ช่วงวันเด็กแบบนี้ หลายคนอาจหวนกลับไปนึกถึงตัวเองในวัยเด็กว่าเคยชอบอะไร
เคยฝันอยากเป็นอะไร แล้วความชอบเล็กๆ ในวัยเด็กนั้น จะพาใครสักคนไปได้ไกลแค่ไหนกันนะ?
วันนี้พี่ๆ จากเว็บ Dek-D มีสตอรี่ดีๆ จากเหล่ารุ่นพี่ 8 คนดังของไทย ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยเป็นเด็กธรรมดาที่มีความฝัน และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง จนเติบโตมาเป็นไอดอลของใครหลายคน ซึ่งบอกเลยว่าแต่ละคนไม่ได้มีดีแค่ผลงานในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบที่ดีทั้งด้านการเรียน การทำกิจกรรม การเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม รวมถึงมีแนวคิดดีๆ จนน่าเอาเป็นแบบอย่างสุดๆ // จะมีเมนใครบ้าง ตามพี่มาย้อนรอยสตอรี่แต่ละคนกันเลยย~
เด็กคนนั้น โตมากลายเป็น ….
1. เตนล์ NCT/WayV — คนไทยคนแรกในตึกชมพู
ขอเริ่มต้นด้วย “เตนล์ – ชิตพล ลี้ชัยพรกุล” ไอดอล K-POP คนไทยคนแรกใน SM Entertainment ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของเกาหลี ซึ่งกว่าสิบปีในวงการ พี่(น้อง)เตนล์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเด็กไทยก็สามารถก้าวไปสู่ตัวท็อปของวงการได้ จนหลายคนยกให้ว่านี่แหละคือ All-rounder ตัวจริง เพราะไม่ว่าจะร้อง เต้น หรือการแสดงก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันเหลือล้นจนมัดใจคนดูสุดๆ
แต่กว่าจะมาเป็น “TEN LEE” แบบทุกวันนี้ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนและต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน เริ่มจากความฝันวัยเด็ก เตนล์เป็นเด็กชอบร้องชอบเต้น และใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินมาตลอด ซึ่งเตนล์ (TNT) ในวัย 15 ปีก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมประกวดรายการเซอร์ไววัล Teen Superstar ทางช่อง 9 ซึ่งมีหลายโจทย์ให้พิสูจน์ความสามารถ จนในที่สุดเขาก็คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง และกระทั่งต่อมา ในปี 2013 เตนล์ก็ได้เปิดตัวในฐานะ SM Rookies หรือเด็กฝึกของค่าย SM แต่ก็ใช้เวลาเทรนหลายปีจนในที่สุดก็ได้เดบิวต์ในยูนิตแรกของวงบอยกรุปชื่อดังอย่าง NCT ด้วยเพลง “The 7th Sense (ยูนิต NCT U)” ในปี 2016 ซึ่งเป็นกระแสร้อนแรงและได้รับการตอบรับจากแฟนๆ เป็นอย่างดี
และถึงแม้จะเดบิวต์ได้ไม่นาน เตนล์ก็ขอท้าทายความสามารถตัวเองด้วยการเข้าแข่งขันในรายการเต้นชื่อดังของ Mnet อย่าง “Hit The Stage” ซึ่งในโปรแกรมนั้นมีไอดอลนักเต้นรุ่นพี่ระดับท็อปเพียบ แม้ว่าตอนนั้นเขาจะเป็นรุกกี้แต่ก็ไม่หวั่น เตนล์ใส่สุดทุกโชว์จนสุดท้ายคว้าตำแหน่งผู้ชนะอันดับ 1 มาได้อย่างสวยงาม เรียกว่าทำถึงจนกรรมการและคนดูอึ้งสุดๆ!
นอกจากบทบาทไอดอลหลายวง หลายยูนิตแล้ว (NCT, WayV และ SuperM) เตนล์ยังประสบความสำเร็จในบทบาทเมนเทอร์รายการเซอร์ไววัลชื่อดังหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น Great Dance Crew ของจีน (ปี 2022) รายการ CHUANG ASIA (2024) รวมถึงเป็นไดเรกเตอร์ในรายการ Universe League ที่ค้นหาโกลบอลบอยกรุป แถมล่าสุดยังตอกย้ำความเริ่ดเข้าไปอีกด้วยการคว้ารางวัล Top Song of 2025, Thailand จากเพลงโซโล่ “STUNNER” ในงาน Spotify Wrapped Live Thailand 2025 มาครองอีกด้วย ปังเกิน!
เอาเป็นว่าถ้าจะให้พูดถึงผลงานทั้งหมดก็อาจจะยังไม่พอ เรียกได้ว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้ พี่(น้อง)เตนล์ของเรา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าหากมีความฝันก็จงตั้งใจ และไม่ว่าจะมีกี่โอกาสเข้ามาก็พร้อมรับไว้และทำให้เต็มที่ เพราะผลลัพธ์ของความพยายามก็คือความสำเร็จที่ประจักษ์อยู่ในทุกวันนี้ และกลายมาเป็น Idol of Idol เป็นศิลปินเบอร์ต้นของวงการที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วย
นอกจากความสามารถด้านดนตรี เตนล์ยังโดดเด่นเรื่องภาษา (เปิดเทคนิคเรียนภาษาสไตล์ ‘เตนล์ WayV’ ไอดอลคนไทยที่พูดได้ถึง 5 ภาษา!) และเป็นอีกคนที่รักการอ่านจนเกิดเป็นกระแส #เตนล์อ่าน ที่ไวรัลไปทั่วโซเชียลอีกด้วยนะ!
|
……….
2. โอปอล สุชาตา — คนไทยคนแรกที่คว้ามงฟ้า
The Miss World 2025 is “โอปอล – สุชาตา ช่วงศรี” สาวไทยผู้ที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ กับการคว้ามงฟ้ามงแรกจากการประกวด Miss World 2025 เรียกว่าเธอเป็นแสงแห่งความหวังและพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าว่า ‘นางงาม’ ที่มีมากกว่าความสวย แต่ยังสามารถสร้างพลังเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้อีกด้วย
ครั้งหนึ่งโอปอลเคยให้สัมภาษณ์กับเว็บ Dek-D ถึงเส้นทางการศึกษาในด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ เพราะว่าเธอมีความฝันอยากเป็นนักการทูต โดยแรกเริ่มเดิมที โอปอลสอบติดคณะรัฐศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ว่าหลักสูตรนั้นต้องไปเรียนที่ต่างประเทศเป็นเวลา 2 ปี แต่ด้วยแพสชันในการประกวดนางงามเพื่อหวังเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคม เธอจึงเลือกอยู่ไทยและเรียนที่ธรรมศาสตร์ เพื่อเดินตามแพสชั่นด้านการประกวดอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จก็ตาม (อ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่ "โอปอล สุชาตา" Miss World 2025 เผยเทคนิคค้นหาตัวเอง-เตรียมสอบเข้า BIR ม.ธรรมศาสตร์)
ซึ่งเส้นทางนางงามของโอปอลเองก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ได้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ในปี 2022 เธอได้เข้าร่วมประกวดเวที “Miss Universe Thailand” และคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 3 (ภายหลังได้เลื่อนมาเป็นอันดับ 2) แต่เธอก็ได้เปลี่ยนความผิดหวังในครั้งนั้นมาเป็นพลัง พร้อมฝึกฝน ทำโครงการ และกลับมาอีกครั้งในปี 2024 และคว้ามงกุฎผู้ชนะเลิศได้สำเร็จ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทย และเข้าสู่รอบ Top 5 ในการประกวด Miss Universe 2024
แม้ประตูบานเก่าจะปิดไป แต่ด้วยหัวใจนักสู้ผู้ไม่เคยยอมแพ้ โอปอลได้ตัดสินใจกลับมาฮึดสู้อีกครั้งในฐานะตัวแทนประเทศไทยบนเวที Miss World 2025 ซึ่งการประกวดในครั้งนี้ถือว่าหินมากๆ และมีชาเลนจ์หลายด่านสุดๆ ทั้งการนำเสนอโครงการ การดีเบต แข่งกีฬา เดินแบบ และอีกมากมาย แต่สุดท้ายความพยายามของโอปอลก็สัมฤทธิ์ผล เธอได้สร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้ามงกุฎ Miss World ให้กับประเทศไทยได้สำเร็จ หลังจากที่รอคอยมานานกว่า 75 ปี! (การประกวดครั้งที่ 72 แต่มีบางปีที่งดจัดค่ะ)
และเป็นที่รู้กันว่าโอปอลใช้เวทีนางงามเพื่อเป็นพื้นที่ส่งเสียงเพื่อสังคม ผ่านโครงการ OPAL For Her ที่รณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องมะเร็งเต้านม ซึ่งได้แรงผลักดันมาจากประสบการณ์ตรงจากการผ่าตัดเนื้องอกที่เต้านมเมื่อตอนอายุ 16 ปี จากความเจ็บปวดในครั้งนั้น เธอได้เปลี่ยนมาเป็นพลังในการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับสังคม เรียกว่าเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับทุกคน สมกับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยจริงๆ ค่ะ
……….
3. น้ำปิง นภัสกร — นักแสดงรุ่นใหม่ที่ใช้เสียงของตัวเองเพื่อสังคม
เรียกว่ามาแรงเลยทีเดียวสำหรับ “น้ำปิง – นภัสกร ปิงเมือง” นักแสดงสุดฮอตจากค่าย DOMUNDI ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นผลงานผ่านตามาจาก MV “โต๊ะริม” ของ นนท์ ธนนท์ และที่ปังแบบดังพลุแตกจนฉุดไม่อยู่สุดๆ กับซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด: Khemjira The Series” ในบทบาทของ “เขมจิรา”
นอกจากผลงานด้านการแสดงแล้ว ต้องบอกว่าน้ำปิงนั้นถือเป็นไอดอลแห่งการเรียนเลยก็ว่าได้ โดยสมัยมัธยมน้ำปิงเรียนอยู่ที่โรงเรียนในแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นที่รู้ว่าค่อนข้างอยู่ห่างไกลและมีโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรที่เอื้อต่อการศึกษาได้ไม่มาก แต่ด้วยความมุมานะทำให้เขาติดคณะในฝันอย่าง ‘นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ในรอบรับตรงที่ใช้คะแนนสอบกับ Portfolio ซึ่งรับเพียง 10 คนจากทั้งประเทศ (จากผู้สมัคร 2,000 พันกว่าคน) และน้ำปิงยังเคยให้สัมภาษณ์อีกว่า ในโรงเรียนไม่มีคนติดจุฬาฯ เลยในรอบ 20 ปี แต่น้ำปิงก็ทำได้ // สุดมากกกก
ที่สำคัญน้ำปิงยังเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่กล้า Call Out ประเด็นสิทธิ การเมือง และเหตุการณ์สำคัญในสังคมอย่างตรงไปตรงมา เรียกได้ว่าเป็นเพชรเม็ดงามของวงการบันเทิงและเป็นแบบอย่างของเยาวชนที่ทั้งเก่งและกล้าที่จะใช้พื้นที่สาธารณะอย่างมีความหมายทั้งในฐานะนักแสดงและพลเมืองของประเทศ
……….
4. ออม กรณ์นภัส — นางเอกดาวรุ่งที่เอาอยู่กับทุกบทบาท
ไอร่ารู้ไหม…ว่าเมื่อไหร่ที่ได้ยินชื่อของ “ออม – กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์” นักแสดงจากสังกัดช่อง 3 หลายคนก็จะนึกถึงผลงานซีรีส์แนวแซฟฟิกที่โด่งดังอย่าง “ใจซ่อนรัก The Secret of Us” และ “เพียงเธอ Only You” ซึ่งโด่งดังไกลในระดับนานาชาติเลยทีเดียว (แถมเร็วๆ นี้กำลังจะมีซีรีส์เรื่องใหม่อย่างเรื่อง “วาดฝันวันวิวาห์” ด้วย) เห็นงานวงการแน่นขนาดนี้ แต่น้องออมก็เต็มที่กับบทบาทอื่นๆ ทั้งในฐานะนิสิตสาว รวมถึงเจ้าของธุรกิจ
โดยออมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) มศว พ่วงด้วยรางวัล "ศรีสง่าศรีนครินทร" ประเภทศิษย์เก่าดาวรุ่ง ในงานเชิดชูเกียรติ วันมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2567 และเธอก็ยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง โดยออมเลือกเรียนต่อระดับปริญญาโท วิชาเอกภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ที่มหาวิทยาลัยเดิม เพื่อต่อยอดงานในวงการ รวมถึงอยากสานฝันในการทำงานเบื้องหลังเหมือน ‘พี่แอน ทองประสม’ ไอดอลของเธอนั่นเอง
แม้ว่าจะตารางงานแน่นหรือเรียนหนักแค่ไหน แต่ออมก็ยังบริหารทั้งงานในวงการบันเทิง การเรียน และการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับธุรกิจส่วนตัวได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า Keep Silent หรือบทบาท CEO เครื่องดื่ม Chagô รวมถึงธุรกิจของครอบครัว เรียกว่าเก่งรอบด้านแถมเอาอยู่ทุกบทบาท น่าชื่นชมสุดๆ
……….
5. ตู ต้นตะวัน — นักแสดงสาวสุดฮอต ดีกรีทันตแพทย์หญิง
ถ้าพูดถึงคนดังรุ่นใหม่ที่เต็มที่กับการเรียน จะขาดชื่อของคนนี้ไปไม่ได้เลย กับ “ตู – ต้นตะวัน ตันติเวชกุล” นักแสดงแถวหน้าของ GMMTV ที่แจ้งเกิดจากบท “กอหญ้า” ในซีรีส์เรื่องดังอย่าง F4 Thailand และบท “มุ่ย” ในภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า และเร็วๆ นี้ก็กำลังจะมีผลงานรีเมคระดับตำนานอย่าง “Scarlet Heart” ให้เราได้รอชมกันอีกด้วย
ล่าสุดตูก็ได้รับรางวัลด้านการแสดง “FPA Asia-Pacific Rising Icon Award” จากเวทีระดับนานาชาติอย่าง Asia-Pacific Film Festival จัดที่ประเทศมาเลเซีย แถมพ่วงด้วยตำแหน่ง House Ambassador แบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior และทำให้เธอได้เดินทางไปงานอิเวนต์ในต่างประเทศบ่อยครั้งอีกด้วย // เรียกว่าเป็นอีกคนที่มีแฟนอินเตอร์เยอะมากกกก
แล้วในระหว่างสวมบทบาทดาราสาว ตูยังสวมบทบาทเป็นนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเรียนหนักมากกก ด้วยหลักสูตรเข้มข้น 6 ปี ที่เน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แถมยังมีวิจัยอีกมากมาย ซึ่งตูสามารถจัดสรรทุกอย่างได้อย่างน่าทึ่งจนเหมือนยอดมนุษย์ (ใครอยากรู้ว่าในแต่ละวันตูทำอะไรบ้าง ตามไปดู Vlog ใน TikTok ของตูได้เลย!) จนในที่สุดเธอก็สำเร็จการศึกษาพร้อมด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 เรียกได้ว่าตัวอย่างของพี่หมอตูนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนที่มีความฝันหลายเส้นทางได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะด้านการเรียนหรือการทำงาน เธอก็สามารถจัดสรรเวลาอย่างได้อยู่หมัด น่าชื่นชมมากๆ
……….
6. กร PROXIE — ไอดอล T-POP คนเก่ง ดีกรีนักเรียนแพทย์
ถ้าพูดถึงไอดอลศิลปิน T-POP สายแพทย์ ก็ต้องมีชื่อของ “กร – วรรณไพโรจน์” หนึ่งในสมาชิกวง PROXIE จากค่าย bROTHERS MUSIC ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ในรั้ววิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
โดยกรเคยให้สัมภาษณ์กับ Dek-D ถึงแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนแพทย์ มาจากการเติบโตท่ามกลางบรรยากาศโรงพยาบาลในฐานะครอบครัวคนไข้ และการได้พบแพทย์คนหนึ่งที่ “ไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังส่งพลังบวกให้กับผู้ป่วยและครอบครัว” ประกอบกับประสบการณ์ที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ทำให้กรตัดสินใจเรียนด้านนี้เพราะอยากช่วยรักษาคนนั่นเอง (อ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ที่ "กร-PROXIE" เผยเทคนิคยื่น Portfolio เข้าคณะแพทยศาสตร์ พร้อมทำงานในวงการบันเทิงด้วย)
แม้ว่าจะเรียนหนักขนาดไหน กรก็เต็มที่กับงานในวงการบันเทิงมาก ไม่ว่าจะเป็นงานวง งานโซโล่ FROM THE ROOM WHERE I STAY และคอนเสิร์ตเดี่ยว gorn's ROOM CONCERT หรือจะเป็นรายการ Becoming with Gorn ทางช่อง THE STANDARD POP นอกจากนี้กรยังเปิดธุรกิจร้านกาแฟเป็นของตัวเอง (นอกเหนือจากร้าน HEY! Coffee ของคุณพ่อ) โดยใช้ชื่อว่า “Coffee Dance” อีกด้วย ความมุ่งมั่นตั้งใจทั้งหมดนี้ ทำให้กรกลายเป็นไอดอลตัวจริงในทุกด้าน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กๆ แบบสุดยอดไปเลยยย
// แอบกระซิบว่าตอนนี้กรและหนุ่มๆ PROXIE กำลังเตรียมตัวกันอย่างหนักกับคอนเสิร์ต PROXIE The 3rd Concert 'PROXIMA-B' ซึ่งจะจัดที่ Impact Arena ในวันที่ 24 ม.ค. 69 นี้อีกด้วย ใครยังไม่มีบัตรต้องรีบแล้วนะ!
……….
7. เน PERSES — ศิลปินตัวจริง ผู้เต็มที่ทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง
Kitty Swag~ มาต่อกันที่อีกหนึ่งสมาชิกวงบอยกรุป T-POP แห่งยุคอย่าง “เน – ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์” จากวง PERSES ที่เรียกว่าเป็นวงที่เพอร์ฟอร์มจัดเต็มสุดๆ ซึ่งนอกจากบทบาทไอดอลแล้ว เนยังถูกพูดถึงบ่อยๆ ในฐานะศิลปินที่มีทัศนคติที่น่าชื่นชม และยังเลือกใช้เสียงเพื่อช่วยสะท้อนถึงปัญหาต่างๆ ในสังคม
นอกจากนี้เนยังเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก และมักจะมาแบ่งปันหนังสือดีๆ ให้แฟนคลับเสมอ จนเกิดเป็น #ณรัณอ่าน ขึ้นมา สิ่งที่น่าสนใจคือเนมีความสนใจประเด็นสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศมาก ทำให้หนังสือหลายๆ เล่มที่เขาแนะนำมักเป็นหนังสือแนวเฟมินิสต์ รวมถึงแนววิชาการและประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ฉุกคิดถึงประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคม แถมความรักการอ่านนี้ทำให้เนได้รับโอกาสร่วมเขียนหนังสือรวมเรื่องสั้นแนวกระแสสำนึกที่ชื่อว่า “แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ” ในตอนที่ชื่อ 'ภาพสุดท้าย' อีกด้วย
และเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา Speech ของเนก็เพิ่งเป็นไวรัลจากการขึ้นรับรางวัล “My voice is for Being Yourself” ร่วมกับสมาชิกวง PERSES บนเวที MIRROR50 โดยเนได้กล่าวว่า “การพูดเฉยๆ มันอาจจะไม่ทำให้ทุกคนสามารถมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้เลย เราอาจจะต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ รัฐสวัสดิการให้เราสามารถทดลองในการใช้ชีวิตของตัวเองได้ เราอาจจะต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่โยงกับประชาชน และเสียงของทุกคนเป็นเสียงสำคัญที่จะพาเราไปให้ถึงฝันนั้นได้ครับ” เรียกว่าเป็นประโยคสุดทัชใจ จนทำให้หลายคนต่างชื่นชมในความกล้าของเนที่เลือกใช้เสียงที่มีเพื่อสะท้อนถึงประเด็นสังคมในปัจจุบัน
……….
8. คิน ธนชัย — นักร้อง นักแสดง และนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติไทย
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งเยาวชนไทยที่เรียกได้ว่าครบเครื่องเรื่องความสามารถสุดๆ! “คิน – ธนชัย ศักดิ์ชัยเจริญกุล” ที่หลายๆ คนอาจรู้จักจากการเป็น “นักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติไทย” ซึ่งเคยคว้ารางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ (พ.ศ.2561 และ พ.ศ.2564) และล่าสุดกับเหรียญเงินจากซีเกมส์ 2025 ที่ผ่านมาแบบสดๆ ร้อนๆ (คุยกับ ‘คิน’ นักกีฬา Ice Hockey แชมป์เยาวชนทีมชาติไทยที่โซเชียลแชร์กระหน่ำ!)
"ถ้าเราคิดว่าเราเก่งแล้ว เราคิดผิด เขาไปไกลกันมากๆ เราจะหยุดพัฒนาไม่ได้เลยครับ”
ครั้งหนึ่งคินเคยให้สัมภาษณ์กับ Dek-D ถึงเส้นทางการเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคิด โดยคินเริ่มแข่งกีฬาไอซ์ฮอกกี้ตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอด 4 ปี เรียกได้ว่าซ้อมแล้วซ้อมอีก เจ็บตัวมาก็มาก ไม่ว่าจะหกล้มคางแตก หรือโดนล้มทับก็ผ่านมาหมด แต่คินก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ทั้งหมั่นฝึกซ้อมและเก็บประสบการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องบาลานซ์กับทั้งเรื่องเรียนและผลงานในวงการบันเทิงไปด้วย
ในส่วนของเรื่องเรียน คินจบปริญญาตรีจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสาขาวิชาการประกอบการ (หลักสูตรนานาชาติ) ภายใน 3 ปีครึ่ง และยังพร้อมลุยเรียนต่อ ป.โท อีกด้วย และด้านบันเทิงก็ไม่น้อยหน้าใคร เพราะคินเคยรับบทเป็นนักร้องและมีผลงานภายใต้สังกัด GMM WhiteFox มาก่อน และปัจจุบันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ GMMTV พร้อมเดบิวต์ผลงานการแสดงซีรีส์เรื่องแรกที่ชื่อว่า “จำเลยจุ๊บ” ในปี 2026 นี้ด้วย รอติดตามกันได้เลย!
...............
อ่านบทสัมภาษณ์ ย้อนรอยคนดัง Dek-D
ตัวตนอีกด้าน "พี่บิวกิ้น" ขยันเรียนไม่แพ้ทำงาน
กับความตั้งใจจะเรียนจบบริหารฯ ใน 3 ปีครึ่ง!

"กร-PROXIE" เผยเทคนิคยื่น Portfolio
เข้าคณะแพทยศาสตร์ พร้อมทำงานในวงการบันเทิงด้วย

"โอปอล สุชาตา" Miss World 2025
เผยเทคนิคค้นหาตัวเอง-เตรียมสอบเข้า BIR ม.ธรรมศาสตร์

คุยกับ ‘คิน’ หนุ่มน้อยดีกรีนักกีฬา Ice Hockey
แชมป์เยาวชนทีมชาติไทยที่โซเชียลแชร์กระหน่ำ!

"พี่ออฟโรด" แชร์ประสบการณ์เลือกคณะ
ที่ต้องวัดใจที่สุดในชีวิต ใน TCAS 61 รุ่นปั่นป่วน

“อองรี” หนุ่มน้อยสายกิจกรรมกับเส้นทางสู่การเป็น YouTuber

0 ความคิดเห็น