/>

ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก : “เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง” คำต้องห้ามของพ่อแม่ที่ไม่ควรพูดถ้าไม่อยากให้สายสัมพันธ์พี่น้องมีรอยร้าว []

วิว

ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก : “เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง”
คำต้องห้ามของพ่อแม่ที่ไม่ควรพูด
ถ้าไม่อยากให้สายสัมพันธ์พี่น้องมีรอยร้าว



สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน หลังจากห่างหายกันไปนานมากๆ กับเรื่องราวของวรรณกรรมเด็กที่ไม่เคยเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับนักอ่านเลยสักครั้ง ในวันนี้พี่แนนนี่เพนจึงมีวรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลกของนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันคนหนึ่งมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เป็นเรื่องราวที่จูดี้ บลูม (Judy Blume) นำเสนอในหนังสือชุด The Fudge Books ซึ่งมีเรื่องราวของครอบครัวแฮตเชอร์เล่าต่อกันเป็นซีรีส์ถึง 5 เรื่องเลยทีเดียว แต่หนังสือเรื่องที่นักอ่านหลายๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันอยู่แล้วก็คือเรื่อง “Tales of a Fourth Grade Nothing” ซึ่งเป็นเรื่องราวของสองพี่น้องแฮตเชอร์ในเล่มแรกๆ และมีชื่อเรื่องในภาษาไทยได้แสบซ่ามากๆ ว่า “ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก” นั่นเอง

สำหรับความน่าสนใจของหนังสือเรื่องนี้ พี่แนนนี่เพนขอยกประเด็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง” ของ “ปีเตอร์” พี่ชายวัยเก้าขวบ และ “ฟัดจ์” น้องชายวัยสองขวบครึ่ง ซึ่งต่างก็เป็นเพียงเด็กที่ยังไร้เดียงสาทั้งคู่มาเล่าให้ฟังกันค่ะ สองพี่น้องมีเรื่องให้เขม่นกันได้ทุกวัน โดยเฉพาะพี่คนโตที่รู้สึกเหมือนถูกแย่งความสนใจจากพ่อแม่ไป จากที่เคยเป็นที่หนึ่งต้องกลายเป็นที่สอง เพราะครอบครัวต่างรักและเอาใจน้องชายมากกว่า ซึ่งพี่แนนนี่เพนเองก็เป็นพี่คนโตคนหนึ่งที่เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วรู้สึกอินมากๆ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องราวของพี่น้องที่ทะเลาะกันเป็นปกติ แต่เป็นเรื่องของคนที่เกิดมาเป็นพี่คนโต และต้องเป็นฝ่ายผิดเสมอ  แม้ว่าจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องต่างๆ เลยก็ตาม ขณะที่คนน้องซึ่งชอบแกล้งพี่ชายของตัวเอง ดันแกล้งเพราะมีพี่ชายเป็นไอดอลซะงั้น
 



 

ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก : พี่คนโตกับวีรกรรมของน้องชายตัวแสบ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่อง ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก (Tales of a Fourth Grade Nothing) ของ จูดี้ บลูม (Judy Blume) พี่แนนนี่เพนขอเล่าแบบย่อๆ ให้ฟังก่อนว่า หนังสือเรื่องนี้เล่าถึงวีรกรรมของน้องชายวัยสองชวบที่ทำให้พี่คนโตวัยเก้าขวบต้องปวดหัวเป็นอย่างมาก เรื่องราวในหนังสือเน้นไปที่การเลี้ยงดูของครอบครัว และความสัมพันธ์ของสองพี่น้องซึ่งก็คือ ปีเตอร์ กับฟัดจ์ ปีเตอร์เป็นพี่คนโตที่ค่อนข้างฉลาด แต่เขาก็ยังเป็นเด็กที่ยังไร้เดียงสา เมื่อถูกปฏิบัติจากพ่อแม่เปลี่ยนไปเขาก็เริ่มน้อยใจ และรู้สึกว่าฟัดจ์เป็นน้องชายที่สร้างแต่ปัญหา 

ด้วยวัยของเด็กวัยสองขวบที่กำลังเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ ฟัดจ์ทำให้ปีเตอร์หงุดหงิดกับนิสัยของเด็กที่ชอบร้องไห้เสียงดังๆ ทำลายข้าวของล้มระเนระนาด เมื่อโมโหหรือไม่ได้ดั่งใจก็ชอบลงไปนอนดิ้นๆ บนพื้น บางครั้งก็ชอบเคาะสิ่งของให้เกิดเสียงดังๆ พฤติกรรมของฟัดจ์ทำให้ปีเตอร์พบว่าน้องชายเป็นเด็กแสบที่ไม่ควรเข้าใกล้เลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้น เด็กชายกลับได้รับความรักความเอ็นดูจากคนรอบข้างเสมอโดยเฉพาะคนเป็นแม่ที่มักจะตามใจฟัดจ์อยู่เสมอ การแสดงออกของคนในครอบครัวทำให้ปีเตอร์ยิ่งน้อยใจ และไม่ชอบน้องชายตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง เจ้าเด็กแสบกลืนเต่าซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของปีเตอร์ลงท้องไป สายใยที่ผูกเด็กทั้งสองคนไว้ด้วยคำว่าพี่น้องก็เริ่มต้นขึ้น 
 



 

ปีเตอร์ : ความรักควรแสดงออกเท่าเทียมกันในหมู่พี่น้อง 

ปีเตอร์ แฮตเชอร์ เคยได้รับความสนใจจากครอบครัวมาตลอดจนกระทั่งเขามีน้องชายที่ชื่อว่า ฟัดจ์ แฮตเชอร์ เด็กชายในวัยเก้าขวบรู้สึกว่าเขาถูกละเลยครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากพ่อแม่กำลังให้ความสนใจกับการเติบโตของน้องชาย จึงทำให้เขาถูกมองข้ามอยู่เสมอ และรู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาเลย ซึ่งใครที่มีพี่น้องอยู่แล้วอาจจะเคยเกิดความรู้สึกเหมือนปีเตอร์ และเข้าใจความรู้สึกของการเป็นพี่อยู่บ้าง 

ปีเตอร์รู้สึกว่าเขาไม่ใช่ลูกชายคนหนึ่ง แต่เป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งมากกว่า เพราะเขาต้องคอยดูแลน้องตลอดเวลา ราวกับเป็นพี่เลี้ยงส่วนตัว และต้องรับผิดชอบในฐานะพี่ชายไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม เช่น ตอนที่เพื่อนของปีเตอร์อาสาดูแลฟัดจ์ที่กำลังเล่นอยู่ในสวนให้ แล้วบังเอิญน้องชายของเขาได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาถูกแม่ตำหนิเรื่องที่ไม่ดูแลน้องให้ดี จนปีเตอร์รู้สึกน้อยใจและพูดกับเจ้าดริบเบิ้ล ซึ่งเป็นเต่าตัวจิ๋วว่า 

“เธอเป็นแม่ที่เลวร้ายที่สุดในโลก! เธอรักฟัดจ์มากกว่าฉัน เธอไม่รักฉันอีกแล้ว เธอไม่ชอบฉัน บางทีฉันอาจไม่ใช่ลูกชายตัวจริงของเธอ…” 

ปีเตอร์รู้สึกหงุดหงิดมากๆ ที่ถูกแม่ตำหนิเรื่องอุบัติเหตุของฟัดจ์ เด็กชายคิดว่าเพื่อนของเขาที่อาสาดูแลน้องชายควรจะได้รับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยกัน ซึ่งหากมองตามตรงมันอาจจะดูเป็นความคิดของเด็กๆ ที่พยายามปัดความรับผิดชอบที่เคยเป็นของตัวเองไป แต่อีกมุมหนึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับปีเตอร์มันเหมือนเราไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย แต่เราต้องรับผิดไปด้วยนั่นเอง 
 

ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ปีเตอร์รู้สึกน้อยใจก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การที่เขาได้รับของขวัญจากลูกค้าของพ่อเป็นพจนานุกรมภาพ ขณะที่น้องชายได้รับของเล่นเป็นรถไฟ และแม้แต่เรื่องของอาหารการกิน ปีเตอร์ก็รู้สึกว่าเขาถูกลดความสำคัญ เพราะแม่ทำอาหารมื้อพิเศษให้น้องชายที่เลือกกินเสมอเป็นเนื้อแกะย่าง ขณะที่เขาได้รับเพียงสตูว์เท่านั้น ปีเตอร์จึงระบายความน้อยใจจากมื้ออาหารครั้งนี้ว่า “แม่ตั้งใจทำทุกอย่างให้ฟัดจ์ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน” 

นอกจากนี้ ยังมีตอนที่ฟัดจ์กลืนเจ้าลูกเต่าตัวจิ๋วของปีเตอร์ลงท้องด้วย แม้ว่าน้องชายของเขาจะกินสัตว์เลี้ยงที่รักมากๆ ลงไป แต่เด็กชายกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ เขาห่วงน้องชายของตัวเองมากกว่าว่าจะเป็นอะไรไหม จนกระทั่งรู้ว่าน้องชายปลอดภัย แต่สัตว์เลี้ยงได้ตายไปแล้ว เขาก็เริ่มรู้สึกเศร้า ยิ่งเมื่อน้องชายกลับจากโรงพยาบาลและได้รับของขวัญมากมาย จากที่เคยห่วงใยน้องชายก็เริ่มเปลี่ยนความรู้สึกไปอีก...

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในมุมที่ปีเตอร์ต้องพบเจอ เขารู้สึกได้ถึงความไม่ยุติธรรมในแบบของเด็ก แม้จะพยายามเข้าใจว่าน้องชายยังเล็กและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ แต่การแสดงออกของครอบครัวก็ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องค่อยๆ มีรอยร้าวไปทีละนิดได้เหมือนกันนะคะ เพราะถ้าหากเรายังเป็นเด็ก เราคงอยากได้ความรักจากพ่อแม่มากๆ เหมือนกัน อย่างน้อยก็อยากได้ความยุติธรรม และความรักที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมกันในหมู่พี่น้อง 
 


 

ฟัดจ์ : พฤติกรรมเรียนรู้และเลียนแบบไม่ควรถูกตามใจจนเคยตัว

ฟัดจ์ แฮตเชอร์ เป็นเด็กวัยสองขวบที่ต้องการเป็นเหมือนพี่ชายของเขา ถ้าปีเตอร์ทำอะไรฟัดจ์ก็อยากจะทำตามด้วย จนบางครั้งเผลอสร้างความรำคาญให้กับปีเตอร์ที่มีวัยห่างกันโดยไม่ตั้งใจ เช่น ฟัดจ์อยากได้รองเท้าเหมือนพี่ชาย เขาจึงพูดว่า “Like Pee-tah's” ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กชายใช้เวลาพูดชื่อของปีเตอร์ และเขามักจะทำเพื่อให้แม่ของเขายอมซื้อรองเท้าให้ ซึ่งมักจะได้ผลเสมอ เพราะครั้งนี้ฟัดจ์ได้รองเท้าใหม่ และได้เรียนรู้วิธีการสวมรองเท้าจากการสาธิตของพี่ชายที่ถูกแม่บังคับให้ทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกทอดหนึ่ง  นอกจากนี้ ฟัดจ์ยังอยากขี่จักรยานได้เหมือนปีเตอร์อีกด้วย เมื่อเด็กชายรบเร้าให้พี่ชายสอนได้สำเร็จ เขามีความสุขมาก เขารักพี่ชายคนนี้ และอยากจะเป็นเหมือนปีเตอร์ 

ทั้งนี้ ฟัดจ์เองก็มีช่วงที่งอแง และเลี้ยงยากเช่นกัน เด็กชายวัยสองชวบเป็นคนกินยาก เลือกอาหารที่กินมากๆ ในครอบครัวแฮตเชอร์ คุณแม่จะเป็นคนที่ตามใจเด็กชายมากที่สุด จนบางครั้งก็ละเลยความรู้สึกของปีเตอร์อย่างที่ได้กล่าวไป ขณะที่คุณพ่อจะค่อนข้างเข้มงวด และไม่ตามใจลูกคนเล็กเรื่องการกิน ซึ่งการเลี้ยงดูที่ไม่ตกลงกันของครอบครัว ทำให้เด็กชายมองเห็นความแตกต่างของการถูกเอาใจใส่ และอาจเกิดพฤติกรรมเลือกผู้เลี้ยงดู เชื่อฟังเฉพาะคนที่ยอมตามใจเท่านั้น และเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาเพื่อเรียกร้องความสนใจได้
 


จูดี้ บลูม : เบื้องหลังฉากกลืนเต่าที่ทำให้เกิดสายใยพี่น้อง 

จากที่เล่ามาข้างต้น หลังจากที่ปีเตอร์ห่วงน้องชายมากๆ เมื่อเขากินเต่าไป และรู้สึกน้อยใจมากๆ เช่นกันที่น้องได้รับของขวัญพิเศษ เราก็ได้เห็นว่าแท้จริงแล้วเด็กชายไม่ได้เกลียด หรือไม่ชอบน้องชายตัวเองมากขนาดนั้น เพียงแต่สภาพแวดล้อม และคนรอบข้าง ทำให้เขารู้สึกไม่ยุติธรรมที่ได้รับความรักที่ไม่เท่าเทียมเท่านั้นเอง และในภายหลังพ่อของเขาก็ได้ให้สุนัขมาเป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เพื่อทำให้เขายิ้มได้อีกครั้ง และเป็นการชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น 

ซึ่งฉากกลืนเต่าที่ทำให้เราได้รับรู้ความห่วงใยระหว่างพี่น้อง เบื้องหลังฉากนี้คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวรรณกรรมเรื่องนี้ขึ้นมานั่นเอง โดยบนเว็บไซต์ของจูดี้ บลูม ที่ชื่อ judyblume.com เธอเล่าเกี่ยวกับที่มาของหนังสือชุดฟัดจ์เล่มแรกว่า ไอเดียการเขียนเรื่องทั้งหมดนี้ เริ่มมาจากฉากตอนที่ฟัดจ์กินลูกเต่าของพี่ชาย ซึ่งเธอได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวที่เกิดขึ้นจริงในศตวรรษที่ 1960 

โดยตอนแรก จูดี้เขียนนิทานภาพเรื่อง Peter, Fudge and Dribble ขึ้นมาก่อน แต่ก็ถูกสำนักพิมพ์หลายที่ปฏิเสธ เพราะกลัวว่าหนังสือเรื่องนี้จะไปสนับสนุนเด็กให้กลืนเต่าเข้าไปจริงๆ  แถมบางที่ยังคิดมันดูเหลือเชื่อเกินไป จะมีเด็กที่ไหนกลืนเต่าลงไปจริงๆ   กัน

แต่ถึงอย่างนั้น สำนักพิมพ์ E.P. Dutton ก็พิจารณาต้นฉบับของจูดี้ และแนะนำให้เปลี่ยนจากนิทานภาพเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่มีขนาดยาวขึ้นมาแทน เพื่อจะได้เล่าเรื่องวุ่นๆ ของครอบครัวแฮตเชอร์เพิ่มได้อีกหลายๆ เรื่อง โดยยกเรื่อง ฟัดจ์กินลูกเต่า ไปเป็นตอนหนึ่งในหนังสือแทน ซึ่งจูดี้ก็ชอบไอเดียนี้มาก และเห็นด้วยที่จะเขียนเรื่องราวของครอบครัวนี้ไปเรื่อยๆ 

. .  . . . . . .  . . .

วรรณกรรมสำหรับเด็กเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เด็กที่ควรอ่านนะคะ วัยรุ่น และคุณผู้ใหญ่ก็สามารถอ่านได้ ยิ่งใครที่มีพี่น้องแล้วมาอ่านยิ่งสนุกขึ้นไปอีก หรือหากไม่มีพี่น้องเมื่อมาอ่านก็อาจจะได้มุมมองที่หลากหลายขึ้น ซึ่งในส่วนที่พี่แนนนี่เพนรู้สึกชอบ และประทับใจมากๆ เกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ก็คือ มันเป็นเหมือนสัญญาสงบศึกค่ะ ตอนเด็กพี่ชอบทะเลาะกับน้องสาวเป็นประจำ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ถามว่าเคยชิงดีชิงเด่นกันไหม ก็อาจจะมีแต่น้อยมาก เป็นความหมั่นไส้ในหมู่พี่น้องมากกว่า ตอนเด็กรู้สึกว่าการเอาชนะเช่นเถียงน้องชนะ ก็รู้สึกภูมิใจมากๆ แล้ว เมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ ทำให้เห็นว่าปีเตอร์เป็นพวกเดียวกัน และรู้สึกว่าอยากจะเข้าใจน้องตัวเองมากขึ้น นี่จึงเป็นวรรณกรรมที่รวมความแสบของคนพี่และคนน้องที่ทำให้เราอยากเปิดใจกับพี่น้องมากขึ้นมากๆ เลยก็ว่าได้ ^^ 

พี่แนนนี่เพน
 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก 

http://www.judyblume.com/books/fudge.php
https://en.wikipedia.org/wiki/Tales_of_a_Fourth_Grade_Nothing

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #Judy Blume #Tales of a Fourth Grade Nothing #ไม่มีใครร้ายเท่าน้องเล็ก #วรรณกรรมเยาวชน #วรรณกรรมเด็ก #หนังสือเด็ก #นิทานภาพ #The Fudge Books

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป