|
วันนี้พี่ปัดได้ไปเจอบทความของ Dr.Pop ที่เขียนถึง ทำอย่างไรให้สำนักพิมพ์รับพิจารณาผลงาน เห็นว่าเป็นประโยชน์กับน้องๆชาวเด็กดีที่อยากจะส่งผลงานของตัวเองไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา ก็เลยเอามาให้อ่านกันจ๊ะ อย่ารอช้าไปเริ่มอ่านกันเลยดีกว่าจ๊ะ
ที่มา : =Dr.Pop= < My.iD >
วันนี้มีคำถามหนึ่งที่ส่งมาจากอีเมลล์ต่างกันถึงหกคนนั่นคือ "ทำอย่างไรให้สำนักพิมพ์รับพิจารณาผลงาน" ซึ่งป๊อบคิดว่าหลายๆคนในเว็บนี้คงจะอยากรู้กัน ป๊อบเลยมีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ มาบอกครับ
**** ป๊อบไม่ได้พูดในฐานะของนักเขียนคุณภาพมากมายอะไรนะครับ แค่พูดในฐานะคนที่ได้ตีพิมพ์แรกๆเท่านั้นนะครับ****
**** ถ้ามีคำผิดอย่าถือสานะครับ มันเป็นเรื่องที่ป๊อบแก้ไม่หายแล้วอ่ะ เหอะๆ ขออภัยไว้ล่วงหน้า***
-----------------------------------------------------------------------------------------
1. เนื้อเรื่องที่แปลกใหม่หรือเปล่า ?
อันนี้ต้องขอย้อนไปตอนไวท์โรดยังแบะเบาะ นอนดูดนมอยู่ในเว็บเด็กดี ตอนนั้นเรื่องราวแฟนตาซี ไซไฟ ไม่แพร่หลายในประเทศไทยครับ ไม่มีเลยด้วยซ้ำ การที่ป๊อบเขียนอะไรเวอร์ๆ ตื่นตาตื่นใจ ย่อมทำให้เป็นจุดสนใจไม่ยาก ซึ่งป๊อบถือว่าแนวนี้จะได้เปรียบนะครับ เพราะคำว่า "ไซไฟแฟนตาซี" กรอบของมันจะกว้างกว่าคำว่า "แฟนตาซี" เป็นร้อยเท่าเลย ลองคิดเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ใส่เข้าไป ก็เป็น "ไซไฟ" ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจะสังเกตว่าแนวนี้ถ้าออกมา มักจะไปได้รอดตลอดครับ
แล้วในปัจจุบันล่ะ อะไรคือเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่
คำตอบก็คือ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่โรงเรียนเวทมนตร์ , อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่รักหวานเลี่ยน , อะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับพ่อมดแม่มด
โรงเรียนเวทมนตร์ แฮรี่ พอตเตอร์ เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ดังที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง เมื่อนักอ่านมองไปตามร้านหนังสือแล้วเห็น "โรงเรียนเวทมนตร์" ส่วนมากไม่สนหรอกครับ ว่ามันคือโรงเรียนอะไร มีเวทมนตร์กี่แขนง มีแม่มด พ่อมดชื่ออะไร เพราะเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ฟันธงไปแล้วว่า "เป็นร่างแฝงของแฮรี่ พอตเตอร์" ถ้าเป็นเมื่อก่อนซักเจ็ดปี อาจจะไปได้ครับ เพราะตอนนั้นโรงเรียนมีไม่เยอะ แต่ตอนนี้เปิดกันจนมากกว่าโรงเรียนในเขตกทม. ไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ของใหม่
รักหวานเลี่ยน อันนี้ถือว่าไม่ใช่ของใหม่ แต่ก็เป็นอะไรที่คลาสสิคนะครับผม - ความคลาสสิคก็คือ ทุกคนมีความรัก ทุกคนโหยหาความรัก ทุกคนอยากมีคนรัก เพราะฉะนั้นอะไรเกี่ยวกับรักจะขายได้ตลอดเป็นแนวอมตะ แต่คราวนี้ก็ต้องถามตัวเองว่า แนวรักที่เขียนนั้นเป็นยังไง - รักแบบนางเอกแอบชอบพระเอกผู้หล่อเหลา ? - รักแบบนางเอกสองคนชอบพระเอกคนเดียว (พระเอกสองคนชอบนางเอกคนเดียว หรือ พระเอกสองคนชอบผู้ชายคนเดียวกัน?) ความรักจริงๆแล้วมีหลายรูปแบบครับผม ไม่จำเป็นต้องรักระหว่างวัยรุ่นก็ได้ ความรักแบบครอบครัว แบบเพื่อน แบบพี่น้อง ก็มีถมเถไป แต่ความรักแบบนี้อาจไม่ตรงใจ กระนั้นมันก็ไม่ใช่จะไม่มีวิธีใช่ไหมครับ ที่จะทำให้แนวนี้เป็นที่ถูกใจได้ ป๊อบอยากให้ทุกคนลองไปอ่านวรรณกรรมตะวันตกหลายๆเรื่องดู จะพบว่าเขาเอาความรักหนุ่มสาวมาผนวกกับความรักหลายรูปแบบที่ป๊อบบอกได้อย่างลงตัว ถ้านึกไม่ออกลองดูหนัง Love actually ก็ได้ครับ ตีโจทย์ได้แตกและกลายเป็นหนึ่งในหนังอมตะไปแล้ว
ป๊อบเข้าใจว่าหลายคนอาจเขียนแนวเวทมนตร์หรือความรักไปแล้ว แต่ถ้าลองกลับไปคิด หาอะไรใหม่ๆใส่เข้าไปให้มันแตกต่างซักหน่อย ก็คงจะทำให้นิยายของน้องโดดเด่นไม่ยากครับ
2. สิ่งที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ
นี่คือหนึ่งสิ่งที่หลายคนมองข้ามคิดว่าไม่สำคัญแต่มันสำคัญมากในการจะก้าวเป็นนักเขียนมืออาชีพ ป๊อบเคยพูดคุยกับผู้ใหญ่ในวงการหลายคน และได้พบความจริงว่ามีคนมากมายเหลือเกินที่อยากจะเป็นนักเขียน แต่หนึ่งสำนักพิมพ์มีบอกอไม่กี่คน 100% ของงานเขียนจะถูกส่งไปสุมเป็นกองอยู่ที่โต๊ะบอกอ 60% ถูกคัดออกโดยไม่ได้อ่าน 20% ถูกอ่านแบบไม่จบ 15% ภูกอ่านจนจบ 5% เท่านั้นที่ได้ตีพิมพ์ คำถามคือ ทำยังไงจะได้เป็น 5% นั้น ป๊อบเคยเป็นกรรมการตัดสินผลงานเรื่องสั้นประกวดหลายครั้ง ซึ่งในคณะกรรมการก็เพรียกพร้อมด้วยผู้ใหญ่ทรงคุณวุฒิมากมายในวงการนักเขียน ทุกคนสรุปเหมือนกันว่า
การจัดหน้ากระดาษเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ
- หน้ากระดาษจะเป็นสิ่งแรกที่บอกอเห็นนะครับ ถ้าน้องเขียนติดมาเป็นพรืด มองแล้วไม่เห็นย่อหน้า ไม่เห็นช่องไฟ เว้นวรรคผิด ตัวหนังสือตกหล่น พยายามจะอัดเนื้อหาในหน้าเดียว - สอบตกครับ! - ตัวสะกด (อันนี้ป๊อบแย่มากกกกกกกก ขอออกตัวก่อนจะโดนนินทา อิอิ) - บางทีการอ่านงานใหม่จากนักเขียนโนเนม หากพบตัวสะกดมากกว่าสามครั้งในหนึ่งหน้า - สอบตกครับ - คำซ้ำ - ในหนึ่งประโยคเจอคำซ้ำมากกว่าสองครั้งก็หงุดหงิดแล้วครับ บางทีเจอคำเดียวๆติดๆกัน - สอบตกครับ! - คำหยาบ - โอเค ป๊อบเข้าใจเรืองคำหยาบว่าได้บ้าง แต่ไม่ใช่อ่านทั้งหน้ามีแต่สัตว์นานาชนิด อึดอัด - สอบตกครับ นี่คือตัวอย่างคร่าวๆนะครับผม ที่ป๊อบได้ยินจากนักเขียนผู้ใหญ่หลายคนพูดถึงจึงนำมาบอกต่อ - คำที่เลือกใช้ - อย่าคิดว่าการใส่คำหรูหราฟู่ฟ่าเข้ามาเยอะจะเป็นที่ถูกอกถูกใจนะครับ ไม่จริ๊ง ไม่จริง ใช้ได้ครับ แต่ให้มันต้องที่ ถูกจังหวะ ไม่ใช่ใส่มาซะเต็มพิกัด (ยกเว้นกรณีส่งบทร้อยกรอง) อ่านแล้วต้องไม่สะดุด พวกคำ "จากอน" หรือคำศัพท์เฉพาะ ถ้าไม่ได้มีอธิบายไว้ในเรื่องอย่างละเอียดอย่าใช้ครับ หรือถ้าใช้ก็ควรมีหมายเหตุข้างล่าง บอกอหลายคนให้ความเห็นว่า หากอ่านแล้วติดขัดบ่อยๆขอให้ สอบตก! ไปทันทีครับผม
3. การนำเสนอ
ทำไมป๊อบถึงพูดเรื่องฟีดแบค เพราะป๊อบจบโฆษณา สาขาที่ป๊อบเรียนให้ความสำคัญเรื่องการนำเสนอมาก และเมื่อได้ขลุกขลีกกับวงการนักเขียนป๊อบก็พบว่า "การนำเสนอ" มีบทบาทสำคัญจริงๆ ครับ มากๆๆๆๆ ด้วยแต่ทุกคนก็มองข้าม ลองนึกสภาพ มีซองสีน้ำตาลร้อยซอง แล้วถ้าบังเอิ๊ญ บังเอิญ ของคุณเป็นซองสีดำ สีแดง สีชมพู มีกลิ่นซากุระ บ้าบออะไรก็ตาม มันจะง่ายต่อการถูกมองเห็นไหมครับ ? มันจะน่าหยิบหรือเปล่า ? การนำเสนอเป็นการบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้เสนอนะครับ เขาวัดคุณได้ตั้งแต่นาทีแรกที่เห็นซองแล้วล่ะว่างานจะเป็นยังไง ต่อให้งานดีเลิศประเสริฐ์ศรี มีใบเกรด 4.00 แปะหน้าซอง แต่ซองสีน้ำตาล ยับๆ ขาดๆ เสื่อมจิต มันก็ไปจบในถังเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นเราต้องแสดงจุดยืนว่าเราแตกต่างตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้เห็นงานของเราครับ ยุคอินเตอร์เน็ตถือว่าได้เปรียบนะครับในการเสนอผลงาน และตอนป๊อบเขียนไวท์โรดป๊อบก็ใช้จุดเด่นที่ชัดที่สุดของอินเตอร์เน็ตเพื่อนำเสนอ นั่นก็คือ ฟีดแบค หรือ คอมเมนต์ ไวท์โรดถูกส่งครั้งแรกเป็นสองซองครับ ซองแรกต้นฉบับ (คำผิดอื้อมากๆๆๆ) ซองที่สองฟีดแบค ซองของป๊อบก็ไม่ใช่ ซองจดหมายขี้ริ้วขี้เหร่นะครับ เป็นแฟ้มพลาสติก สวยงาม หรูหรา ดูมีค่า ราคา 15 บาทเท่านั้น (อันนี้สำหรับใส่ฟีดแบค) และฟีดแบคป๊อบก็ไม่ได้ปริ๊นท์แบบไก่กาหมาวัดนะครับ เป็นสี สวยๆ งามๆ ดูแล้ว โอ้ ท่าทางจะตั้งใจทำ ไม่ใช่แค่ต้นฉบับกับฟีดแบคนะครับที่ป๊อบส่งไป - รูปประกอบก็ด้วย - เวลาอ่านงานเขียนซักอันแล้วเห็นแต่ตัวหนังสือ กับเห็นรูปประกอบด้วยนี่ มันคนละฟิลลิ่งเลยนะครับ จำได้ว่าวาดรูปไวท์โรด้วยดินสอ วาดรูปตัวละคร วาดนาฬิกา แล้วยัดใส่ซองไปด้วย - บอกอที่ไหนเห็นก็ต้องตั้งคำถามล่ะครับ ว่ามันคืออะไร ? อ๊ะๆ เราอย่าบรรยายทุกอย่างให้เขารู้ในรูปนะครับ - ให้เขาอยากจะรู้ อยากจะถาม เขาจะได้เรียกเราไปถามตัวต่อตัว อิอิ
อ้อ และสำหรับยุคที่น้องๆเก่งคอมกันเหลือ ป๊อบแนะนำว่า หากเป็นกราฟฟิคนะครับ คลิปวีดีโอสั้นๆ แอนิเมชั่นย่อมๆ ง่ายๆ ไม่ฟู่ฟ่า ใส่ซีดีส่งไปแนะนำแบบว่าเป็นการเกริ่น เรื่องย่อ ภาพรวม จุดเด่น อันนี้จะดีมากครับ
4 กระแส ?
ประเด็นนี้อาจจะไม่ยุติธรรมสำหรับนักเขียนเท่าไหร่ครับ เพราะสำนักพิมพ์ก็อาจจะต้องอิงกระแสสังคม เศรษฐกิจไปด้วย เนื่องจากในการลงทุนหนังสือหนึ่งเล่มนั้น ถ้าเป็นโนเนมทั่วไปก็หลักแสนนะครับ เขาต้องหวังที่จะได้ผลตอบแทบครบถ้วนและกำไรเพื่อต่อยอดให้กับสินค้าอื่น มันเลยเกิดประเด็นที่ว่า จะเขียนตามใจสั่งหรือจะเขียนตามกระแสดี ? อันนี้แล้วแต่คนจะคิดครับ แต่คิดอะไรก็ไม่ผิด การเขียนตามใจสั่งจะทำให้เราทำงานนั้นออกมาได้ดีเยี่ยม มีแรงจะทำจนใจ เพราะมันเป็นงานที่เราอยากทำ การเขียนตามกระแส มันก็จะอาจจะบั่นทอนกำลังใจเรา มันเหมือนการพยายามจะเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น บางครั้งเมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็เลิกล้มไป อันนี้นักเขียนก็ต้องถามตัวเองครับว่า "เราเป็นแบบไหน?" แต่สำหรับนักเขียนที่ฟลุ๊คเขียนผลงานเข้ากระแสพอดี อันนี้ถือว่าเป็นโชคครับ หลายคนเคยถามว่าทำไมไวท์โรดได้พิมพ์ทั้งที่ไม่ได้วิเศษอะไรมากมาย ไม่ใช่เส้นหรอกครับ เพราะไม่มีญาติพี่น้องในสำนักพิมพ์ ครอบครัวป๊อบก็ไม่ได้ทำธุรกิจด้านนี้ โชคกับดวงต่างหาก - ช่วงนั้นถึงจุดที่ว่าแฟนตาซีกำลังบูมจริงๆ ประมาณว่าไม้กวาดเกลื่อนฟ้า คฑาเกลื่อนเมือง แนวแฟนตาซีที่เกิดยุคนั้นจะมีชื่อเสียงหมด ป๊อบโชคดีที่เขียนถูกต้องตามความต้องการของตลาดพอดี ตามหลักเศรษฐกิจครับ ความต้องการมาก สินค้าก็ขายได้มาก เพราะฉะนั้นการจะเขียนอะไรซักอย่าง ลองคำนึงถึงกระแสตลาดด้วยก็ดีครับผม ^_^
5. เลือกสำนักพิมพ์
การเลือดสำนักพิมพ์ก็เหมือนกับการเรียนคณะครับ เราต้องเลือกสำนักพิมพ์ที่เหมาะกับเรื่องของเรา มีแนวทางชัดเจนว่าเป็นสำนักพิมพ์ของเรา รักๆก็แจ่มใสไปเลยโลด แฟนตาซีก็อาจจะสถาพร อะไรก็ตามแต่ เลือกให้ตรง เพราะหลายครั้งที่บอกอหยิบเรื่องขึ้นมาอ่าน แล้วพบว่า "เฮ้ย ส่งมาทำไม ฉันไม่ได้ทำแนวนี้" มันก็ถูกขว้างทิ้งไปตามระเบียบ เพราะอะไรน่ะหรอครับ ? เพราะการที่สำนักพิมพ์จะให้กำเนิดแนวทางใหม่ของงานเขียนที่เขาไม่เคยทำมาก่อนต้องเสีย cost หรือค่าใช้จ่ายเยอะมากๆๆๆ ต้องทำโปรโมทใหม่ ต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ต้องแนะนำสื่อใหม่ๆ โอ้ว เขาไม่อยากทำกันหรอกครับ ถ้าเลือกสำนักพิมพ์ที่เหมาะได้ เราจะรู้สึกได้เองถึงการเทคแคร์ การเอาใจใส่ และการที่มีนักเขียนแนวเดียวกันอยู่ในนั้นหลายๆคนมันจะยิ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสำนักพิมพ์ให้เด่นชัดขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสำนักพิมพ์ครับ
แต่ก็มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเสนอผลงานให้สำนักพิมพ์ที่ไม่เคยมีแนวนั้นเลย
แน่นอนความเสี่ยงเป็นอย่างแรกที่เขาคิด แต่ถ้าเขาทำสำเร็จล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น ? น้องก็จะกลายเป็นเบอร์หนึ่งในแนวนั้นในสำนักพิมพ์นั้นๆ เป็นเบอร์หนึ่งที่จะได้รับการโปรโมตมากที่สุดเพราะเขาต้องพยายามให้งานเขียนของน้องเป็นที่รู้จักมากที่สุด เพื่อให้ผลงานของน้องขายได้ แล้วเอาเงินใช้จ่ายทดแทนค่าโฆษณาต่างๆที่เขาเสียไป มันก็จะทำให้น้องโดดเด่น เพราะในสำนักพิมพ์นี้ไม่มีใครเหมือนน้อง เขาก็โปรโมตน้องเต็มที่ เป็นเรื่องดี
นี่ก็เป็นเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยสำหรับนักเขียนด้วยกันนะครับผม อย่าลืมนะครับ ป๊อบไม่ได้พูดในฐานะนักเขียนคุณภาพ แต่พูดในฐานะคนที่ได้ตีพิมพ์และมีประสบการณ์ในวงการนี้มาเกือบสิบปี มีมุมมองจากนักเขียนรุ่นใหญ่ให้ได้ถ่ายทอด ก็หวังว่าน้องๆ หลายๆ ลูกๆ เพื่อนๆ หลายคนจะได้แนวทางในการทำงานเพื่อเป็นนักเขียนที่มีผลงานต่อๆไปนะครับ
พี่ปัดเชื่อว่าน้องๆชาวเด็กดีหลายคนคงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากการที่ได้อ่านบทความนี้ เพราะ ด้วยความที่ Dr.Pop เองก็เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์คนหนึ่ง ก็ย่อมที่จะต้องรู้เทคนิคหรือเคล็ดลับที่จะทำให้งานเขียนของตัวเองประสบความสำเร็จและได้รับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์แน่นอน ไว้ถ้าพี่ปัดเจอบทความที่เป้นเคล็ดลับดีๆที่เกี่ยวกับงานเขียนอีกจะรีบเอามาฝากนะจ๊ะ
พี่ปัดขอขอบคุณบทความดีๆจาก Dr.Pop ค่ะ

|
34 ความคิดเห็น
ได้สาระมากๆเลย ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับคำแนะนำดี ๆ
^^V
แต่อ่านแล้วท้อเลยอะ
แต่ละเว็บ นักเขียนมีน้อยซะที่หนาย
แค่5% เฮ้ออ~~~
จะมีโอกาสได้ตีพิมพ์กะเค้าม้ายเนี่ยยยยยยยยยยย~~
โอ้ สาระตรงใจ
ขอบคุณมากๆ^^
ขอบคุณมากค่ะ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต้องเก็บให้หมด อิอิ ^ ^
ขอบคุณะนะคะ
ขอบคุณค่ะ
แล้วเราจะได้เป็นหนึ่งในนั้นบ้างปะเนี่ย
แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากมายมหาศาลเลยค่ะ
ขอบคุณมากเลยคะ
เป็นบทความที่น่าสนใจทีเดียวเลยนะคะ สำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียนเหมือนพี่
ของคุณจริงคะ
ขอบคุณค่ะ
เสริมกำลังใจมากอีกเยอะ