” วรรณกรรมที่นักวิจารณ์จำนวนมากเชื่อว่าซ่อนความจริงเกี่ยวกับสมองของมนุษย์เอาไว้มากมาย ลูอิส แครอลล์ นักเขียนเคยพูดถึงผลงานของเขาไว้ว่า “ตัวละครหญิงหลักใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ใต้ดิน ได้เจอกับนก สัตว์ประหลาดต่างๆ และข้อความแปลกๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน แต่ผมจะไม่เปิดเผยให้คนอ่านรู้จนกว่าจะถึงตอนจบ” 
 
ผลงานเรื่องนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ งานเขียน บัลเล่ต์ บทละคร หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำนวนนับไม่ถ้วน แต่ที่คนไม่รู้คือ วรรณกรรมเรื่องนี้ เกี่ยวพันกับสมองของเรา ไม่ใช่แค่ทฤษฎีของฟรอยด์ แต่ยังรวมถึงแนวคิดประสาทวิทยาสมัยใหม่ๆ ด้วย ความจำ ภาษาและสำนึกรู้ คือสิ่งที่ปรากฏในเรื่อง แครอลล์ได้สร้างผลงานที่แสดงการทดลองทางความคิด มีไอเดียเกี่ยวกับตัวตนมากมาย ความจำที่เรามีต่ออดีตและความคิดที่มีต่ออนาคต มีเรื่องของสติปัญญาและวิทยาศาสตร์ผสมผสานอยู่เยอะมาก ก็อพนิค อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเปิดเผย
 
นักอ่านจำนวนมากได้เรียนรู้ตัวตนผ่านการอ่านอลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์และถ้าหากโชคดีพอ เราก็จะค้นพบตัวเองเช่นกัน 
 

 
ดื่มฉันสิ : โรคอลิซในแดนมหัศจรรย์ ปัญหาความผิดปกติในสมองกลีบข้าง 
“ฉันจะกินมันล่ะ” อลิซพูด “และถ้ามันทำให้ฉันตัวใหญ่ขึ้น ฉันจะหยิบกุญแจได้ หรือถ้ามันทำให้ฉันตัวเล็กลง ฉันก็จะคลานออกทางใต้ประตูได้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ฉันก็เข้าไปในสวนได้เหมือนกัน ฉันไม่สนแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
 
ในการผจญภัยช่วงแรกๆ อลิซได้พบขวดยาพิษที่แปะป้ายว่า “ดื่มฉันสิ” เมื่อดื่มเข้าไป ร่างกายของเธอหดเหลือเพียงสิบนิ้ว ส่วนเค้กวิเศษ มีผลตรงกันข้าม นั่นคือจะทำให้เธอตัวใหญ่ขึ้นจนชนเพดาน ฉากนี้เป็นฉากในความทรงจำของคนอ่านหลายๆ คน และเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน 
 
ในปี ค.ศ. 1955 นักจิตวิทยา จอห์น ทอดด์ พบว่ามีคนไข้จำนวนหนึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะเดียวกับอาการนี้ และโรคนี้ถูกตั้งชื่อว่า “โรคอลิซในแดนมหัศจรรย์” มีเด็กๆ หลายคนประสบปัญหากับโรคนี้ พวกเขาบอกว่ามองเห็นอะไรกลับหัวกลับหาง ทั้งที่แม่อยู่ใกล้ๆ กลับรู้สึกเหมือนแม่อยู่ห่างออกไป
ไดอารี่ของลูอิส แครอลล์ ผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรนอย่างหนัก เขียนไว้ว่าที่มาของการสร้างฉากนี้ มาจากแรงบันดาลใจส่วนบุคคล นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมองกลีบข้าง ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการรับรู้เชิงพื้นที่ และมุมมองแนวเอียงกับแนวไกล และถึงแม้การเห็นภาพลวงตานี้จะไม่เป็นอันตรายแต่มันก็กระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ไม่น้อย “เราต้องย้ำให้แน่ใจว่าคนไข้ไม่ได้เป็นบ้า และมีคนจำนวนมากที่พบเจอประสบการณ์นี้” ทุกวันนี้ นักประสาทวิทยากำลังพยายามหาทางรักษาโรคนี้อยู่ เพื่อจะได้ลดปัญหาลง 
 

 
ท่านหญิงกับทารกและรอยยิ้มของแมวเชไชร์ : ช่วงเวลาแห่งความฝันสู่การตื่นเต็มตา  
ฉากที่ท่านหญิงกำลังอุ้มทารกที่ภายหลังกลายร่างเป็นหมู เป็นอีกหนึ่งในฉากที่อยู่ในความทรงจำของนักอ่านหลายๆ คน ตัวละครในแดนมหัศจรรย์ล้วนแล้วแต่มีรูปทรงที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยกตัวอย่างเช่น ท่านหญิงและลูกที่กำลังร้องไห้ของเธอ เมื่ออลิซรับทารกมาอุ้มไว้ จมูกของทารกเปลี่ยนรูปทรงไป ดวงตาชิดกันมากขึ้น และต่อมาทารกเริ่มร้องอู๊ดๆ ก่อนเธอจะรู้ตัว ทารกได้กลายเป็นหมูไปเสียแล้ว ต่อมาอลิซเล่นโครเกต์กับนกฟลาเมงโก้ และมองเห็นรอยยิ้มของแมวเชไชร์แขวนอยู่บนอากาศ โดยร่างของมันหายไป 
 
หลายครั้งเวลาเราฝัน ก็จะเห็นวัตถุที่แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น แมวเชไชร์ถือเป็นวิธีการนำเสนอความรู้สึกตอนง่วงงุนได้ดีที่สุด นักประสาทวิทยาพบว่า ในช่วงที่เรานอนหลับ สมองจะรวบรวมความทรงจำ และนำเสนอออกมาให้เราได้เห็น เมื่อหมูแปรเปลี่ยนเป็นทารก มันอธิบายช่วงเวลาที่เรากำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น ระหว่างฝันสู่การตื่นเต็มตาได้ดีมาก

 
ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้และแจบเบอร์วอคกี้  : การเรียงลำดับคำแบบอัตโนมัติในสมอง 
“ฉันชื่ออลิซ แต่...” 
“มันเป็นชื่อที่โง่มาก” ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้แทรกขึ้นอย่างใจร้อน “มันแปลว่าอะไร”
“ชื่อต้องมีความหมายด้วยเหรอ” อลิซถามกลับอย่างสงสัย 
“แน่นอนสิ” ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้ตอบพร้อมหัวเราะสั้นๆ “ชื่อของฉันหมายถึงรูปร่างของฉัน และความหล่อ ชื่อแบบเธอ ก็ต้องบอกให้รู้ว่าเธอมีรูปร่างแบบไหน” 
 
ในช่วงแรกของการผจญภัย อลิซผจญภัยในโลกกระจก อลิซได้อ่านบทกวีที่สื่อถึงแจบเบอร์วอคกี้ และรู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ฟังไพเราะแต่ว่าเข้าใจได้ยากมาก กวีนั้นอ่านได้ว่า “Twas brilig, and the slithy toves/ Did gyre and gimble in the wabe…” สำหรับอลิซแล้ว บทกวีนี้ทำให้เธออยากแก้ไขไวยากรณ์ อยากแก้ไขรูปแบบคำที่ไม่มีความหมาย นักประสาทวิทยาเชื่อว่า มันคือกระบวนการใช้ภาษาที่ทำให้เราอยากเรียบเรียงถ้อยคำให้กลายเป็นมีความหมาย เมื่อใดที่สมองได้เห็นตัวอักษรที่เรียงกันแบบผิดรูปผิดร่าง กระบวนการเรื่องไวยากรณ์จะทำงานทันที และเราจะพร้อมที่จะแก้ไขได้แบบไม่น่าเชื่อ 
 
อลิซได้พบฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้ และหลังจากคุยกัน ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้ได้พูดว่า ไม่ว่าคนเราจะชื่ออะไร มันจะสื่อถึงรูปร่างหน้าตาและกลายเป็นตัวตนของคนคนนั้น แทบไม่น่าเชื่อแต่ฮัมพ์ตี้ ดัมพ์ตี้อาจเป็นฝ่ายถูก เมื่อเรามาพิจารณาชื่อที่ไม่เหมาะกับเรา แล้วเราพูดวนๆ ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว มันก็จะกลายเป็นชื่อของเรา เมื่อรู้สึกชินชา ยังมีทฤษฎีที่เชื่อว่า เวลาได้อ่านภาษาต่างประเทศ เราสามารถคาดเดาความหมายของคำได้ด้วย โดยใช้จิตใต้สำนึกและดูจากลักษณะของคำ 
 

 
ราชินีขาวและความจำอาศัยเหตุการณ์  : ถ้าเราเจอเหตุการณ์ซ้ำๆ มันอาจกระตุ้นความจำให้นึกถึงอดีต 
“ความทรงจำชอบทำงานย้อนหลัง” 
“คุณจำอะไรได้ดีที่สุด” อลิซถาม 
“สิ่งที่เกิดขึ้นสัปดาห์ก่อนและหลังจากนั้น” ราชินีตอบด้วยน้ำเสียงไม่แคร์ 
 
อลิซได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากับราชินีขาว หนึ่งในตัวละครที่แปลกและแหวกแนวที่สุดของแครอลล์ คำพูดและความทรงจำของเธอเต็มไปด้วยเรื่องน่าแปลกใจ ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2000 นักประสาทวิทยาพบว่าความทรงจำทั้งหมดของเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับอดีตเสมอไป แต่มันช่วยให้เรากำหนดอนาคตได้ด้วย เหมือนที่ราชินีขาวบอกไว้ “เธอต้องกำหนดให้ตัวเองทำในสิ่งที่ทำแล้วดีที่สุด” มีสิ่งที่เรียกว่า “ความจำอาศัยเหตุการณ์” สมองจะใช้กระบวนการระลึกถึงความจำ เมื่อเราระลึกถึงจะเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง เรามีความจำพวกนี้อยู่ในสมองเสมอ แต่งานวิจัยบอกว่าหลายครั้งอุบัติเหตุทำลายความทรงจำในช่วงนี้และทำให้เราจำอดีตไม่ได้ วิธีการระลึกก็คือ ต้องกลับไปในสถานการณ์นั้นๆ สถานที่นั้นๆ อีกครั้ง ก็จะทำให้เราจดจำมันได้อีกครั้ง 
 

 
ไหนลองคิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ซิ : คิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้บ่อยๆ จะเป็นไปได้ในสักวัน 
“พยายามไปก็ไร้ประโยชน์” อลิซว่า “ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” 
“ฉันกล้าพูดว่าเธอยังฝึกฝนไม่มากพอ ตอนอายุเท่าเธอ ฉันใช้เวลาครึ่งชั่วโมงต่อวัน และบางครั้งฉันเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มากถึง 6 อย่างก่อนอาหารเช้า"  
 
ราชินีขาวยังพาเราไปสู่จินตนาการของมนุษย์ต่อไป กอพนิคอ่านอลิซครั้งแรกเมื่ออายุได้สามขวบ หลังจากนั้นเธอใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาเกี่ยวกับวรรณกรรมเรื่องนี้ เธอพบว่าเมื่อเด็กฝึกฝนและทำเป็นเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พวกเขาจะพัฒนาและมีกระบวนการคิดหรือสติปัญญาที่ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ พวกเขามีแนวโน้มจะเข้าใจความคิดของผู้อื่น เข้าใจทฤษฎีจิต สามารถคำนวณหรือคาดเดาได้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ เข้าถึงแรงกระตุ้นและเข้าใจความคิดของผู้คนได้มากขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้น มีเหตุมีผลมากด้วย แครอลล์เหมือนนักมายากล เขาสามารถสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจนำไปสู่บทสรุปที่บ้าบอแต่เชื่อถือได้ 
  
 อลิซได้พบเจอกับเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อหลายอย่าง และมันเหมือนการฝึกฝนทักษะของเธอ แครอลล์ผู้เขียนมีอิทธิพลต่อสติปัญญาของเรา เขาพบว่าการทำให้คนได้อ่านผลงานที่แปลกแหวกแนว เต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกๆ จะส่งผลต่อสมองให้ยืดหยุ่นได้ดี ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจไอเดียใหม่ๆ ได้ดีขึ้น ถ้าหากคุณเป็นคนขาดจินตนาการ การอ่านอลิซน่าจะช่วยคุณได้ ทำให้เชื่อมโยงกับความคิดและทำให้คุณเข้าใจอะไรใหม่ๆ 
  
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก 
http://mentalfloss.com/article/64195/14-things-you-might-not-know-about-nineteen-eighty-four 
https://fee.org/articles/ten-things-you-never-knew-about-orwells-nineteen-eighty-four/ 
https://www.listland.com/top-10-facts-about-george-orwells-1984/  
  
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #วรรณกรรมเยาวชน #อลิซในแดนมหัศจรรย์ #อลิซ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป