/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

เผย 5 ความฝันของนักเขียนชื่อดังผู้ปั้นฝันจนกลายเป็นวรรณกรรมระดับโลก! []

วิว

เผย 5 ความฝันของนักเขียนชื่อดัง
ผู้ปั้นฝันจนกลายเป็นวรรณกรรมระดับโลก!


 

“ความฝันคือวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง” 

ไม่รู้ว่าใครเคยได้ยินคำนี้มาแล้วบ้าง แต่สมัยเรียนมหา’ลัยพี่แนนนี่เพนได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะ แถมยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องความฝันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเมื่อหนึ่งพันปีก่อนด้วย โดยในยุคกรีกโรมันเชื่อกันว่าความฝันคือสารจากพระเจ้า และยังเป็นลางบอกเหตุในอนาคตที่ค่อนข้างตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย กระทั่งในยุควิทยาศาสตร์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ก็ได้อธิบายความฝันในมุมของจิตวิทยาว่าเป็นส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึก ที่ทำให้เรารู้จักตัวตนและเข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเราได้ด้วยค่ะ 

แล้วความฝันเป็นวรรณกรรมที่ลึกซึ้งอย่างไร อาจกล่าวได้ว่า ความฝันคือจินตนาการอันไร้ซึ่งเหตุผล ไม่มีความเป็นมาที่ชัดเจน แต่มีเรื่องราวที่ชวนให้จดจำและรู้สึกคุ้นเคยเสมอ แม้ว่าจินตนาการนั้นๆ จะไม่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้เลยก็ตาม ความฝันจึงเป็นดังเช่นงานวรรณกรรมส่วนตัว ที่ลึกซึ้ง และมีเพียงผู้ฝันเท่านั้นที่รู้สึกถึงเรื่องราวได้ดีที่สุด พี่แนนนี่เพนจึงขอพาทุกคนไปค้นหาคำตอบจากนักเขียนทั้ง 5 คนนี้ ที่เปลี่ยน “ความฝัน” จนกลายเป็นงาน “วรรณกรรม” ระดับโลกให้เราได้อ่านกันค่ะ 
 


 

มาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood)

มาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) นักเขียนนิยายชื่อดังเรื่อง The Handmaid's Tale เธอเล่าถึงกระบวนการเขียนนิยายที่เกี่ยวข้องกับความฝันไว้ว่า ความฝันในการเขียนที่ดีที่สุดของเธอเกิดขึ้นในช่วงกลางของยุคซิกตี้ (mid-Sixties) ค่ะ แอทวูดฝันว่าได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้อพยพชาวอังกฤษในศตวรรษที่สิบเก้า เธอจึงตั้งใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของ Susanna Moodie  จากหนังสือ Roughing It In The Bush ซึ่งอยู่ในชั้นหนังสือของครอบครัว  

เธอบอกว่ามันเป็นความฝันที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ เมื่อเธอสามารถเขียนเรื่องราวในหัวออกมาได้ หนังสือกวีนิพนธ์เรื่อง The Journals of Susanna Moodie จึงได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1970 ซึ่งต่อมาความฝันนี้ก็ได้มีอิทธิพลในนิยายเรื่อง Alias Grace ด้วยค่ะ โดยเธอเล่าว่าทั้งหมดที่พบในงานของเธอส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาค้นคว้า แต่ประสบการณ์จากความฝันนั้นช่างหายากจริงๆ ค่ะ 

 


 

สตีเฟ่น คิง (Stephen King)

เมื่อพูดถึง สตีเฟ่น คิง (Stephen King) คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเขาคือเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญที่มีผลงานกลายเป็นภาพยนตร์ไปแล้วมากมาย อาทิ It (1990), The Shining (1980), Misery (1990) และ Carrie (1976) เป็นต้น คิงเคยกล่าวในหนังสือ Writers Dreaming ว่าเขาเจอจุดเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์และความฝันที่เหมือนกันมาก เขาบอกว่ากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานก็เหมือนกับการเตรียมตัวนอนหลับ ถ้าเขาจะสร้างสรรค์ผลงานระหว่างที่กำลังจะนอน เขาก็แค่เตรียมตัวนอน ทำทุกอย่างให้เป็นกิจวัตร แล้วจะทำให้การนอนกลายเป็นการหลับที่สร้างสรรค์ได้ 

ทั้งนี้ คิงยังเล่าถึงฝันร้ายในวัยเด็กที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนนิยายเรื่อง Salem’s Lot (1975) ขึ้นมาด้วยว่า มันเป็นความฝันตอนที่เขาอยู่บนเนินเขา มีนกบินผ่านไปมา มีชายคนหนึ่งแขวนอยู่บนต้นไม้ เขาเสียชีวิตไม่ใช่จากอาการคอหัก แต่เกิดจากการถูกรัดคอ คิงบอกว่าเขาเห็นใบหน้าของชายคนนั้นบวมช้ำ และมีสีม่วงคล้ำ เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ๆ ชายคนนั้นก็ลืมตาขึ้นมาและจับแขนเขาไว้ โดยเรื่องราวในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนนิยายเรื่อง Salem’s Lot ขึ้นมา ซึ่งคิงเล่าต่อว่าเขาพยายามหาจุดเชื่อมโยงความฝันนั้นโดยการตั้งคำถาม และดึงความรู้สึกที่ลึกซึ้งออกมา เช่น ตอนที่ยังอายุ 8-9 ขวบ ฝันร้ายนั้นเป็นอย่างไร รู้สึกหวาดกลัวเพราะอะไร เมื่อต้องมาเขียน เขาจึงจำฝันร้ายนั้นได้ชัดเจน

 


 

อี.บี. ไวท์ (E.B. White)

ถ้าพูดถึงผลงานของ อี.บี. ไวท์ (E.B. White) ที่อยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ทั่วโลก คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของแมงมุมเพื่อนรัก (Charlotte's Web) แน่นอนค่ะ แต่เรื่องราวของเจ้าหนูน้อยสจ๊วต จาก Stuart Little ก็ครองใจแฟนเด็กๆ ได้มากเหมือนกัน ไวท์เล่าว่าไอเดียของ Charlotte's Web และ Stuart Little มาจากช่วงหนึ่งที่เขานอนบนรถไฟบ่อยๆ แล้วในคืนหนึ่งเขาก็ฝันถึงเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ทำตัวเหมือนหนูขึ้นมา ความฝันตอนนั้นจึงกลายเป็นเรื่องราวของ Stuart Little อย่างที่ทุกคนได้อ่านกันนั่นเอง 

 


 

อิซาเบล อัลเลนด์ (Isabel Allende)

อิซาเบล อัลเลนด์ (Isabel Allende) เป็นนักเขียนชาวชิลีที่เขียนผลงานนิยายชื่อดังเรื่อง The House of the Spirits และ City of the Beasts เธอเล่าถึงความฝันที่ทำให้เกิดนิยายเรื่อง The House of the Spirits ว่า ตัวละคร Clara มีแบบจำลองมาจากคุณยายของเธอซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว อัลเลนด์เล่าว่าตัวละครนี้เกิดขึ้นจากความทรงจำของเธอที่มีต่อคุณยาย แม้ว่าจะคุณยายจะจากเธอไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่เธอกลับจำเรื่องเล่าของคุณยายได้ดี ซึ่งบางครั้งเธอก็ฝันว่าได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายผ่านเรื่องราวของคุณยาย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึก หรืออ่านหนังสือ เธอเหมือนกำลังมองผ่านไหล่ของคุณยายตลอดเวลา 

ในความฝันของอัลเลนด์ เธอเห็นคุณยายเป็นเด็กคนหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่เคยเจอคุณยายตอนเด็กเลยด้วยซ้ำ เธอบอกว่าจำความฝันได้ในบางครั้ง ในฝันเธอจำได้ว่าเขียนด้วยหมึกสีอะไร เขียนในสมุดบันทึกหรือที่ด้านล่างของภาพถ่าย แต่เธอจำไม่ได้ว่าในฝันเขียนว่าอะไร ซึ่งทุกครั้งที่เธอเข้าไปอยู่ในความฝัน เธอรู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขมากๆ 

 


 

 แอนน์ ไรซ์ (Anne Rice)

 แอนน์ ไรซ์ (Anne Rice) เจ้าแม่นิยายแวมไพร์ ผู้สร้างงานวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกด้วยนิยายเรื่องแวมไพร์เลสแต็ท (The Vampire Lestat) ได้เล่าถึงเบื้องหลังที่ผ่านมาในหนังสือ Interview With The Vampire (1976) ว่าในช่วงที่เธอเขียนบท เธอกำลังอยู่ในช่วงเวลาของความสิ้นหวัง และการสูญเสียลูกสาววัยห้าขวบจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งหลังจากที่หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ออกไป ทำให้นักอ่านต่างวิเคราะห์ว่าตัวละครแวมไพร์เด็กผมทองที่ชื่อว่าคลอเดียอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับลูกสาวของเธอ 

ไรซ์เล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าวว่า ตอนนั้นเธอฝันว่า มิเชล ลูกสาวของเธอกำลังจะตาย เลือดของเธอมีบางอย่างผิดปกติ มันน่ากลัวมาก หลังจากนั้นหลายเดือนมิเชลก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดที่หายาก 

ทั้งนี้ ไรซ์บอกกับผู้คนในปี 1988 ว่าห่วงโซ่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงจิตสำนึกที่แปลกประหลาด บางครั้งเรื่องราวของความฝัน และวิธีการที่พวกเขาวิเคราะห์ขึ้นมามีเรื่องราวที่น่าสนใจและลึกซึ้งมากจริงๆ ค่ะ
 


บอกได้เลยว่าความฝันของแต่ละคนมีความเป็นมาที่น่าสนใจมากๆ  นักเขียนทุกคนต่างมีจินตนาการที่น่าเหลือเชื่อ และไม่คิดว่าพวกเขาจะเอามาต่อยอดในงานเขียนได้ด้วย ซึ่งพี่แนนนี่เพนชอบเรื่องราวความฝันองสตีเฟ่น คิง มากๆ เลยค่ะ รู้สึกว่างานเขียนที่ผ่านมาของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกสยองขวัญจริงๆ ตอนที่เขาเล่าว่าเห็นคนตายแล้วบรรยายถึงใบหน้าที่บวมเป่ง มีสีม่วงคล้ำ ภาพศพในจินตนาการนี่ลอยมาอย่างเร็วเลยค่ะ แล้วทุกคนล่ะคะชอบความฝัน หรือมีความฝันแบบไหนมาแชร์กันได้ะคะ พี่หวังว่าเรื่องราวการปั้นฝันของนักเขียนสู่งานวรรณกรรมระดับโลก จะทำให้ทุกคนได้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงาน และสร้างสรรค์จินตนาการกันมากขึ้นนะคะ ^^

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Roughing_it_in_the_Bush
https://www.bachelorsdegreeonline.com/blog/2010/15-famous-books-inspired-by-dreams/
https://www.world-of-lucid-dreaming.com/10-famous-novels-inspired-by-dreams.html
https://owlcation.com/humanities/Novels-Inspired-by-Dreams
http://margaretatwood.ca/
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Journals_of_Susanna_Moodie
https://en.wikipedia.org/wiki/%27Salem%27s_Lot
https://en.wikipedia.org/wiki/Stephen_King
https://en.wikipedia.org/wiki/Stuart_Little
https://en.wikipedia.org/wiki/E._B._White
https://en.wikipedia.org/wiki/The_House_of_the_Spirits
https://en.wikipedia.org/wiki/Isabel_Allende
https://en.wikipedia.org/wiki/Anne_Rice 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #วรรณกรรม

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป